แสงสุดท้ายที่ดาวคะนึง
ฝนปลายฤดูตกกระแทกหลังคาสังกะสีของตลาดเก่าริมคลองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เสียงน้ำหยดจากรางแตกดังแปะ ๆ ลงบนถังพลาสติกหน้าประตูโรงหนังดาวคะนึง กลิ่นดินเปียกปนกลิ่นปลาทูทอดจากร้านป้าละมุนลอยมาตามลม แพรไหมยืนบนเก้าอี้ไม้โยก ๆ มือหนึ่งจับไฟฉายคาบไว้ที่ปาก อีกมือเอื้อมไปแปะเทปกันน้ำบนขอบโปสเตอร์หนังเก่าที่ซีดจนคนในภาพเหลือเพียงรอยยิ้มจาง ๆ เป้าหมายของเช้าวันนี้มีอย่างเดียว คือไม่ให้ประกาศปิดอาคารที่แปะอยู่เมื่อคืนบดบังป้ายงานฉายหนังการกุศลที่เธอเพิ่งเขียนเองทั้งคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ลงมาเดี๋ยวนี้ครับ” เสียงผู้ชายดังจากประตูเหล็กที่ถูกยกขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงฝนกับเสียงตลาดทำให้คำสั่งนั้นเหมือนตะปูตอกลงบนพื้นไม้ แพรไหมชะงัก ไฟฉายหล่นจากปากลงมาชนอก เธอหันไปเห็นชายตัวสูงในเสื้อเชิ้ตสีเทาที่เปียกตรงไหล่ เขาถือแฟ้มสีน้ำเงินแนบอก รองเท้าหนังของเขาเหยียบน้ำขังแล้วหยุดนิ่งเหมือนไม่อยากแตะความสกปรกเพิ่ม “คุณกำลังทำลายหลักฐานประกาศคำสั่งปิดพื้นที่”
“ฉันกำลังช่วยไม่ให้กระดาษคุณละลายไปกับฝนค่ะ” แพรไหมตอบทั้งที่ยังอยู่บนเก้าอี้ ลมหอบกลิ่นกระดาษเก่าออกมาจากโถงมืดข้างหลังเธอ “ถ้าจะมาปิดโรงหนัง ขอเลือกวันแดดออกได้ไหม คุณเจ้าหน้าที่”
“ผมไม่ใช่เจ้าหน้าที่” เขาเดินเข้ามา แสงเช้าสีฟ้าซีดตัดสันกรามที่เกร็งไว้ “ธาม วรเศรษฐ์ ตัวแทนเจ้าของอาคาร และตั้งแต่วันนี้ โรงหนังนี้ห้ามเปิดให้คนเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”
แพรไหมมองแฟ้มในมือเขาแล้วก้าวลงจากเก้าอี้อย่างไม่รีบ กระดิ่งจักรยานของเด็กส่งน้ำแข็งดังผ่านหน้าประตู กลิ่นน้ำแข็งกับกลิ่นสนิมจากโครงเก้าอี้พับปะทะกันในอากาศ “งั้นคุณธามคงต้องเริ่มจากห้ามฝนเข้าก่อนค่ะ เพราะตอนนี้มันเข้ามาก่อนคนดูทุกคน”
เวลาเจ็ดโมงครึ่ง แสงขาวจากท้องฟ้าขุ่นส่องผ่านช่องกระจกสีแตกบนผนังโถง ธามเดินตรวจพื้นไม้ที่ยวบลงเป็นบางจุด เสียงรองเท้าเขาดังต่างจากเสียงรองเท้าผ้าใบของแพรไหมที่ลากเบา ๆ ตามหลัง กลิ่นเชื้อราซ่อนอยู่ในผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงแก่ เขาเปิดแฟ้ม จดตัวเลขลงบนกระดาษ เป้าหมายของเขาคือเก็บหลักฐานความเสี่ยงให้ครบเพื่อเสนอปิดถาวร ส่วนเป้าหมายของเธอคือขวางเขาด้วยทุกอย่างที่มี
“ตรงนี้ห้ามเหยียบค่ะ” เธอดึงแขนเสื้อเขาไว้ก่อนเท้าข้างหนึ่งจะลงบนแผ่นไม้ผุ ปลายนิ้วเธอแตะผ้าเชิ้ตเพียงวินาทีเดียวแล้วปล่อยเหมือนโดนความร้อน “ใต้พื้นเป็นช่องเดินสายไฟเก่า”
ธามมองรอยนิ้วเล็ก ๆ บนแขนเสื้อ แล้วขยับเท้ากลับ “คุณรู้ดีนะ”
“โตมากับที่นี่”
“นั่นไม่ใช่ใบอนุญาตให้เสี่ยงชีวิต”
“และการมีแฟ้มก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ลบความทรงจำของคนทั้งตลาด”
เขาปิดแฟ้มดังพับ เสียงนั้นกระแทกความเงียบในโถงจนฝูงนกพิราบบนคานขยับปีก “ความทรงจำรับผิดชอบตอนหลังคาถล่มไม่ได้ครับ”
แพรไหมไม่ตอบ เธอเดินนำเขาเข้าไปในโรงฉาย แสงจากประตูหลังตัดเป็นทางยาวบนเบาะผ้าสีเลือดหมูที่ขาดเป็นหย่อม ๆ ฝุ่นลอยช้าเหมือนหิมะในกลิ่นน้ำยาถูพื้นที่เธอผสมเองเมื่อคืน เครื่องฉายฟิล์มตั้งอยู่ด้านหลังช่องกระจก มันใหญ่ เงียบ และเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน เธอวางมือบนตัวเครื่องเหมือนแตะหลังสัตว์แก่ “เสาร์หน้าเราจะฉายรอบสุดท้าย ระดมทุนซ่อมหลังคา คนในตลาดซื้อตั๋วกันแล้ว”
“คืนเงิน” ธามพูดสั้น ๆ
“คุณพูดเหมือนคืนเงินแล้วคืนอะไรได้หมด”
