แสงตะวันบนดาดฟ้า
แสงแดดยามเช้ากระทบผ่านกระจกบนตึกสูงกลางกรุงเทพฯ แล้วไหลลงทาบเสี้ยวหน้าของณภัทร เขากำลังเดินหอบถุงอาหารเช้าฝ่าฝูงชนเข้าออฟฟิศอย่างรีบเร่ง ปกติเขาเป็นคนมาก่อนเวลาเสมอ วันนี้เช้ากว่าปกติอีกเล็กน้อยเพราะเขาอยากขึ้นไปบนดาดฟ้าเร็วกว่าคนอื่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงแจ้วจากสาวผมสั้นหน้ากลมประจำแผนกบัญชีก็ดังมาแต่ไกล “นายจะรีบไปไหนแต่เช้า นาฬิกาโรงงานเหรอ?” ขวัญข้าวยิ้มกวน เดินแซงมาโดยถือแก้วกาแฟเย็นของตัวเองไว้แนบอก
ณภัทรแกล้งทำเป็นไม่สนใจ “ของกินไม่เย็นแล้วกินไม่อร่อย นายไม่เข้าใจหรอก” ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่ง รอยยิ้มมุมปากและความอุ่นจากแสงเช้าเหมือนจะเติมพลังให้วันใหม่
เวลาผ่านไปรวดเร็ว ใกล้เที่ยงก็เป็นช่วงที่ทั้งคู่จะขึ้นไปเจอกันบนดาดฟ้า จุดนัดพบประจำที่แม้ฝุ่นกรุงจะหนาหนา ลมร้อนก็ไม่อาจทำให้ทั้งคู่เลิกนิสัยนี้ได้
เสียงรองเท้ากระแทกพื้นดาดฟ้าสลับกับเสียงหัวเราะสั้น ๆ “วันนี้มีอัพเดทซุบซิบอะไรบ้าง นายหน้านิ่ง?” ขวัญข้าวยื่นแซนด์วิชให้ณภัทร พลางเท้าคางแบบสบาย ๆ
“ก็ไม่มีอะไร… หัวหน้าขอให้ทำโปรเจ็กต์พิเศษแต่ฉันยังไม่แน่ใจเลย จะไหวไหม” ณภัทรพึมพำ ก้มหน้ารับแซนด์วิชอย่างเกรงใจ
ขวัญข้าวขมวดคิ้ว “ไม่รู้จะกลัวอะไร นายก็เก่งออก ดูนายสิ ตั้งแต่สมัยม.ปลาย ฉันยังเรียกนายว่า ‘อัจฉริยะ’ อยู่เลย”
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ “ก็…ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันจะเป็นนักวาดที่ดังแล้วออกไปอยู่เมืองนอกด้วยซ้ำ”
ความเงียบแทรกเข้ามาฉับพลัน ขวัญข้าวถอนหายใจช้า ๆ พลิกมือออกจากเท้าคาง “ฝันมันเปลี่ยนได้ใช่ไหม?” เธอพูดเสียงแผ่วเบา
“มันเปลี่ยนเอง หรือเราหมดความกล้า เลิกฝันกันแน่นะ” ณภัทรเอ่ยเสียงต่ำลง
ความลังเลฉายวูบในแววตาทั้งคู่อย่างยากจะอธิบาย ก่อนขวัญข้าวจะหัวเราะกลบเกลื่อน “แล้วนาย…จะช่วยฉันกรอกใบเบิกเงินมั้ยล่ะ ถือเป็นการช่วยให้ชีวิตบัญชีตื่นเต้นขึ้น!”
