รอยยิ้มที่เก็บไว้ใต้ไฟสลัว
ฝนเริ่มตกเมื่อย้ายรถเข้าไปจอดในลานของมหาวิทยาลัย เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาโลหะเป็นจังหวะที่คุ้นเคยสำหรับตะวัน เขาลดกระจกลงให้ลมพัดพาเอากลิ่นหญ้าเปียกเข้ามา เขายืนพิงรถ สายตาไม่ได้มองที่อาคาร แต่หันไปทางแสงจากห้องสมุดที่กระพริบอบอุ่นเหมือนบ้านหลังเล็กกลางคืนหลังการเรียนการสอน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ลลนาอยู่ภายในห้องสมุดแล้ว หน้าเธอเงยขึ้นจากสมุดสเก็ตช์ยามที่ฝนเริ่มดังหนัก เธอมีนิ้วที่เลอะเส้นดินสอเล็กๆ เล็บสั้นมักมีเศษผงสีอยู่เสมอ หนังสือการตลาดกองหนึ่งพาดอยู่ข้างสมุดภาพวาด มันเป็นภาพที่เธอไม่ค่อยอยากให้ใครเห็นนัก แต่ที่จริงแล้วมองลึกลงไปภาพพวกนั้นบอกเรื่องราวของความฝันที่เธอซ่อน
“มาสายอีกแล้วนะ” เสียงของตะวันเมื่อเขาหันมาทางชั้นหนังสือ เธอไม่ต้องหันกลับเต็มตัวก็รู้ว่าใครเขาอยู่ตรงนั้น เขาเอากระเป๋าไปทิ้งที่โต๊ะ บางอย่างในท่าทางของเขาเย็นจนเกือบจะไม่รู้สึกอะไร แต่สายตากลับอ่อนยวบทุกครั้งที่มองเธอ
“สาย? ฉันมาเร็วกว่าแกอีก” เธอมองนาฬิกาแล้วทำหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่าง ประโยคเดียวแต่มีน้ำเสียงชอบกลที่ปลายประโยคบ่งบอกว่าต้องการคุยต่อ
“แกชอบนั่งมุมนี้จริงๆ” เขาลากเก้าอี้เข้ามาใกล้แล้วดึงสมุดที่วางอยู่ขึ้นมาดู สเก็ตช์หน้าหนึ่งที่เธอเพิ่งวาดไว้เมื่อวาน—ภาพชายคนหนึ่งยืนบนสะพานในขณะที่แสงไฟโคมไฟสลัวรอบตัว
“อย่ามองมากสิ” เธอปิดสมุดไว้อย่างติดจะเร็ว จนมือเขาหยุดนิ่งบนขอบกระดาษเพียงครู่หนึ่ง
“ชอบนะ” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ใหญ่โต แต่พอบอกออกมาเสียงนั้นเหมือนย้ำบางอย่างที่เขาเคยคิดมานาน
เธอหลบสายตาแล้วกลับไปวาดต่อ แต่คืนนี้ความเงียบในห้องสมุดไม่ได้เป็นเพียงความเงียบของการอ่าน มันมีน้ำหนักของคำที่ยังค้างอยู่ด้านหลังริมฝีปากของคนทั้งสอง
มหาวิทยาลัยของพวกเขาไม่ใหญ่มาก แต่มีมุมเล็กๆ ที่เก็บความทรงจำไว้ได้ดี เช่นร้านกาแฟตรงหัวมุมศาลา ชั้นที่มีต้นไทรสูงที่ใครหลายคนเคยนั่งพูดคุยยามบ่าย ตะวันกับลลนามักจะเจอกันในที่เหล่านี้ บางครั้งเป็นเรื่องการบ้าน บางครั้งเป็นเรื่องอาหารค่ำบางครั้งเป็นเรื่องที่ไม่มีชื่อ
“แกจะทำโปรเจกต์ทีมกับใคร” ลลนาถามในวันหนึ่งที่ฝนหยุดแล้ว พวกเขานั่งกันที่โต๊ะยาวใต้ต้นไทร ตะวันกวาดสายตามองทั้งสนาม ไม่รีบตอบ
“ยังไม่แน่” เขาพยักหน้าแบบพึมพำ “แต่ถ้าแกไม่อยากเจอใครที่แกไม่ชอบ ฉันจะช่วยเลือกให้”
คำพูดนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่มีความคุ้นเคยที่ทำให้ลลนาต้องยิ้มออกมา เธอรู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบอายุน้อยที่เขามีให้กับคนรอบตัว อะไรบางอย่างในตัวเขาทำให้เธอมั่นใจ แม้ว่าเธอจะไม่ชอบพูดถึงความมั่นใจของตัวเอง
“ไม่ต้องหรอก ฉันทำได้” เธอพูดแล้วกลับจ้องไปที่แก้วกาแฟที่เริ่มเย็น ก้อนน้ำแข็งทุบเสียงเล็กๆ กับแก้วเหมือนนาฬิกาที่เตือนเวลา
“แกไม่ต้องทำทุกอย่างคนเดียวก็ได้” เสียงของเขาอ่อนลง ลลนาเงยหน้าขึ้นช้าๆ เธอได้ยินแต่ไม่อยากยอมรับ เขาหยิบปากกาแล้วเขียนบันทึกเล็กๆ บนกระเป๋ากระดาษของร้านกาแฟ รอยหมึกไม่ต่างจากรอยมือคนที่เคยเป็นเพื่อนกันนาน
การเริ่มรู้จักกันอย่างจริงจังของทั้งคู่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีแต่การแลกเปลี่ยนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อยๆ ถูกจดจำ เขาช่วยเธอคัดเลือกบทความสำหรับวิชาเลือก เธอช่วยเขาจัดตารางฝึกซ้อมดนตรีเมื่อเขาเข้าไปช่วยชมรมดนตรี บ่อยครั้งพวกเขาเกลียดความต้องตื่นเช้าหน้าตื่นนอน แต่ก็ยินดีจะโทรปลุกกันในเช้าวันสอบ