“ผมพูดเหมือนคนที่เคยเห็นอาคารเก่าไม่ยอมรอให้ใครโรแมนติกกับมันครับ” เขาก้มดูฐานเครื่องฉาย แสงจากหน้าต่างเล็กแตะเสี้ยวหน้า เขาไม่ยิ้มเลย “ผมให้เวลาคุณสามวัน ขนของส่วนตัวออก แล้วส่งรายการอุปกรณ์ที่ต้องการย้าย”
สามวันแรกของการอยู่ร่วมกันเริ่มด้วยเสียงกุญแจที่กระทบกันหน้าประตูทุกเช้า แพรไหมมาเปิดโรงหนังตอนหกโมงครึ่ง ธามมาถึงหกโมงสี่สิบห้าเสมอพร้อมกาแฟดำในแก้วสแตนเลส กลิ่นกาแฟของเขาชนกับกลิ่นชานมร้อนของเธออย่างดื้อ ๆ แสงแดดยามเช้าส่องฝุ่นบนเคาน์เตอร์ขายตั๋ว เป้าหมายของเธอคือจัดหมวดฟิล์มเก่าให้ทันส่งอาจารย์เป็นผลงานสมัครทุนอนุรักษ์ภาพยนตร์ เป้าหมายของเขาคือทำบัญชีทรัพย์สินก่อนทีมประเมินมาถึง
“กล่องนั้นอย่ายกแนวนอน” เธอร้องเมื่อเขาแตะกล่องเหล็กบุบที่วางใต้บันได “ฟิล์มด้านในกรอบแล้ว”
ธามหยุดมือ “แล้วควรยกยังไง”
แพรไหมเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นฝุ่นฟิล์มเก่าคล้ายโลหะกับน้ำส้มจาง ๆ ลอยขึ้นมา เธอจับขอบกล่องให้ดู “ประคองสองข้าง เอียงน้อยที่สุด เหมือนอุ้มคนแก่ที่ดื้อหน่อย”
“คุณเปรียบทุกอย่างเป็นคนหมดเลยหรือไง”
“อย่างน้อยมันก็ไม่เดินเข้ามาพร้อมคำสั่งปิด”
เขาถอนหายใจ แต่ย่อตัวลงตามที่เธอสอน “แบบนี้?”
แพรไหมมองมือใหญ่ที่พยายามเบากว่าท่าทางเจ้าของ “อืม แบบนั้นแหละ อย่าหายใจแรงใส่มันก็พอ”
สายวันเดียวกัน แสงแดดเริ่มอุ่นจนกลิ่นไม้เก่าในห้องเก็บโปสเตอร์เด่นขึ้น เสียงเรือหางยาวจากคลองด้านหลังดังลอดบานเกล็ดเป็นระยะ ธามพบกล่องรูปถ่ายเก่าของโรงหนัง เขาเปิดดูอย่างไม่ตั้งใจ แต่ปลายนิ้วหยุดที่ภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนข้างชายวัยกลางคนหน้าเครื่องฉาย แพรไหมเห็นเขานิ่งนานเกินไปจึงยื่นหน้าเข้ามา “ใครคะ”
ธามปิดฝากล่องเร็วไปนิด “พ่อผม”
“คุณเคยมาที่นี่?”
“นานแล้ว”
“นานแค่ไหน”
“นานพอที่จำไม่ได้ว่าทำไมต้องจำ” เขาวางกล่องกลับที่เดิม เสียงฝาปิดเบากว่าทุกครั้ง “รายการทรัพย์สินอยู่ไหน”
แพรไหมมองด้านข้างของเขา เห็นเส้นเลือดที่ขมับเต้นช้า ๆ เธอไม่ถามต่อ เป้าหมายของฉากนี้เปลี่ยนจากเอาชนะเป็นเก็บคำถามไว้ในใจ เธอหยิบสมุดบัญชีจากลิ้นชักให้เขา “นี่ค่ะ แต่เล่มหน้าโดนน้ำ ต้องเปิดเบา ๆ”
บ่ายนั้นไฟดับทั้งตลาด แสงในโถงกลายเป็นสีทองหม่นจากประตูที่เปิดอ้า เสียงแม่ค้าโวยวายเรื่องตู้แช่ปลาแข่งกับเสียงเด็กนักเรียนหัวเราะหลังเลิกเรียน กลิ่นธูปจากศาลเจ้าตรงหัวมุมลอยเข้ามา แพรไหมนั่งพัดฟิล์มด้วยกระดาษแข็งเพราะกลัวความชื้น ธามยืนคุยโทรศัพท์เรื่องผู้รับเหมา แต่สัญญาณขาด ๆ หาย ๆ จนเขากดตัดสาย
“ที่นี่เป็นแบบนี้ตลอด?” เขาถาม
“ตลาดเก่าไม่ได้ทำตัวเพื่อให้คนเมืองสะดวกค่ะ”
“ผมไม่ได้อยู่เมืองไกลขนาดนั้น”
“แต่รองเท้าคุณดูเหมือนไม่เคยเหยียบโคลน”
ธามก้มมองรองเท้าที่มีรอยน้ำฝนแห้งเป็นคราบ แล้วอยู่ ๆ ก็ถอดมันออก เขาพับขากางเกงขึ้นเล็กน้อยก่อนเดินเท้าเปล่าข้ามพื้นไม้ไปช่วยเธอพัด “แบบนี้พอเป็นคนตลาดได้ไหม”
แพรไหมกลั้นยิ้มไม่ทัน รีบก้มหน้าให้ผมบัง “ยังค่ะ คนตลาดเขาไม่ทำหน้ากลัวเชื้อโรคตอนเหยียบพื้นบ้านตัวเอง”
เขามองเธอผ่านแสงสลัว แล้วมุมปากขยับน้อยจนเกือบไม่เห็น “ผมจะฝึก”
เย็นวันที่สี่ ฝนหยุด ท้องฟ้าเหนือคลองเป็นสีส้มจาง เสียงเขียงสับหมูจากร้านก๋วยเตี๋ยวข้างโรงหนังดังเป็นจังหวะ กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูทำให้ท้องแพรไหมร้องขณะเธอติดรายชื่อผู้บริจาคบนกระดาน ธามยืนอ่านชื่อคนในตลาดที่จ่ายค่าตั๋วล่วงหน้าคนละยี่สิบ สามสิบ ห้าสิบบาท บางชื่อมีวงเล็บว่า “เอาเก้าอี้มาเอง”
“คุณขายตั๋วไปเท่าไร”
“พอซื้อน็อตหลังคาได้ครึ่งกล่องมั้ง”
“แล้วคิดว่าจะซ่อมทั้งอาคาร?”