บ่ายวันนั้นฝนตก บรรยากาศทั่วสำนักงานชื้นและเงียบผิดปกติ ณภัทรนั่งจดจ่อคอมพ์แต่สายตาเหมือนไม่อยู่กับงาน ฝนข้างนอกเหมือนตกซ้ำลงบนหัวใจอะไรบางอย่าง
โทรศัพท์ของขวัญข้าวดังขึ้นเงียบ ๆ บนหน้าจอเป็นชื่อแม่ เธอถอนหายใจยาวก่อนจะตอบ รับฟังเสียงตำหนิเรื่องหน้าที่ครอบครัวที่รออยู่บ้าน มือขวาค่อย ๆ เต้นไปกับปากกา เธอเหลือบตามองณภัทรที่กำลังจดจ่อหน้าจอเหมือนไม่สังเกตอะไร
เย็นนั้นตอนเลิกงาน สองคนนั่งติดกันในร้านอาหารข้างตึก ต่างคนต่างจมกับโลกของตัวเอง กระทั่งขวัญข้าวพูดหลังจากเว้นความเงียบนาน “แม่ฉันอยากให้กลับนครสวรรค์…หางานมั่นคง บอกว่าบัญชีกรุงเทพฯ เงินเดือนก็งั้น ๆ ไม่มีอนาคต”
ณภัทรละสายตาจากมือถือ “แล้วนายล่ะ อยากกลับไหม” เขาเสียงนุ่มแต่ขึ้นจมูกเล็กน้อย
“ไม่อยากไป…แต่ฉันก็ไม่รู้จะฝืนคนที่รักเราทำไม” ขวัญข้าวพึมพำเบา ๆ ทำท่าจะยิ้มแต่เหมือนสิ่งที่อยากพูดจริง ๆ ถูกกลืนหายกับข้าวในปาก
“ฉันว่า…ถ้านายกลับไป นายจะไม่เป็นตัวของนายเอง” ชายหนุ่มพูดอย่างหนักแน่น ละสายตาจากหน้าต่างฝนที่เพิ่งหยุดตก
สายตาสองคนสบกันรับความจริงที่ค้างอยู่ในอากาศ ความรู้สึกบางอย่างหน่วงขึ้นอย่างไม่มีใครเอ่ย
หลังจากวันนั้น ทั้งคู่เริ่มห่างกันอย่างไม่ตั้งใจ ณภัทรลุกไปกินข้าวกับเพื่อนฝ่ายกราฟฟิก ขวัญข้าวบางวันหลบขึ้นดาดฟ้าคนเดียว ต่างคนต่างรู้สึกเหมือนโลกขาดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่มีใครพูด
ณภัทรสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง มื้อกลางวันไม่มีแซนด์วิชจากขวัญข้าวอีก เขาแค่ยกลังโดดขึ้นช่วงพัก แต่บนดาดฟ้ากลับว่างเปล่า มีเพียงกลิ่นขนมปังที่เย็นชืดและเสียงลมแผ่ว
เย็นวันหนึ่ง ณภัทรนั่งวาดการ์ตูนในคอมพ์ที่บ้าน แต่มือหยุดกลางกรอบภาพ เขารู้สึกว่าใบหน้าขวัญข้าวโผล่ขึ้นมาในทุกช่องวาด เครื่องหมายคำถามรายล้อมตัวละคร เสียงหัวใจตีกลอง
“ฉันกำลังคิดถึงอะไรเนี่ย?” เขาถามตัวเองเสียงเบา โลกเหมือนหยุดเดินแค่เพราะขาดรอยยิ้มของเธอในแต่ละวัน
วันรุ่งขึ้นที่ออฟฟิศ ขวัญข้าวยังไม่มา เขานั่งรอถึงสายผิดปกติ มือแอบพิมพ์ข้อความ “วันนี้โอเคไหม?” แล้วลบทิ้ง ไม่กล้ากดส่ง
นาฬิกาบนโต๊ะเดินช้า ๆ หัวหน้าประกาศเรื่องโปรเจ็กต์ใหม่ออกอากาศ ทุกคนตื่นเต้นกันหมดยกเว้นณภัทร เขากดมือถืออีกทีแต่ก็ยังไม่ส่งข้อความหาขวัญข้าว
กระทั่งบ่ายวันนั้น ประตูออฟฟิศเปิด ขวัญข้าวเดินเข้ามาในสายตาแดง ๆ เธอพยายามยิ้มปกติ “ขอโทษนะ…เมื่อเช้าคุยกับแม่มา ทะเลาะกันนิดหน่อย”
ณภัทรเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบา “นายโอเคไหม…”
ขวัญข้าวหยุดนิ่ง แล้วตอบทั้งที่พยายามกลั้นน้ำตา “ไม่ค่อยโอเคเท่าไร แต่ฉันโอเคที่วันนี้ยังมีนายอยู่”
เขาไม่พูดอะไรต่อ แค่มองสบตา รู้สึกถึงสิ่งที่พูดไม่ได้
ช่วงเย็นบนดาดฟ้า ลมเริ่มแรง ณภัทรนั่งข้างขวัญข้าว ต่างคนต่างมองฟ้าส้ม ๆ อยู่เงียบ ๆ นาน ก่อนชายหนุ่มจะพูดขึ้น “นายเคยคิดไหมว่าพวกเรามาไกลกว่าตอนเริ่มงานเยอะ”
ขวัญข้าวหัวเราะในคอ “ไกลสิ… แต่เหมือนยังติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
ณภัทรหยิบสเก็ตช์บุ๊คออกมา เปิดหน้าใหม่ยื่นให้เธอดู “ฉันวาดนายเมื่อคืน” บนหน้ากระดาษคือตัวละครหญิงยิ้มเศร้า