“ตะวัน แกจำได้ไหมว่าเมื่อก่อนฉันกลัวแมลงตัวเล็กๆ มาก” ลลนาพูดขณะที่มือทั้งสองกำลังหยิบขนมปังจากกล่องเดียวกัน เขาหัวเราะแล้วทำมือเป็นการแกล้งตะขิดตะขวง
“จำได้สิ แกเคยหลับอยู่บนโต๊ะแล้วกรี๊ดตอนแมลงบินผ่าน”
“ไม่ได้กรี๊ดหรอก ฉันแค่—” เธอทำหน้าเซ็งก่อนจะพูดไม่หมด แล้วหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเธอทำให้ตะวันยืดไหล่ มือของเขาล้วงเข้าไปในกล่องแล้วมอบขนมปังให้เธอหนึ่งชิ้นตามนิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยน
เวลาผ่านไป ความใกล้ชิดถูกทับถมด้วยความนอนดึกและกาแฟแก้วที่สอง ความรู้สึกที่ตะวันเก็บเอาไว้เติบโตขึ้นช้าๆ เหมือนต้นกล้าที่ไม่รู้จะงอกตรงไหน เขาเก็บมันไว้เป็นความลับก่อนจะให้อะไรๆ เสียหาย
ตะวันมีอดีตที่ไม่กล้าพูดถึง เรียกว่าเป็นความผิดหนึ่งที่เขายังพยายามชดใช้ ลมหนาวของคืนหนึ่งในปีที่แล้ว เขาขับรถโดยไม่ควบคุมความเร็วและเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว สภาพรถกับเพื่อนที่นั่งข้างทำให้เขาต้องอยู่ในโรงพยาบาลหลายคืน ความรู้สึกผิดตามหลอกเขามาตลอด แม้ว่าเพื่อนคนนั้นจะพูดกับเขาว่า “มันไม่ใช่ความผิดของแกคนเดียว” แต่ตะวันไม่อาจลบภาพไฟท้ายรถและเสียงกระจกแตกจากหัวใจได้
หลังอุบัติเหตุ เขารู้สึกว่าการยึดมั่นในความปลอดภัยคือหนทางเดียวที่จะไม่ทำร้ายใครอีก ความระมัดระวังที่เขามีนำไปสู่การไม่กล้ารับรักใคร เพราะกลัวว่าความผิดพลาดของเขาจะทำลายใครอีกคน
“บางทีฉันก็คงขี้กลัว” ตะวันเคยพูดกับใครสักคนในคืนหนึ่งขณะจ้องไฟถนนจากหน้าต่างรถเสียงนั้นไม่ใช่คำบ่น แต่มันเป็นการยอมรับว่ามีสิ่งที่เขาไม่อยากให้ใครรู้
ลลนาไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดของเรื่องนั้น เธอรู้เพียงครึ่งเดียวที่ตะวันเลือกจะเล่า ความไม่ครบถ้วนของข้อมูลทำให้เธอตั้งคำถาม แต่เธอมักจะเลือกเป็นกำลังใจให้มากกว่าถามถึงบาดแผล ทุกครั้งที่ตะวันเล่าบางส่วน เธอเพียงเอื้อมมือและวางฝ่ามือไว้ที่หลังเขาเบาๆ
“ไม่ต้องพูดถ้ายังไม่อยากพูด” เธอเคยบอก เขามองมือเธออยู่นานก่อนจะพยักหน้า
ฤดูใบไม้ผลิมาถึงพร้อมกับงานนิทรรศการใหญ่ของชมรมศิลปะ ลลนาฝันว่านิทรรศการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของเธอ เธอทุ่มเททั้งคืนทั้งวันวาดภาพจนตาแทบเจ็บ แต่ในใจมีความสุขเกินกว่าความเหนื่อย
“เธอจะเอาภาพไหนไปโชว์” ตะวันถามในขณะที่พวกเขาเดินไปด้วยกันท่ามกลางรถราที่พลุกพล่าน เสียงเพลงจากร้านค้าเล็กๆ ลอยเข้ามาเป็นฉากหลัง
“ยังเลือกไม่ได้เลย” เธอตอบ พลิกสมุดสเก็ตช์ให้เขาดู ภาพหลายภาพสะท้อนแสงไฟและโคมที่เธอชอบวาด เขาจับปลายกระดาษอย่างระมัดระวัง ก่อนจะชี้ไปที่ภาพหนึ่ง
“อันนี้ดีนะ ดึงสายตา”
“จริงเหรอ” เธอไม่มั่นใจ เขาเลิกคิ้วเหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงสงสัยตัวเองได้มากขนาดนั้น
“แกไม่ค่อยเชื่อฝีมือตัวเองสักเท่าไรใช่ไหม” เขาพูดแล้วหัวเราะเบาๆ “บางทีมันอาจเป็นข้อดีนะ คนที่คิดมากจะพยายามมากกว่า”
ถ้าคำพูดนั้นไม่มีน้ำหนัก ลลนาอาจจะยิ้มผ่านๆ แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกคือความจริงที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงเขา—คำเชื่อใจที่ไม่ได้พูดเป็นคำยาวๆ แต่ยังคงหนักแน่นพอให้เธอเกาะ
นิทรรศการวันนั้นมีคนเข้าชมมากเกินคาด ลลนาทั้งตื่นเต้นและกลัวที่จะถูกตัดสิน แต่เมื่อเสียงชื่นชมเล็ดลอดเข้ามาทำให้เธอหายกลัวไปชั่วขณะ เขาอยู่ข้างๆ ยืนเงียบๆ ไม่มีการประกาศตัวว่าเป็นเพื่อนของใคร แต่ในเวลาที่คนแซวหรือวิจารณ์ เขามักจะยืนข้างเธอโดยไม่ต้องพูดอะไรให้ใหญ่โต