“คิดว่าจะเริ่มจากครึ่งกล่องนั้น” เธอเขียนชื่อเด็กชายคนหนึ่งเพิ่ม “คุณเคยเริ่มอะไรเล็ก ๆ บ้างไหม หรือเริ่มทีต้องมีแบบแปลนกับงบประมาณสิบหน้า”
ธามเงียบไป เสียงเรือพายผ่านคลองดังจ๋อมแจ๋ม “เคยเริ่มจากสัญญาปากเปล่า”
แพรไหมชะงักปลายปากกา “แล้ว?”
“แล้วผมรักษาไม่ได้” เขาหยิบเทปใสส่งให้เธอ “ติดกระดาษตรงมุมนี้ มันจะหลุด”
คืนนั้นตลาดเงียบหลังสองทุ่ม แสงไฟนีออนหน้าร้านขายยาเป็นสีเขียวซีดสะท้อนพื้นเปียก แพรไหมยังอยู่ในห้องฉายเพื่อตรวจฟิล์มม้วนหนึ่ง เสียงเครื่องกรอฟิล์มหมุนกรอดแกรดสม่ำเสมอ กลิ่นน้ำมันหล่อลื่นใหม่ที่เธอหยดไว้ติดอยู่ที่ปลายนิ้ว ธามกลับเข้ามาเพราะลืมแฟ้ม เห็นเธอเอียงคอหลับบนโต๊ะ ไฟตั้งโต๊ะส่องแก้มด้านหนึ่งกับขนตาที่สั่นนิด ๆ ตามเสียงกรอฟิล์ม
“คุณแพร” เขาเรียกเบา ๆ
เธอสะดุ้งจนเกือบปัดม้วนฟิล์ม ธามคว้ามือเธอไว้ทัน นิ้วของเขาปิดทับหลังมือเธอเพียงชั่วครู่ ทั้งสองมองม้วนฟิล์มที่หยุดหมุน แล้วมองมือที่ยังแตะกันอยู่ เสียงจิ้งหรีดข้างคลองดังขึ้นชัดอย่างประหลาด
แพรไหมดึงมือกลับก่อน “ฉันไม่ได้หลับ”
“คุณคุยกับโต๊ะอยู่”
“โต๊ะมันฟังดีกว่าคนบางคน”
ธามวางถุงข้าวต้มปลาไว้ข้างเครื่องฉาย “ร้านหน้าตลาดกำลังจะปิด เขาใส่ขิงให้เยอะ คุณคง…ชอบกลิ่นขิง เห็นซื้อชาน้ำขิงสองวันติด”
แพรไหมมองถุงร้อนที่มีไอเกาะ “คุณจำทำไม”
เขาหยิบแฟ้มของตัวเอง “ผมต้องจำรายละเอียดอาคาร”
“ฉันเป็นอาคารเหรอ”
“บางทีก็มีรอยรั่วคล้ายกัน” เขาพูดแล้วเดินออกไปเร็วเกินกว่าจะเห็นว่าเธอก้มหน้าหลบไอร้อนหรือหลบอะไรในอกตัวเอง
เช้าวันถัดมา แสงแดดสดใสครั้งแรกในรอบสัปดาห์ตกบนป้ายดาวคะนึงจนตัวอักษรสีทองเก่าดูเหมือนหายใจ เสียงคนในตลาดคึกคักเพราะวันพระ กลิ่นดอกมะลิจากแผงพวงมาลัยหน้าศาลลอยเข้ามา ธามพาช่างโครงสร้างสองคนมาตรวจอาคาร แพรไหมเดินตามพร้อมสมุดจด เธอพยายามไม่แทรก แต่ทุกครั้งที่ช่างเคาะผนังแรง เธอกระตุกเหมือนโดนเคาะซี่โครง
“หลังคาช่วงกลางต้องค้ำก่อนครับ” ช่างบอก “ถ้าจะให้คนเข้าเกินยี่สิบ ไม่แนะนำ”
“ถ้าไม่เกินยี่สิบล่ะคะ” แพรไหมถามทันที
ธามหันมา “คุณยังคิดเรื่องฉายอยู่?”
“ถ้าปลอดภัยพอ เราจัดเป็นรอบเล็ก ๆ ได้”
“งานระดมทุนที่คนทั้งตลาดรอ จะเหลือยี่สิบที่นั่ง?”