หญิงสาวพลิกกระดาษอย่างเงียบงัน “เหมือนฉันจริง ๆ” เธอกัดริมฝีปาก “นายรู้ไหมว่าบางที… นายทำให้ฉันกล้าขึ้นเยอะ ถ้านายไม่อยู่ ฉันคงไม่เดินมาถึงตรงนี้”
เสียงเตือนแจ้งเตือนมือถือดังขึ้น ขวัญข้าวลังเลอยู่สักพักก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่านข้อความ “แม่บอกจะขึ้นมาหางานให้พรุ่งนี้” เธอพูดด้วยเสียงติดตลกแต่เคลือบด้วยความกลัวลึก ๆ
ณภัทรกุมมือตัวเองแน่น “ถ้านายต้องย้าย… เราจะไม่ได้กินแซนด์วิชกันบนนี้แล้วสินะ”
สายตาทั้งคู่หลบกัน กลั้นความรู้สึกที่ไม่กล่าวออกมาชัดเจน ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งชั่วคราว
วันต่อมา ขวัญข้าวต้องลาไปสัมภาษณ์งานที่ต่างจังหวัดทั้งวัน ณภัทรเหมือนคนไร้ชีวิตชีวา ในมือไม่มีแซนด์วิช ไม่มีเสียงหัวเราะบนดาดฟ้า เขานั่งเหงาในห้องประชุม ฟังแต่คนอื่นพูด
ค่ำวันนั้น โทรศัพท์ของณภัทรสั่น ข้อความจากขวัญข้าวส่งมาสั้น ๆ “วันนี้เหนื่อยจัง ฮึบไว้นะ” เขาอ่านข้อความแล้วยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ “รอแซนด์วิชนายอยู่นะ”
วันหยุดสุดสัปดาห์ ขวัญข้าวนัดณภัทรที่ร้านกาแฟใกล้ออฟฟิศ เธอนั่งเงียบ พยายามซ่อนใบหน้าที่คิดหนักอยู่
“นายโอเคไหมกับการที่เราต้องห่างกัน” เธอถามเสียงอ่อย มือวนหลอดกาแฟอย่างตั้งใจ
“ฉันไม่โอเคหรอก…แต่ถ้ามันเป็นทางเลือกเดียวที่ดีสำหรับนาย ฉันก็จะยอม” ณภัทรตอบช้า ๆ เสียงแผ่วแต่ชัดเจน
ความเงียบคลี่คลุมอากาศระหว่างทั้งคู่ จนขวัญข้าวถาม “แล้วนายล่ะ ถ้าให้เลือก นายจะอยู่ หรือตามฝันออกไปเมืองนอกจริง ๆ”
“ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจแล้ว…ฝันที่ไม่มีนายข้าง ๆ มันเหมือนไม่มีสีอะไรสักอย่าง” เขาหัวเราะกดเสียง เธอเองก็ยิ้มเศร้า
ที่ออฟฟิศวันจันทร์ ทุกอย่างเหมือนปกติ ขวัญข้าวมาด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ณภัทรวาดหน้าการ์ตูนใหม่ ไม่มีบทสนทนา มีเพียงตัวละครสองคนที่นั่งร้องไห้ด้วยกันบนดาดฟ้า
ช่วงบ่าย ขวัญข้าวเรียกณภัทรออกมานอกรอบ เธอถือกระดาษสัมภาษณ์งานกับซองเงินเยอะผิดปกติ
“นาย…ถ้าย้ายไป ฉันกลัวจะไปไม่รอด กลัวจะคิดถึงนายจนอยู่ไม่ได้” ขวัญข้าวพูดช้า ๆ เสียงสั่น
“ฉันก็กลัวเหมือนกัน” เขายอมรับในที่สุด น้ำเสียงหนักแน่นแต่ก็พ่ายแพ้
หญิงสาวถอนหายใจแล้วยิ้ม แววตามีประกายบางอย่าง “งั้น…ขออีกหน่อย ตอนนี้ขออยู่ตรงนี้กับนายได้ไหม”
เย็นวันนั้น บนดาดฟ้า ทั้งสองนั่งข้าง ๆ กัน มือเกือบเฉียดกันหลายครั้งแต่ก็ไม่มีใครกล้าสัมผัสจริง ๆ จนกระทั่งลมเย็นพัดแรงขึ้น ขวัญข้าวหัวเราะออกมาเสียงดัง “นาย…ฉันกลัวลมนะ แต่ถ้ามีนายอยู่ข้าง ๆ ฉันไม่กลัวอะไรเลย”
ณภัทรหันมายิ้มให้ สบตา เงียบอยู่นานก่อนพูดช้า ๆ “งั้น…เราอยู่ตรงนี้ด้วยกันไปก่อนนะ” เสียงเขาเหมือนยืนยันให้กับทั้งตัวเองและคนข้าง ๆ
วันต่อ ๆ มา แม้ปัญหาครอบครัวจะยังมี โปรเจ็กต์ที่หนักหัวใจ แต่บนดาดฟ้า สองคนยังนั่งข้าง ๆ แบ่งปันแซนด์วิชเสียงหัวเราะ และความฝันเล็ก ๆ ด้วยกัน ความกลัวในอดีตและอนาคตยังอยู่ แต่ตอนนี้ พวกเขากล้าที่จะหันหน้าสู่แสงตะวันบนดาดฟ้าด้วยกัน
และเมื่อวันหนึ่งข้างหน้า เส้นทางใครสักคนต้องเปลี่ยนไป ทั้งคู่ก็รู้แล้วว่าความรู้สึกที่เคยกลัว… ได้กลายเป็นความกล้าที่จะรัก เกินกว่าเพื่อน แล้ว