ค่ำคืนนั้นหลังงานเลิก พวกพ้องพาไปฉลองกันในร้านอาหารเล็กๆ ตะวันนั่งอยู่มุมหนึ่ง เฝ้ามองเธอหัวเราะกับเพื่อน ริมฝีปากเขาเคลื่อนไหวแต่คำพูดไม่หลุดออกมาเป็นการสารภาพ เขาดูเหมือนจะพอใจกับความสำเร็จของเธอ แต่บางส่วนในดวงตายังคงห่วงใย
“ดีใจด้วยนะ” เขาว่าเมื่อพวกเขากลับมาเดินในถนนที่ไฟถนนเริ่มอ่อน เมื่อแสงไฟสะท้อนบนพื้นเปียกสลัว มันทำให้อากาศเย็นลงเล็กน้อย
“ขอบใจที่อยู่ด้วยกันตลอด” ลลนาพูด ไม่มีอะไรในประโยคนี้เป็นการขอให้เขาทำอะไร แต่ตะวันรู้สึกได้ถึงความหมายที่เกินกว่าคำว่าเพื่อน
เวลาที่อยู่ด้วยกันกลับกลายเป็นคู่รักของพิธีกรรมประจำวัน บางครั้งเป็นการส่งข้าวกล่อง บางครั้งเป็นการส่งข้อความตอนเที่ยงคืนเพื่อเตือนให้เธอนอนพัก บ่อยครั้งที่เขาเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ เช่นสีของดินสอที่เธอชอบ หรือเพลงที่เธอเผลอฮัมในห้องเรียน ทุกอย่างถูกบันทึกในมุมมืดของหัวใจเขา
แต่การเก็บความรู้สึกไว้ทำให้บางอย่างเริ่มแทรกซึมเข้าไปในร่องรอยของความสัมพันธ์ มันเป็นความระแวงที่ไม่เคยประกาศออกมา เขาเริ่มมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงบางครั้ง เขาเลี่ยงที่จะพูดเรื่องอนาคตที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเธอ เพราะกลัวว่าคำพูดของเขาอาจบีบคอความสัมพันธ์ที่แสนบริสุทธิ์นี้ให้แตกสลาย
ในขณะเดียวกัน ลลนาเริ่มสังเกตความห่างเหินนั้น เธอไม่ได้โง่พอจะไม่เห็น แต่เพราะความกลัวของตัวเอง—กลัวว่าถ้าเธอถามคำถามออกไปความสัมพันธ์ที่มั่นคงอาจพลิกผัน—เธอเลือกเก็บมันไว้ในมุมหนึ่งของใจแทน
“ตะวัน แกเป็นอะไรหรือเปล่า” คืนหนึ่งขณะที่พวกเขานั่งกันสองคนหลังการฝึกชมรมดนตรี เสียงกีตาร์ผู้ฝึกยังคงดังแว่วจากห้องข้างๆ เธอจ้องหน้าเขา พยายามจับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้า แต่เขากลับมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เปล่า แค่อ่อนเพลีย” เขาพูดอย่างรวบรัด แล้วหัวเราะเล็กน้อย แต่พอเธอไม่ยอมเชื่อ เขาก็แค่ยักไหล่
“ไม่ใช่แค่นั้น” เธอพูดเสียงเรียบๆ “แกไม่พูดไม่ใช่เพราะแกไม่มีอะไรจะพูดใช่ไหม”
เขาสบตาเธอสั้นๆ ก่อนหันไปมองกีตาร์บนโต๊ะ มือหนึ่งจับเพลาของมันปัดเบาๆ “บางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องของคนอื่น ฉันไม่อยากลากเธอเข้ามา”
ความเงียบทอดยาวไปสองสามนาที ลลนามองหน้าตะวัน ลมหายใจของเธอมีความอ่อนไหวที่เขาควรจะพอรู้
“ถ้าฉันย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด ฉันอยากให้แกรู้ก่อน” เธอพูดอย่างไม่เต็มใจ “แต่ฉันกลัวว่าถ้าบอกไป เธออาจจะอยากให้ฉันเปลี่ยนใจ”
ปิดประตู บางอย่างในคำพูดของเธอทำให้ตะวันต้องหยุดนิ่ง เขารู้ว่าเธอหมายถึงอะไร แต่ปากของเขาไม่พร้อมจะเอ่ยคำว่า ‘อย่า’ หรือ ‘อยู่กับฉัน’ เขามองแผ่นหลังของเธอเหมือนเห็นภาพอนาคตที่ไม่แน่นอน
“ถ้ามีโอกาสที่ดีสำหรับแก ฉันคิดว่าแกควรไป” เขาพูดสั้นๆ อย่างพยายามหนักแน่น มันเป็นคำตอบที่ถูกต้องสำหรับคนที่ไม่อยากเจ็บ แต่เป็นคำตอบที่ยากจะรับฟังสำหรับคนที่ยังไม่ได้ถามใจตัวเอง
คืนนั้นทั้งคู่กลับบ้านด้วยความเงียบ หลายคืนผ่านไป เส้นทางของพวกเขาเริ่มแยกชัดขึ้นลึกลงด้วยแรงโน้มถ่วงของการตัดสินใจ ลลนาได้รับการติดต่อจากสตูดิโอออกแบบในต่างจังหวัด โอกาสนี้เป็นสิ่งที่เธอฝันถึงมานานแต่ยังไม่กล้าที่จะประกาศให้ใครรู้ จิตใจเธอถูกดึงไปมา ระหว่างความปลอดภัยของเรื่องราวที่เลื่อนขึ้นกับความกล้าที่จะออกไปตามเสียงหัวใจ
และตะวัน นิ่งเงียบแต่ไม่เป็นอัมพาต เขาสังเกตทุกการเปลี่ยนแปลงของเธอ เขาเตรียมพาสปอร์ตเพื่อสมัครฝึกงานที่อาจจะพาเขาไปไกลเกินกว่ามือของใครจะเอื้อมถึง เพราะกลัวว่าเมื่อเธอไป เขาจะไม่สามารถพูดสิ่งที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจ—เขาจึงทำให้ตัวเองไปก่อน