“อย่างน้อยก็ยังมีแสงบนจอ”
ธามมองเธอนาน แสงจากช่องหลังคาที่รั่วเป็นวงตกบนไหล่เขา “ผมจะให้ช่างคำนวณค้ำยันชั่วคราว แต่ถ้าตัวเลขไม่ผ่าน คุณต้องหยุด”
แพรไหมค่อย ๆ พยักหน้า “ถ้าตัวเลขผ่าน คุณต้องหยุดใช้คำว่าคืนเงิน”
กลางวันนั้นทั้งคู่กินก๋วยเตี๋ยวเรือบนโต๊ะพับหน้าคลอง แสงแดดกระทบผิวน้ำเป็นเกล็ดเล็ก ๆ เสียงช้อนชนชาม เสียงแม่ค้าเรียกลูกค้า และกลิ่นพริกคั่วหอมจนธามไอเมื่อเผลอชิมน้ำซุปของแพรไหม เธอรีบดันแก้วน้ำให้
“คุณไม่กินเผ็ดก็พูดสิ”
เขาหน้าแดง น้ำตาคลอจากพริกมากกว่าจากเรื่องใด “ผมนึกว่าช้อนเดียวคงไม่ฆ่าคน”
“ตลาดนี้เคยฆ่าคนเมืองด้วยพริกมาหลายรายแล้วค่ะ”
“คุณดูภูมิใจ”
“ก็เป็นมรดกชุมชน”
เขาหัวเราะออกมาสั้น ๆ เสียงนั้นทำให้ป้าละมุนที่ยืนลวกเส้นหันมามองแล้วแกล้งกระแอม แพรไหมทำเป็นสนใจเส้นก๋วยเตี๋ยว ธามก้มเติมน้ำตาลผิดกระปุก ใส่เกลือลงไปเต็มช้อน เธอเห็นแต่ไม่ทันห้าม พอเขาชิมหน้าเปลี่ยน เธอหลุดหัวเราะจนต้องปิดปากด้วยหลังมือ
บ่ายวันเดียวกัน ห้องฉายร้อนอบอ้าว แสงส้มจากช่องลมพาดบนพื้นเป็นซี่เหมือนฟิล์มที่ถูกตัด เสียงพัดลมเก่าหมุนเอี๊ยดอ๊าด กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกลิ่นเหงื่อบาง ๆ แพรไหมสอนธามร้อยฟิล์มเข้าชุดเฟือง เขาขยับช้าเกินไปจนฟิล์มหลุดจากมือ
“เบา ไม่ใช่กลัว” เธอจับข้อมือเขาให้นิ่ง “ฟิล์มเก่าเหมือนคนที่เคยโดนดึงแรง ๆ ถ้าคุณระแวงเกิน มันก็ไม่ไปไหน”
ธามมองนิ้วเธอบนข้อมือเขา “คุณพูดเหมือนสอนผม ไม่ใช่สอนเครื่อง”
“ถ้าฟังแล้วใช้ได้ ก็ถือว่าคุ้ม”
เขาปล่อยให้เธอจัดนิ้วเขาบนเฟือง ความใกล้ทำให้เสียงพัดลมห่างออกไป เขาได้กลิ่นสบู่มะกรูดจาง ๆ จากผมเธอ ส่วนเธอได้กลิ่นกาแฟดำติดแขนเสื้อเขา เมื่อฟิล์มเข้าที่ เขาพึมพำ “ขอบคุณ”
“พูดดัง ๆ ก็ได้ เครื่องไม่กัด”
“ขอบคุณครับ”
เธอถอยออกมาก่อนยิ้มจะชัดเกินไป “ผ่านหนึ่งบทเรียน คุณธามยังไม่ทำของโบราณตาย”
ค่ำวันศุกร์ ตลาดจัดซ้อมงานเทศกาลเล็ก ๆ หน้าโรงหนัง ไฟสายสีเหลืองถูกขึงจากร้านชาไปถึงศาลเจ้า เสียงกลองยาวเด็ก ๆ ซ้อมผิดจังหวะ กลิ่นปลาหมึกย่างกับข้าวโพดต้มอวลอยู่เหนือพื้นอิฐ แพรไหมปีนบันไดติดผ้าป้าย ธามยืนจับบันไดให้โดยไม่พูด เป้าหมายของเธอคือทำให้ชาวบ้านเห็นว่างานยังมีหวัง เป้าหมายของเขาเริ่มไม่ชัดเหมือนวันแรก
“จับแน่นไปไหมคะ บันไดไม่หนีหรอก” เธอก้มลงแซว
“คนบนบันไดต่างหากที่ชอบทำเหมือนตัวเองบินได้”
“ฉันปีนมาตั้งแต่สิบขวบ”
“ผมเคยล้มจากที่สูงตอนสิบขวบ”
แพรไหมนิ่ง มือที่ผูกเชือกช้าลง “เจ็บมากไหม”
“ไม่เท่าคนที่รับผมไว้”
เธอมองเขา แสงไฟสายไหวบนหน้าเขาเหมือนเศษหนังเงียบ “พ่อคุณ?”
ธามเงยหน้าขึ้น สายลมพัดกลิ่นคลองชื้น ๆ ผ่านระหว่างทั้งสอง “ลงมาก่อน เดี๋ยวค่อย…ช่างเถอะ”
คืนนั้นหลังงานซ้อมเลิก แพรไหมพบธามนั่งอยู่แถวเก้าอี้ท้ายโรง แสงไฟฉายจากมือถือเขาวางคว่ำบนพื้นทำให้เพดานมีวงสว่างเล็ก ๆ เสียงน้ำหยดจากหลังคาดังเป็นจังหวะช้า กลิ่นฝนกำลังจะมาอีกครั้ง เธอถือชาร้อนสองแก้วเดินไปนั่งห่างหนึ่งที่นั่ง
“ถ้าไม่อยากเล่า ไม่ต้องเล่าก็ได้” เธอวางแก้วตรงที่ว่างระหว่างกัน “แต่ชาจะเย็น”
ธามรับแก้วโดยไม่มองเธอ “พ่อผมเคยเป็นช่างฉายที่นี่ ก่อนครอบครัวเจ้าของเก่าจะขายต่อให้ญาติแม่ผม เขาชอบพาผมขึ้นห้องฉาย ผมชอบวิ่งไปจับอะไรที่ไม่ควรจับ วันหนึ่งผมทำม้วนฟิล์มตก พ่อรีบคว้า ผมตกบันได เขารับไว้ แต่หลังเขากระแทกขอบเหล็ก”
แพรไหมถือแก้วแน่น เสียงชาร้อนในแก้วสั่นเบา ๆ
“หลังจากนั้นเขายังทำงาน แต่ไม่เหมือนเดิม หลายปีต่อมาเขาป่วย แม่บอกว่าไม่เกี่ยวกัน แต่ผมเห็นเขาจับหลังทุกครั้งที่ฝนตก” ธามหัวเราะแห้ง ๆ “ผมเลยเรียนสถาปัตย์ เรียนเรื่องโครงสร้าง เรียนวิธีทำให้อาคารไม่ทำร้ายใคร แต่สุดท้ายพอกลับมา ผมก็มีหน้าที่ปิดที่ที่เขารัก”
แพรไหมมองจอขาวด้านหน้า “ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยหลงในงานวัด หนีฝนเข้ามาในโรงนี้ มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งให้ลูกอม แล้วบอกว่าถ้ากลัวความมืด ให้ดูช่องแสงจากห้องฉาย เขาบอกว่าสักวันเขาจะเปิดเครื่องฉายให้ดูอีก”
ธามหันช้า ๆ “เด็กผู้ชาย?”