“แกจะไปเหรอ” เธอถามวันหนึ่งที่เห็นเอกสารในกระเป๋าเขา คำถามนั้นมีน้ำเสียงนิ่ง แต่ในแววตาเป็นการล้วงช้อนความรู้สึกของคนฟัง
“ฉันยังไม่รู้” เขาตอบด้วยความตรงไปตรงมา “แต่ฉันคิดว่าบางทีมันอาจจะดีที่ได้ลอง”
“แล้วถ้าเราไปพร้อมกันล่ะ” เธอถามแบบไม่แน่ใจเอง เธอไม่รู้ว่าตัวเองต้องการให้เขาตอบว่าอย่างไร
“ถ้าไปพร้อมกัน มันก็อาจจะรับผิดชอบกันทั้งสองคน” เขาตอบช้าๆ “ฉันไม่แน่ใจว่าพร้อมจะรับผิดชอบความเสี่ยงนั้นหรือยัง”
เธอเงียบไป เพียงแค่บีบมือที่จับกระดาษนั้นแน่นขึ้นตามนิสัยการตัดสินใจของเธอเอง
ความเปลี่ยนแปลงใกล้เข้ามาเหมือนคลื่นที่ไม่อาจห้าม ในเดือนต่อมา ลลนาได้รับการตอบรับอย่างเป็นทางการ เธอยืนอยู่ตรงริมหน้าต่างแล้วโทรหาเพื่อนสนิทหลายคน คนที่เธออยากจะบอกเป็นอันดับแรกคือเขา แต่คำพูดในลำคอเหมือนสำลัก เธอเอาปลายนิ้วขีดลงบนกระจกแล้วเห็นรูปเงาของตัวเองสะท้อนกลับ
“ฉันได้งาน” เธอบอกเขาในที่สุด ข้อความสั้นๆ ส่งมาจากโทรศัพท์ของเธอในช่วงเย็น วันนั้นเขาตอบกลับช้า เสียงตอบกลับของเขาเป็นเส้นตรงไม่สั่นคลอน
“ดีใจด้วย”
คำสั้นๆ นั้นมีทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาวผสมกันสำหรับลลนา มันเป็นคำยินดีที่ไม่มีคำถามตามมา ไม่มีการถามว่าเมื่อไหร่ไปหรือว่าอยากให้เขาไปด้วยหรือไม่ หลายคืนหลังจากนั้นทั้งคู่แกล้งทำเป็นปกติ พูดคุยเรื่องการเตรียมของและการติดต่อธุระ แต่ทุกคำถามที่ลึกลงกลับถูกเว้นว่าง
เวลาไม่เคยคอยใคร ลลนาต้องเตรียมตัวเดินทางภายในไม่กี่เดือน ครอบครัวของเธอไม่มีแบบแผนที่จะขวาง แต่พวกเขาไม่เคยพูดว่าพร้อมจะให้เธอไปไกลแค่ไหน การบอกลาไม่ได้มาพร้อมลม บางครั้งมาพร้อมกระเป๋าที่เก็บอะไรไม่พอและหัวใจที่อัดแน่น
คืนก่อนวันออกเดินทาง มีฝนตกอีกครั้ง ตะวันมาตามนัดที่มุมเดิมของห้องสมุด เขาถือกล่องเล็กๆ ที่ห่อด้วยกระดาษลายทาง คราบน้ำบนกล่องทำให้มันดูเรียบง่าย แต่ในนั้นมีสิ่งที่เขาเตรียมไว้นาน
“นี่คืออะไร” ลลนาเปิดกล่องช้าๆ ข้างในเป็นสมุดเล่มเล็กที่เต็มไปด้วยคำพูดสั้นๆ และภาพเล็กๆ บางอันเป็นสเก็ตช์ที่เขาพยายามวาดเอง
“ฉันเขียนมันไว้บ้าง เผื่อแกเหงา” เขาพูดอย่างไม่มั่นใจ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้ออย่างกังวล หัวเขาโน้มต่ำ ริมฝีปากพยายามเรียงคำพูดยาวๆ แต่ก็หยุดลงบ่อยครั้ง
ลลนาเปิดดูหน้าแรก ในนั้นมีบันทึกเล็กๆ ว่า ‘ถ้าคืนไหนเหนื่อย ให้เปิด’ เธอพลิกหน้านั้นไปเรื่อยๆ มีภาพของพวกเขาในสถานที่ต่างๆ ข้อความที่อ่านแล้วยิ้มได้และบางข้อความที่ทำให้เธอเกือบจะร้องไห้
“แกไม่จำเป็นต้องเขียนเลยนะ” เธอหันมามองใบหน้าของเขาที่ดูแดงเล็กน้อย ราวกับคนที่พยายามจะกลั้นลมหายใจ
“ฉันรู้ แต่ฉันอยากให้แกมีอะไรที่เป็นของฉันบ้าง” เขาตอบแล้วสบตาเธอเป็นครั้งแรกอย่างยาวนาน สายตานั้นไม่พูดแต่คนรับรู้
การบอกลาในสนามบินไม่ยิ่งใหญ่เหมือนภาพยนตร์ แต่หนักแน่นจนทุกครั้งที่คิดย้อนกลับหัวใจยังสั่น พวกเขาเดินเข้ามาใกล้จนเสียงหายใจของแต่ละคนเป็นเรื่องเดียวกัน
“ไปให้ดีนะ” ลลนาพูด น้ำเสียงแปลกๆ ผสมความกลัวและความสุข
“แกด้วย” ตะวันตอบ มือทั้งสองลูบขอบของกระเป๋าเดินทาง ราวกับไม่อยากปล่อยให้การแยกนั้นเป็นความจริง
“ฉันจะคิดถึงแกนะ” เธอพูดในที่สุด คำพูดนั้นไม่มีคำว่า ‘กลับมา’ แต่กลับหนักแน่นกว่าคำพรใดๆ
“ฉันก็จะคิดถึงแก” เขากลับ ลำคอของเขาเคลื่อนไหวชัดว่าพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้