“จำหน้าไม่ได้หรอกค่ะ จำได้แค่ว่าเขามีพลาสเตอร์รูปดาวที่ข้อศอก”
ธามก้มมองข้อศอกตัวเองทันทีโดยไม่รู้ตัว แล้วรีบวางมือปิดไว้ แพรไหมเห็น แต่ไม่พูด ความเงียบระหว่างที่นั่งว่างหนึ่งตัวค่อย ๆ แน่นขึ้นกว่าเดิม
สองวันต่อมา ผลประเมินชั่วคราวออกมาว่าสามารถจัดฉายได้รอบละสิบแปดคน หากค้ำยันและปิดพื้นที่บางส่วน แสงบ่ายสะท้อนกระจกสำนักงานเทศบาลที่ธามกับแพรไหมนั่งรอเซ็นเอกสาร กลิ่นกระดาษถ่ายเอกสารใหม่ปนกลิ่นน้ำยาถูพื้น เสียงเครื่องพิมพ์ดังครืดคราดเหมือนหายใจหนัก เป้าหมายของทั้งคู่ในตอนนี้กลายเป็นเรื่องเดียวกันชั่วคราว คือขออนุญาตให้ดาวคะนึงสว่างอีกครั้งโดยไม่มีใครบาดเจ็บ
“คุณเตรียมเอกสารครบเกินไป” แพรไหมกระซิบ
“คุณเตรียมคำพูดซาบซึ้งเกินไป” ธามกระซิบกลับ
“เจ้าหน้าที่เขาเกือบน้ำตาไหล”
“เขาแพ้ฝุ่นจากแฟ้มคุณ”
เธอใช้ศอกกระทบแขนเขาเบา ๆ เขาไม่หลบ แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ทำให้ทุกอย่างดูจริงจัง แต่ใต้โต๊ะปลายรองเท้าผ้าใบของเธอชนรองเท้าหนังของเขาโดยไม่ตั้งใจ ทั้งสองขยับออกพร้อมกัน แล้วกลับมาชนกันอีกครั้งเพราะเก้าอี้แคบ ธามมองตรงไปที่ป้ายห้ามสูบบุหรี่ “พื้นที่ราชการนี่ออกแบบไม่ค่อยเผื่อความผิดพลาด”
แพรไหมก้มดูพื้น “บางความผิดพลาดก็ไม่ได้แย่ค่ะ”
วันเตรียมงานฉายมาถึงในแสงเช้าสีทอง กลิ่นขนมครกจากปากซอยลอยมาก่อนเสียงรถเข็น แพรไหมกับชาวบ้านช่วยกันเช็ดเบาะสิบแปดตัวที่ปลอดภัย ธามปีนขึ้นนั่งร้านตรวจค้ำยันด้วยตัวเอง เสียงค้อน เสียงหัวเราะ และเสียงเทปกาวถูกดึงยาวทำให้โรงหนังเหมือนตื่นจากการหลับยาว เป้าหมายคือให้ทุกอย่างพร้อมก่อนหนึ่งทุ่ม
“คุณธาม ลงมากินข้าวก่อน” ป้าละมุนตะโกน
“อีกห้านาทีครับ”
แพรไหมเงยหน้ามองเขา “ห้านาทีของวิศวกรเท่ากับครึ่งชั่วโมงใช่ไหมคะ”
“ผมเป็นสถาปนิก”
“งั้นเท่ากับหนึ่งชั่วโมง เพราะต้องยืนมองแสงก่อน”
เขาก้มลงมา แสงเช้ารอบตัวเขาฟุ้งเพราะฝุ่นไม้ “คุณเริ่มรู้จักผมมากไปแล้ว”
“ยังค่ะ ฉันยังไม่รู้ว่าคุณกินไข่ดาวสุกหรือไม่สุก”
“สุกขอบไหม้”
“แปลก”
“ปลอดภัย”
เธอส่ายหน้าแล้วเดินไปหยิบกล่องข้าว แต่ในกล่องของเขามีไข่ดาวขอบไหม้ที่เธอแอบบอกแม่ค้าตั้งแต่เช้า ธามเปิดกล่อง เห็นแล้วมองไปทางเธอ เธอทำเป็นจัดโปสเตอร์ มือของเธอกดเทปผิดด้านจนติดนิ้วตัวเอง
ก่อนค่ำ เมฆดำเคลื่อนเข้ามาเร็วเกินคาด ลมพัดป้ายผ้าหน้าโรงหนังสะบัดแรง เสียงฟ้าร้องไกล ๆ กลิ่นฝนดิบลอยมากับคลอง ธามตรวจแอปพยากรณ์อากาศแล้วขมวดคิ้ว แพรไหมยืนถือกล่องตั๋วที่มีชื่อคนดูเรียงตามรอบ มือเธอเปื้อนหมึกสีน้ำเงิน
“ถ้าฝนหนัก เราต้องเลื่อน” เขาพูด
“คนมาแล้วครึ่งตลาด”
“หลังคาเราค้ำได้ แต่ทางเข้าลื่น ไฟเก่ารับความชื้นไม่ได้”
“คุณพูดถูก” เธอเม้มปาก “แต่ขอเวลาอีกนิด ฉันจะให้คนสูงอายุกลับก่อน ให้เด็กยืนใต้กันสาด ไม่ให้ใครเข้าไปจนกว่าคุณเช็กไฟ”
ธามมองเธอที่ไม่ได้เถียงเพื่อชนะเหมือนวันแรก “สิบห้านาที ถ้าฝนลงหนัก ผมตัดไฟ”
“สิบห้านาทีค่ะ”
ฝนเทลงมาก่อนครบสิบห้านาที เสียงน้ำกระแทกหลังคาดังจนกลบเสียงคน ตลาดหน้าโรงหนังแตกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ วิ่งหลบฝน กลิ่นดิน กลิ่นผ้าเปียก และกลิ่นน้ำมันจากสายไฟเก่าเริ่มชัด ธามพุ่งไปที่ตู้ไฟด้านข้าง แพรไหมช่วยประคองยายแฉล้มที่ลื่นตรงบันได เสียงเด็กคนหนึ่งร้องเพราะรองเท้าหาย เป้าหมายของทุกคนเหลือเพียงความปลอดภัย
“แพร! อย่าเข้าไปข้างใน!” ธามตะโกนเมื่อเห็นเธอวิ่งกลับไปทางโถง
“ม้วนฟิล์มอยู่ใต้ช่องรั่ว!”
“ช่างมัน!”
เธอไม่ช่าง ม้วนฟิล์มนั้นเป็นผลงานสุดท้ายของลุงบุญส่ง ช่างฉายรุ่นก่อนที่ฝากไว้ก่อนเสียชีวิต เป็นภาพตลาดเก่าเมื่อสามสิบปีก่อน เธอวิ่งฝ่าน้ำหยดในโถง แสงฟ้าผ่าสว่างวาบบนจอขาว เธออุ้มกล่องฟิล์มขึ้นแนบอก แต่พื้นไม้ที่เคยเตือนธามกลับยุบใต้เท้าเธอ เสียงแตกดังแครกทำให้เธอค้างครึ่งตัว ธามตามเข้ามาทันคว้าแขนเธอไว้
“บอกแล้วไงว่าห้ามเข้า!” เสียงเขาใกล้จนสั่นไปกับฝน
“ปล่อยกล่องก่อน มันหนัก” เขาพยายามดึง
“ไม่”
“แพรไหม!”
เธอเงยหน้ามองเขา น้ำฝนจากผมไหลลงข้างแก้ม “ถ้าปล่อย มันหายไปเลย”
ธามกัดฟัน ก่อนยื่นมืออีกข้างไปรับกล่องจากเธอแทน “งั้นส่งมา แล้วจับผม”
เธอส่งกล่องให้ มืออีกข้างคว้าข้อมือเขาแน่น ธามดึงเธอขึ้นจนทั้งสองล้มลงบนพื้นปลอดภัย กล่องฟิล์มกลิ้งไปหยุดตรงขาเก้าอี้โดยไม่เปิด ฝนยังดังบ้าคลั่ง แต่ในระยะห่างเพียงลมหายใจ เขาเอ่ยต่ำ “อย่าทำแบบนี้อีก”
แพรไหมหายใจแรง “คุณก็อย่าตามเข้ามาถ้าไม่อยากเสี่ยง”
“ผมไม่ทันคิดเรื่องอยากหรือไม่อยาก”
ประโยคนั้นค้างอยู่กลางกลิ่นฝน ทั้งคู่หันหนีพร้อมกันเมื่อเสียงป้าละมุนเรียกจากประตู “เด็ก ๆ เป็นไงบ้าง!”
หลังฝนหยุด งานฉายถูกยกเลิก ไฟสีเหลืองหน้าตลาดดับไปทีละดวง เหลือเพียงแสงจากร้านขายยาที่สะท้อนน้ำขัง กลิ่นผ้าเปียกกับน้ำซุปที่เย็นชืดทำให้บรรยากาศหนืด แพรไหมนั่งบนขั้นบันไดหน้าโรงหนัง มีผ้าขนหนูคลุมไหล่ ธามยืนคุยกับช่างไฟในระยะไม่ไกล เสียงเขาสั้น แข็ง และเร็วกว่าเดิม
“พรุ่งนี้ผมจะปิดพื้นที่ทั้งหมด” เขาพูดเมื่อช่างกลับไป
แพรไหมเงยหน้า “ทั้งหมด?”
“จนกว่าจะซ่อมถาวร ซึ่งตอนนี้ไม่มีงบ ไม่มีผู้รับผิดชอบ และไม่มีเหตุผลให้เสี่ยงอีก”
“ไม่มีเหตุผล?” เธอลุกขึ้นช้า ๆ น้ำหยดจากปลายผมลงบนพื้น “เมื่อกี้คนทั้งตลาดมาช่วยกัน คุณเห็นไหม”
“ผมเห็นคุณเกือบหายลงไปใต้พื้นเพราะกล่องฟิล์ม!”
“ฉันเห็นคุณกลัวจนสั่งปิดทุกอย่าง!”
เขานิ่ง แสงจากร้านยาตกบนหน้าเขาเป็นสีเขียวซีด “ใช่ ผมกลัว แล้วคุณล่ะ คุณกลัวอะไรจนยอมเอาชีวิตไปแลกกับอดีต”
แพรไหมกำผ้าขนหนู “กลัวว่าถ้าไม่มีที่นี่ ฉันจะไม่เหลืออะไรที่พิสูจน์ว่าฉันทำได้”
“ทุนที่คุณจะสมัคร?”
เธอชะงัก “คุณรู้?”