ลลนานั่งเครื่องบินไปสู่เมืองใหม่ที่มีถนนกว้างและตึกสูง ทุกสิ่งใหม่เย็นและสด เธอเดินเข้าไปในสตูดิโอของเธอที่มีกลิ่นของสีและกระดาษ มันเป็นชีวิตที่เธอฝันถึงและความเรียงตัวของเธอเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่การไกลกันไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของตะวันหายไป เขาเริ่มรู้สึกว่าความใกล้ชิดที่เขาเก็บไว้มานานมันกลับกลายเป็นก้อนทับในอก วันหนึ่งเขาเห็นเพื่อนของลลนาในโซเชียลมีเดีย เธอถ่ายรูปกอดกับคนที่หัวเราะออกมาดังเพิ่มขึ้น เขาหยุดหายใจชั่วคราว ภาพนั้นเหมือนเข็มทิ่มแทง ทว่าเขาไม่อยากเป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดใด ๆ เขายิ่งเลือกที่จะเงียบ
ย้อนกลับไปที่เมืองใหม่ ลลนาเริ่มเจอเพื่อนร่วมงานและบรรยากาศใหม่ เธอหัวเราะบ่อยครั้งและก็มีคืนที่ไม่กล้าโทรหาใครเมื่อคิดถึงความเงียบที่พวกเขาทิ้งไว้ข้างหลัง เธอเริ่มส่งข้อความ แต่ข้อความนั้นมักจะได้รับการตอบกลับช้าๆ
“แกยุ่งไหม” ข้อความของลลนาปรากฏขึ้นบนหน้าจอของตะวันในคืนหนึ่ง ตะวันมองจอแล้วสะอึก เขาอยากตอบด้วยคำยาวๆ แต่นิ้วของเขาพิมพ์ว่า “ไม่เท่าไร” แทน
คืนถัดมา ลลนาถามไถ่อีกครั้ง เธอระบายว่าการทำงานเหนื่อย เขาตอบด้วยสติ๊กเกอร์หัวเราะเพื่อทำให้เธอยิ้ม แต่ข้างในมีอะไรชื้นขึ้นมาบอกให้เขารู้สึกไม่ดี
ความเงียบและการไม่พูดความจริงค่อยๆ สร้างหินก้อนใหญ่ขึ้นทึ่ะพ้นระหว่างพวกเขา ทั้งคู่เริ่มมีช่องว่างที่ไม่มีคำอธิบาย ทุกครั้งที่ลลนามองโทรศัพท์และไม่เห็นข้อความที่ทำให้ใจพองโต เธอคิดอะไรหลายอย่าง ขณะที่ตะวันคิดของตัวเอง พยายามถ่วงเวลาไม่ให้สิ่งที่เขาเก็บไว้ระเบิดออกมาเป็นความหวังที่ทำร้ายเธอ
ช่วงเวลาหนึ่ง ลลนาเจอคนที่สนใจจริงจัง เขาเป็นคนใจดี ชื่อ ‘มาร์ค’ เป็นนักออกแบบคนหนึ่งที่เข้าใจเรื่องงานและชื่นชมในงานของเธอ เขาให้คำแนะนำแบบไม่คุกคาม และบางครั้งก็พาเธอไปหาร้านอาหารที่มีกาแฟอร่อยๆ
“เขาดูจริงจังนะ” ตะวันเห็นรูปที่ลลนาส่งมาให้ เขาอ่านแคปชันอย่างชาวบ้านที่พยายามทำเป็นไม่สนใจ มือทั้งสองจับโทรศัพท์แน่นแล้ววางลงอย่างช้าๆ
“แกคิดยังไง” ลลนาถาม ตะวันนิ่ง ก้อนในอกเหมือนกลืนอะไรบางอย่างที่ขม
“ฉันคิดว่าแกควรทำสิ่งที่ทำให้แกมีความสุข” เขาพูดอีกครั้งเหมือนบทสนทนาซ้ำๆ แต่รอบนี้เสียงเขามีรอยร้าวที่ลบไม่ออก
การที่เธอเริ่มคบกับมาร์คไม่ได้เป็นการตัดสินใจฉับพลัน มันเริ่มจากมิตรภาพแล้วค่อยๆ ลุกลามเป็นความสนใจ ตะวันเห็นแต่เลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้ เขากลับปลอบตัวเองด้วยเหตุผลว่าถ้าเธอมีความสุข เขาก็ควรยอมรับ
คืนหนึ่งที่เมืองใหม่ ลลนาโทรมาหาตะวันน้ำเสียงสั่นเล็กๆ เธอบอกว่าเธอและมาร์คอาจจะเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์ไปอีกขั้น ตะวันคืบคลานจนมีเสียงเบา เขาฟังแต่ไม่พูดคำใดที่ต้องการให้เธอหยุด
“ฉันดีใจที่เธอยังบอกฉัน” เขาพูดสั้น ๆ หลังจากวางสาย เขารู้สึกเหมือนบางส่วนของเขาถูกดึงออกจากอก แต่เขากลับยังสามารถหายใจต่อได้
การเริ่มต้นของมาร์คเป็นเหมือนประกายไฟเล็กๆ ในชีวิตลลนา มันไม่ใช่ทุกอย่างแต่ก็ทำให้เธอไม่เหงาจนเกินไป เธอยังคิดถึงตะวันเสมอ แต่ภาพในโทรศัพท์ของเธอถูกแทนที่ด้วยรูปอาหารและรอยยิ้มของคนใหม่
ตะวันไม่สามารถทนนิ่งได้เสมอ เขาเริ่มเปลี่ยนตัวเอง—ไม่ใช่ในทางดีเสมอไป บางครั้งเขาหงุดหงิดและหลบหน้าคนรอบตัว เขาหันไปจมอยู่กับงานวิจัยและการซ้อมดนตรี ทว่าทุกครั้งที่เห็นโพสต์ของลลนา เขาจะหยุด ทำใจให้เย็น แล้วกลับมาเงียบอีก
วันหนึ่งมาร์คกลับมาที่เมืองเพื่อไปเยี่ยมลลนา เขาโพสต์รูปทั้งสองด้วยกัน ตะวันเห็นภาพนั้นแล้วทนไม่ไหว เขาไปข้างนอก เดินไม่รู้ทิศทาง มือหนาวเฉียบ การเดินของเขาไม่มีจุดหมาย แต่หัวใจกลับเร่งเกินกว่าเสียงก้าวเท้า