“ผมเห็นเอกสารบนโต๊ะ”
“งั้นคุณคงคิดว่าฉันใช้ตลาดเป็นบันไดส่วนตัว”
“ผมไม่ได้พูด”
“แต่คุณคิดเป็นตัวเลขอยู่แล้วนี่คะ” เธอคืนผ้าขนหนูให้เขา “ปิดไปเถอะ ถ้ามันทำให้คุณนอนหลับ”
เช้าวันต่อมา ประตูเหล็กโรงหนังถูกคล้องโซ่ใหม่ แสงแดดหลังฝนใสเกินไปจนทุกอย่างดูเหมือนไม่เคยมีคืนวุ่นวาย กลิ่นสนิมเปียกติดมือแพรไหมเมื่อเธอจับโซ่ เสียงตลาดเบาลงอย่างผิดปกติ ชาวบ้านเดินผ่านแล้วมองเธอด้วยคำถามที่ไม่มีใครกล้าถาม ธามยืนอีกฝั่งของประตู ถือกุญแจไว้แน่น เป้าหมายของเขาคือทำตามการตัดสินใจ เป้าหมายของเธอคือไม่ให้เสียงตัวเองแตก
“ขอเข้าไปเอาของ” เธอพูด
“ผมเข้าไปด้วย”
“กลัวฉันขโมยโรงหนังใส่กระเป๋าเหรอ”
“กลัวคุณเดินเหยียบพื้นที่ผุอีก”
“ไม่ต้องกลัวแทนค่ะ มันเหนื่อย”
ธามไขกุญแจ มือเขาช้ากว่าปกติ เสียงโซ่เสียดสีกันแสบหู เมื่อประตูเปิด กลิ่นอับหลังฝนพุ่งออกมา แพรไหมเดินผ่านเขาโดยไม่มอง เธอเก็บสมุด เอกสารทุน และกล่องเครื่องมือของตัวเองจากห้องฉาย ทุกครั้งที่ของชิ้นหนึ่งลงกระเป๋า ห้องนั้นเหมือนว่างขึ้นทีละนิด
ในห้องฉาย แสงเช้าส่องผ่านกระจกเล็กลงบนเครื่องฉาย ธามยืนขวางทางออกโดยไม่ได้ตั้งใจ “เอกสารทุนของคุณ ต้องใช้ภาพงานฉายใช่ไหม”
“ไม่เกี่ยวกับคุณแล้ว”
“ผมอาจช่วยหาพื้นที่อื่นให้ฉายได้ ห้องประชุมเทศบาล หรือโกดังริมคลองที่โครงสร้างดีกว่า”
แพรไหมหัวเราะเบา ๆ แต่ตาไม่ตามเสียง “คุณยังไม่เข้าใจ ที่ฉันอยากฉายไม่ใช่แค่หนัง มันคือการพาคนกลับมานั่งในที่ที่เขาเคยนัดกัน เคยหนีฝน เคยทะเลาะ เคยแต่งงานหลังดูรอบดึก คุณย้ายจอได้ แต่ย้ายกลิ่น ย้ายเสียงพื้นไม้ ย้ายเงาของคนที่ไม่อยู่แล้วไม่ได้”
ธามหลุบตา “แล้วถ้าที่นี่พาคนเจ็บ?”
“ก็ซ่อมมัน ไม่ใช่ฝังมันทั้งเป็น”
เธอเดินออกไป ทิ้งกลิ่นสบู่มะกรูดจาง ๆ ไว้ในห้องฉาย ธามยืนฟังเสียงรองเท้าผ้าใบห่างออกไปจนเหลือแต่เสียงน้ำหยดจากเพดาน
วันต่อมา แพรไหมย้ายโต๊ะทำงานไปที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างคลอง แสงบ่ายลอดกันสาดผ้าใบสีครีมเป็นเงาสั่น ๆ บนสมุดของเธอ เสียงเครื่องบดกาแฟดังกลบเสียงเรือเป็นพัก ๆ กลิ่นกาแฟคั่วเข้มทำให้เธอนึกถึงคนที่ไม่อยากนึก เธอนั่งซ่อมฟิล์มม้วนตลาดเก่าด้วยมือช้า ๆ เป้าหมายคือส่งตัวอย่างผลงานทุนให้ทัน แม้ไม่มีรอบฉาย
“นั่งตรงนี้ทุกวัน ระวังเจ้าของร้านคิดค่าเช่าโต๊ะนะ” ป้าละมุนวางขนมกล้วยให้
“หนูจะจ่ายด้วยรอยยิ้ม”
“ช่วงนี้รอยยิ้มหนูเหมือนแบตใกล้หมด”
แพรไหมใช้แหนบคีบฟิล์ม ไม่เงยหน้า “ฝนทำให้เหนื่อยค่ะ”
“ฝนหรือคนถือกุญแจ”
แหนบหยุดกลางอากาศ เสียงเรือหางยาวผ่านไปทิ้งคลื่นกระทบตลิ่ง “ป้าอย่าแซวเลย”
“ป้าไม่ได้แซว ป้าเห็นเขามานั่งฝั่งตรงข้ามตั้งแต่เช้า สั่งกาแฟดำแก้วเดียว แต่ยังไม่ดื่มหมด”
แพรไหมเงยหน้าไปนอกร้าน ธามนั่งใต้ต้นหูกวางอีกฝั่งคลอง มีแฟ้มเปิดอยู่ แต่สายตาไม่ได้อยู่บนกระดาษ พอเธอมองไป เขาก้มหน้าทันทีเหมือนเด็กถูกจับได้ เธอรีบก้มกลับ หัวแหนบจิ้มฟิล์มผิดรูจนต้องสูดลมหายใจยาว
ธามไม่ได้เข้ามาหา เขาใช้เวลาสามวันเดินสำรวจหลังโรงหนังกับช่างเพิ่ม เสียงสว่านและเสียงเคาะปูนดังจากด้านในโดยประตูยังล็อก กลิ่นปูนเปียกเริ่มแทนกลิ่นอับ แพรไหมเห็นจากร้านกาแฟแต่ไม่ถาม จนเย็นวันที่สาม แสงสีส้มตกบนคลอง เขาเดินเข้ามาวางซองเอกสารบนโต๊ะเธอ มือเขามีรอยถลอกใหม่ตรงโคนนิ้ว
“อะไรคะ”
“แบบซ่อมขั้นต่ำเพื่อเปิดโถงและห้องฉายได้อย่างปลอดภัยในสามสัปดาห์ งบประมาณจริง ไม่ใช่งบในฝัน”
เธอไม่แตะซอง “เอามาให้ฉันทำไม”
“เพราะผมส่งให้คณะกรรมการตลาดคนเดียว เขาคงคิดว่าผมมีแผนขายที่ดินกลบเกลื่อน”
“แล้วคุณไม่มี?”