“แกโอเคไหม” เพื่อนของเขาถามอย่างห่วงใย แต่ตะวันตอบว่าโอเคทั้งที่ทั้งที่รู้สึกไม่เป็นอย่างนั้น
คืนหนึ่งเมื่อเขาไม่ได้ทบทวนความรู้สึกอีกต่อไป ตะวันตัดสินใจโทรหาลลนา เขาได้ยินเสียงเธอในปลายสาย มันเป็นเสียงใกล้ๆ ที่ทำให้เขาต้องกลั้นทุกสิ่ง
“ฉันไม่อยากให้เธอไปเจ็บเพราะฉัน” เขาพูดออกไปในที่สุด ประโยคนั้นเหมือนปล่อยน้ำแข็งลงในแก้วใส
“แกจะพูดอะไรของแก” เธอถาม เสียงของลลนาแฝงความงงเล็กน้อย
“ฉันหมายถึง… ฉันไม่อยากเป็นคนที่ทำให้เธอเลือกผิด” เขาต่อสั้นๆ แล้วเงียบอย่างแรง
ลลนาได้ยิน แต่เธอไม่โกรธ เธอแค่มองโลกที่เธอเลือกและคนที่เธอมี “ฉันก็ไม่อยากให้เธอต้องเก็บอะไรไว้เหมือนกัน” เธอตอบ สายตาของเธอในโทรศัพท์คมและแน่วแน่ แต่น้ำเสียงกลับอ่อนโยน
หลังจากการสนทนานั้น พวกเขาประสบความเงียบที่ไม่เหมือนเดิม มันหนักแน่นขึ้นเหมือนมีการรอคอยบางอย่าง ทุกคนในวงกลมของพวกเขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นที่ไม่ค่อยได้คุยด้วยก็หันมามอง
มาถึงจุดหนึ่ง ลลนาเริ่มรู้สึกว่ามีช่องว่างในใจที่มาร์คไม่อาจเติมเต็มได้ มันไม่ใช่ข้อผิดพลาดของคนใหม่ แต่เป็นความรู้สึกเก่าที่มาเรียกร้องการตอบสนอง เธอมองภาพสเก็ตช์เก่าๆ และจดหมายขนาดเล็กที่เขาให้ มันเหมือนการทักทายจากอีกคนที่ยังคงอยู่ในทุกวินาที
คืนหนึ่งที่พาให้ลลนาไม่อาจทนได้ เธอโทรหาตะวันอีกครั้ง พอเขาตอบ เธอได้ยินเสียงน้ำดังเบาๆ เป็นสัญญาณว่าเขาอยู่กับอะไรบางอย่าง
“ฉันไม่แน่ใจว่าฉันควรทำยังไง” เธอพูด เงียบไปราวกับพยายามฟังคำตอบจากปลายสาย
“พูดมา” เขาว่าอย่างเฝ้ามองผ่านเสียงหายใจ
“ถ้าฉันไปต่อกับมาร์ค มันอาจจะไม่ใช่ความผิดของเขา แต่มันก็ไม่ใช่ความถูกต้องของฉัน” เธอสารภาพ เธอไม่เคยพูดคำๆ นี้ออกมาดังๆ กับใครมาก่อน
“แล้วแกอยากให้มันเป็นยังไง” เขาถาม เธอได้ยินเสียงของเขาเบาๆ แต่ตั้งใจอย่างมาก
“ฉันไม่รู้” เสียงเธอแทบจะแตกสลาย เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ยอมแกล้งเก่งคำตอบ ความลังเลที่แท้จริงเผยออกมาทั้งหมด
“ถ้างั้นอยู่เฉยๆ ก็ยังดีกว่าทำลายสิ่งที่ยังมีค่า” เขาพูดอย่างจริงจัง คำนี้หนักแน่นและตรงไปตรงมาเหมือนคนที่เพิ่งตัดสินใจ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่คำพูดที่สวยงาม แต่เป็นการอยู่ให้เธอรู้สึกว่ามีที่พึ่ง
ลลนาหลับตาลงแม้ภาพหน้าจอจะยังสว่าง เธอรู้สึกถึงความปลอดภัยที่ไม่เคยรับจากคนอื่น แต่ก็ยังมีบาดแผลจากอดีตของเขาที่เธอไม่เคยถามถึง เธอไม่อยากเป็นสาเหตุให้ใครเจ็บ แต่ก็ไม่อยากเกิดความเสียใจหากเธอปล่อยให้สิ่งที่สำคัญลอยหายไป
การตัดสินใจมาถึงในวันที่ดูธรรมดา ลลนาเรียกมาร์คมาพูดคุย เขาหุบยิ้มเมื่อเห็นเธอแต่เมื่อเธอพูดคำสองคำในประโยคแรก สีหน้าของเขาก็เปลี่ยน
“ฉันคิดกับเรื่องนี้มานานแล้ว” เธอเริ่ม แล้วหยุด ก่อนจะพยายามจัดเรียงคำใหม่ “ฉันคิดว่าเราไม่ควรไปต่อ”
มาร์คไม่โกรธ เขาแค่ฟังอย่างใจเย็นและยืนขึ้นช้าๆ “ฉันเข้าใจ” เขาว่าแล้วเดินออกไปโดยไม่มีเสียงอื้ออึง การที่เขายอมทำให้ลลนาสงสารแต่ก็โล่งใจในเวลาเดียวกัน เธอออกจากร้านด้วยความว่างเปล่าในบางแง่ แต่ก็มีความมั่นคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
คืนเดียวกันนั้น ลลนาโทรกลับไปหาตะวัน เธอไม่ต้องการทำอะไรยืดเยื้ออีก ลมหายใจของเธอมีความแน่นและผ่อนคลายพร้อมกัน
“ฉันคิดว่าควรคุยกัน” เธอพูดก่อนที่เขาจะทันได้ถาม
“เหมือนเมื่อก่อนไหม” เขาถามขำๆ แต่ฟังแล้วน้ำเสียงคาดหวัง
“ไม่เหมือนเดิมแน่” เธอยิ้มในเสียงแล้วหัวเราะเบาๆ “แต่ฉันไม่อยากให้มันมัวเมาด้วยเหตุผลที่ไม่ชัด”
การพบกันไม่ได้เป็นจดหมายถึงความรักที่ถูกสารภาพทันที แต่เป็นการเริ่มต้นการพูดคุยที่จริงจัง พวกเขานั่งกันบนม้านั่งที่มุมเดิม ใต้แสงไฟถนนที่ทำให้เงาเป็นเพื่อนกับหัวใจของคนสองคน
“ฉันขอโทษ” ตะวันพูดเป็นคนแรก คำสั้นๆ แต่หนักแน่น มันไม่ใช่คำขอโทษสำหรับการกระทำหนึ่ง แต่เป็นคำขอโทษสำหรับรอยแผลที่เขาเก็บไว้และไม่ได้ให้เธอรู้
“ขอโทษเรื่องอะไร” เธอถามอย่างสงสัย เขาหายใจลึกแล้วเล่าเรื่องอุบัติเหตุ เล่าเรื่องทุกคืนยาวๆ ที่เขาต้องตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้าย เล่าเรื่องความกลัวที่ทำให้เขาไม่กล้ารับความรัก
ลลนานิ่งฟัง เธอไม่ได้ถามคำถามมากมาย แต่เธอยื่นมือไปกุมมือเขาแน่น เป็นการยืนยันที่ไม่ต้องมีคำพูด
“ฉันไม่อยากให้แกคิดว่าฉันไม่แคร์” เขาพูดหลังจากนั้น “ฉันแคร์มากกว่าที่ฉันแสดงออกมา แต่ฉันกลัวฉันจะทำให้เธอเจ็บ”
ลลนาหัวเราะเล็กน้อย น้ำเสียงแปลกๆ “แกก็ทำให้ฉันรอนานเกินไป”
ห้องนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะที่ไม่ใช่เสียงหลอก ดวงตาทั้งสองสั่นคลอนเพราะถูกทำลายมาแล้วและตอนนี้กำลังสร้างใหม่ พวกเขาเริ่มคุยกันเกี่ยวกับอนาคตจริงๆ ไม่ใช่แค่การไม่กล้าพูด แต่คุยเกี่ยวกับความกลัว การให้อภัย และการตั้งกฎให้กันเพื่อไม่ให้บาดแผลเดิมย้อนกลับมา
“ฉันไม่สัญญาว่าจะไม่กลัว” ตะวันพูดเงียบๆ “แต่ฉันจะบอกเธอเมื่อฉันกลัว”
“ฉันจะบอกเธอเมื่อฉันกลัวเหมือนกัน” เธอตอบ มันดูเหมือนสัญญาที่อ่อนนุ่มแต่มีน้ำหนักในตัวเอง ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า ‘การสื่อสาร’ เป็นครั้งแรก
เวลาเปลี่ยน รูปแบบความสัมพันธ์เปลี่ยน ไปจากการเงียบเป็นการแสดงออกที่ค่อยเป็นค่อยไป พวกเขาไม่รีบร้อนกับการเรียกชื่อหรือการให้คำจำกัดความ เรื่อยๆ ความประทับใจสะสม ความไว้ใจเติบโตขึ้น เสียงหัวเราะกลับมาเป็นเพื่อนประจำคืน
ในหนึ่งปีต่อมา ลลนาได้กลับมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยเพื่อรับรางวัลเล็กๆ จากงานที่เธอร่วมทำเป็นโครงการพิเศษ ตะวันไปรอเธอที่มุมเดิม เขาไม่ถือของหรืออะไร มีเพียงรอยยิ้มที่เงียบสงบและมือที่พร้อมจะยื่น
“เธอกลับมาแล้ว” เขาพูดง่ายๆ แต่ในท่าทีมันคล้ายคำประกาศ
“ฉันมาแล้ว” เธอหัวเราะและยื่นสมุดสเก็ตช์ให้เขาดู มันเต็มไปด้วยภาพชุดเมืองและรอยเขียนเล็กๆ ที่พวกเขาเคยพูดถึงก่อนหน้านี้
เมื่อเขาเปิดหน้าหนึ่ง เขาพบภาพสะพานที่เธอเคยวาดตอนแรก ภาพนั้นเพิ่มรายละเอียด มีชายคนหนึ่งยืนอยู่บนสะพาน พลันเขาก็รู้ว่าในภาพนั้นชายคนนั้นเหมือนกับคนที่เขาเป็น
“แกวาดอะไรเพิ่ม” เขาถามเสียงไม่ดังนัก
“แกเพิ่มเอง” เธอยิ้ม กำมือเข้าหากัน “ฉันคิดว่ามันถึงเวลาที่เราจะเขียนภาพใหม่ด้วยกัน”
พวกเขาเดินไปที่สะพานเก่า เสียงน้ำไหลและแสงไฟจากร้านค้า ทำให้ค่ำคืนนี้พิเศษ เธอยื่นสมุดให้เขา และเขาจับมือเธอไม่ปล่อย มันไม่ใช่การสารภาพครั้งใหญ่ แต่เป็นการจับมือที่พูดแทนคำว่า ‘ฉันอยู่ด้วย’ ได้ดีกว่าคำใดๆ
“เราไม่ได้มีพรหมลิขิตให้เจอหรือคำสัญญาว่าไม่มีวันเปลี่ยน” ตะวันพูดขณะมองไปที่ไฟสะท้อนน้ำ “แต่ฉันคิดว่าเรามีสิ่งที่เลือกได้”
“ใช่” เธอตอบ เธอไม่ต้องการคำหวานเกินเหตุ เธอแค่อยากการกระทำที่สม่ำเสมอ
พวกเขาเริ่มสร้างกฎเล็กๆ ของตัวเอง การสื่อสารที่ไม่บอกกันทุกสิ่งแต่ไม่ให้สิ่งสำคัญหลุดมือไปโดยไม่บอก การยอมรับทั้งอดีตและการเปลี่ยนแปลง การเห็นผิดพลาดแล้วเดินหน้าต่อโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ปีต่อมาลลนากลับมาที่เมืองถาวร เธอเลือกที่จะมาทำงานใกล้บ้านของตะวันมากขึ้น ทั้งคู่ไม่ประกาศความสัมพันธ์เป็นคำโต แต่การกระทำของพวกเขาพูดทุกคืน พวกเขาไปตลาดด้วยกัน ช่วยกันเลือกสีทาห้อง และทุกคืนก่อนนอน มีข้อความง่ายๆ ที่ถามกันว่า ‘ถึงบ้านหรือยัง’ เป็นการย้ำเตือนว่าไม่ว่าทางจะยาวไกลเพียงใด มีคนหนึ่งที่คอยรอ
หนึ่งครั้งเมื่อมีแสงเทียนเล็กๆ บนโต๊ะอาหาร ตะวันหยิบสมุดเก่าเล่มหนึ่งที่เขาให้เธอในอดีตมาเปิด เขาเห็นหน้าแรกที่เขียนว่า ‘ถ้าคืนไหนเหนื่อยให้เปิด’ เขาหัวเราะกับตัวเองแล้วปิดมันช้าๆ แต่ไม่ก่อนจะจ้องตาลลนา
“แกรู้ไหมว่าฉันทุ่มเทเขียนหน้าใหม่ให้เธอทุกคืน” เขาพูดเสริมเสียงต่ำ
“ฉันก็เก็บมันไว้ทุกหน้า” เธอตอบ ทั้งสองแลกสายตา มีรอยยิ้มแบบผู้รอดชีวิตจากการรอคอยที่ยาวนาน
สุดท้ายแล้วความรักของพวกเขาไม่ใช่เรื่องของการระเบิดออกอย่างรวดเร็ว แต่มันคือการก่อไฟในเตาอ่อนๆ ที่ต้องคอยดูแล ไม่ให้เถ้าถ่านปิดกั้นความอบอุ่น บ่อยครั้งพวกเขายังเผลอทะเลาะกัน บางเรื่องเล็กๆ ทำให้ต้องกลับมาพูดคุยและแก้ไข แต่ทุกครั้งที่เห็นมืออีกฝ่ายยังคงยื่นมา มันก็เพียงพอให้ทั้งสองเลือกเดินไปด้วยกันอีกครั้ง
หลายปีต่อมา เมื่อคนรอบข้างถามถึงเรื่องราวการพบกัน พวกเขามักจะย้อนไปนึกถึงคืนแรกที่ร้านกาแฟคืนหนึ่งที่มีฝนพรำและสมุดสเก็ตช์ที่ถูกปิดยาม ซึ่งเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ค่อยๆ นำพามาสู่ความเข้าใจ
ในคืนที่พวกเขายืนอยู่บนสะพานที่เงียบสงบ เงาสะท้อนของแสงไฟเล่นกับผิวน้ำ ตะวันยื่นมือออกไปสัมผัสหน้าเธออย่างอ่อนโยน เขาไม่พูดคำสวยหรู แต่การจ้องตาและการกุมมือเป็นการบอกความจริงที่ยิ่งใหญ่
“ฉันรู้ว่ามีหลายครั้งที่ฉันทำให้เธอกลัว” เขาพูด นั่นไม่ใช่การสารภาพความรัก แต่เป็นการประกาศการเรียนรู้
“และฉันรู้ว่ามีหลายครั้งที่ฉันเลือกจะไม่ถาม” เธอตอบ น้ำเสียงไม่สูงแต่นิ่งลึก
พวกเขาหัวเราะในความเงียบ และปล่อยให้คืนคลี่ตัว จบลงด้วยการก้าวออกไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ต้องมีคำค้ำยันอีกต่อไป สิ่งที่เคยเป็นความกลัวกลายเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับการได้อยู่ด้วยกัน
ท้ายที่สุด รอยยิ้มที่ทั้งสองเก็บไว้ใต้ไฟสลัวไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อปิดบังความไม่กล้า แต่มันกลายเป็นการสื่อสารที่ละเอียดอ่อน ระหว่างคนสองคนที่เลือกจะเปิดใจช้าๆ เรียนรู้ที่จะพูดความกลัว แลกเปลี่ยนความเข้าใจ และให้โอกาสกันอย่างจริงจัง
เมื่อคืนหนึ่งลมพัดผ่านประตูบานเล็กๆ ของห้องนอน พวกเขานั่งบนเก้าอี้ผ้าทอเก่าๆ ด้านข้างมีกล่องสมุดสเก็ตช์ พวกเขาไม่ได้มองหาคำว่าจบหรือคำว่ารัก แต่เลือกที่จะยิ้มให้กับตอนที่อยู่ตรงหน้า
“เราไม่ได้มาไกลเพราะพรหมลิขิต” ตะวันบอกในขณะที่มือทั้งสองเลื่อนไปสัมผัสกัน “เรามาไกลเพราะเราเลือก”
ลลนาหัวเราะเล็กๆ คำพูดนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่กลับเหมือนแก้วน้ำอุ่นที่เติมเต็มความหนาวในใจเธอ
พวกเขาซ้อนมือกันไว้เหนือกล่องสมุด ตะวันหยิบปากกาขึ้นมาแล้ววาดเส้นหนึ่งลงบนหน้ากระดาษ มันไม่ใช่ภาพสวยงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ทุกครั้งที่เส้นนั้นถูกลาก รอยยิ้มเล็กๆ ก็โผล่ขึ้นในมุมปากพวกเขา
ในย่อหน้าสุดท้ายของเรื่องราวนี้ ไม่มีคำพูดใดที่จะเป็นการบอกให้โลกรู้ว่าความรักของพวกเขาสมบูรณ์แบบหรือไร้ข้อสงสัย แต่มีภาพเล็กๆ ของสองคนที่เลือกจะอยู่ด้วยกัน และเมื่อใดก็ตามที่ฝนพรำ เสียงกีตาร์แว่วๆ หรือคนสองคนต้องเผชิญกับคืนมืด พวกเขารู้ว่ามีรอยยิ้มหนึ่งที่เก็บไว้ใต้ไฟสลัวเสมอ ที่รอให้คนหนึ่งหยิบมันขึ้นมาแบ่งกับอีกคนหนึ่ง
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: รักวัยรุ่น,เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ,มหาวิทยาลัย,รักที่ไม่กล้าบอก,เติบโต,สื่อสาร,ความเข้าใจผิด,ความหวัง