ธามนั่งลงฝั่งตรงข้าม แสงเย็นจับรอยใต้ตาเขา “มี ก่อนหน้านี้ผมมี หนังสือเสนอซื้อจากบริษัททำลานจอดรถอยู่ในแฟ้มผมมาตั้งแต่วันแรก”
แพรไหมนิ่ง เสียงเครื่องบดกาแฟข้างหลังดังขึ้นพอดีเหมือนอะไรบางอย่างแตกละเอียด “คุณไม่เคยบอก”
“ผมยังไม่ได้เซ็น”
“แต่คุณมาที่นี่เพื่อปิดให้ขายง่ายขึ้น”
เขาไม่แก้ตัวทันที มือเขาวางบนโต๊ะห่างจากมือเธอหนึ่งฝ่ามือ “ใช่ ตอนแรก”
เธอพยักหน้าช้า ๆ แล้วเลื่อนซองคืน “ขอบคุณสำหรับความตรงไปตรงมาที่มาช้าค่ะ”
“แพร”
“อย่าเรียกเหมือนเรา…” เธอหยุด กลิ่นกาแฟขมจนคอแห้ง “เหมือนคุณมีสิทธิ์ข้ามบางคำ”
ธามดึงมือกลับ “ผมจะเข้าประชุมคณะกรรมการพรุ่งนี้ คุณไม่ต้องช่วยก็ได้ แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมจะค้านการขาย”
“เพราะอะไรคะ เพราะรู้สึกผิดกับพ่อ หรือเพราะตลาดนี้ถ่ายรูปออกมาดีสำหรับโครงการอนุรักษ์ของคุณ”
คำถามนั้นแทงลึกพอให้เขาหน้าซีด เขาลุกขึ้นช้า ๆ “เพราะผมเพิ่งรู้ว่าการกันคนออกจากอันตราย ไม่เหมือนการกันตัวเองออกจากทุกอย่าง”
เขาเดินออกไปโดยไม่หยิบกาแฟที่เธอสั่งให้โดยไม่รู้ตัวตอนเขานั่งลง แพรไหมมองแก้วกาแฟดำที่ไอร้อนลดลงเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้เรียกเขา
การประชุมคณะกรรมการตลาดจัดในศาลาริมคลองตอนเก้าโมงเช้า แสงแดดแรงสะท้อนน้ำจนทุกคนต้องหรี่ตา เสียงพัดลมตั้งพื้นดังคราง กลิ่นน้ำอบจากบ้านใกล้ ๆ ปนกลิ่นปลาเค็มตากแดด ธามยืนหน้าโต๊ะไม้ยาว กางแบบซ่อมทีละแผ่น ผู้ใหญ่ในตลาดนั่งกอดอก บางคนกลัวค่าใช้จ่าย บางคนอยากขายเอาเงิน บางคนมองเก้าอี้ว่างที่ควรเป็นของแพรไหม
“ค่าใช้จ่ายส่วนแรก ผมจะรับผิดชอบในนามครอบครัว” ธามพูด
ลุงประเสริฐเจ้าของร้านทองหรี่ตา “แล้วแลกอะไร คุณธาม”
“แลกกับเวลาหกเดือนเพื่อพิสูจน์ว่าโรงหนังสามารถเป็นพื้นที่ชุมชนและสร้างรายได้พอดูแลตัวเอง ถ้าไม่ได้ ค่อยตัดสินใจใหม่โดยมีข้อมูล ไม่ใช่ความกลัว”
“เมื่อก่อนคุณเป็นคนถือเอกสารขาย”
“ครับ” ธามไม่หลบตา “ผมเคยคิดว่าการรื้อคือคำตอบที่สะอาดที่สุด เพราะไม่ต้องฟังเสียงอะไรดังในตึกนั้นอีก”
ป้าละมุนถามเบา ๆ “แล้วตอนนี้ได้ยินอะไร”
ธามมองไปทางโรงหนังที่เห็นป้ายดาวคะนึงไกล ๆ ผ่านช่องศาลา “ได้ยินคนที่ยังรอให้มันไม่เงียบครับ”
แพรไหมไม่ได้เข้าประชุม แต่ยืนอยู่หลังต้นปีบด้านนอก แสงแดดลอดใบไม้เป็นจุดบนแขนเธอ กลิ่นดอกปีบแห้งใต้เท้าหวานจาง ๆ เธอได้ยินทุกคำ มือที่ถือแฟ้มทุนกดแน่นจนมุมกระดาษงอ เมื่อธามเดินออกมาหลังประชุม เขาเห็นเธอ แต่หยุดห่างไว้หลายก้าวเหมือนให้พื้นที่เธอตัดสินใจ
“ผ่านไหมคะ” เธอถาม
“ผ่านแบบไม่มีใครปรบมือ”
“ตลาดนี้ปรบมือยากค่ะ ต้องเลี้ยงข้าวก่อน”
“ผมติดไว้หลายโต๊ะแล้ว”
เธอมองมือเขาที่มีพลาสเตอร์พันโคนนิ้ว “แผลจากอะไร”
“ตะปูเก่า”
“สมน้ำหน้า”
“ครับ” เขารับคำเฉย ๆ จนเธอต้องเม้มปาก “คุณจะกลับมาดูแบบไหม ผมต้องการคนที่รู้ว่ากลิ่นไหนควรหาย และกลิ่นไหนห้ามแตะ”
แพรไหมมองป้ายโรงหนัง ไกลออกไปเสียงเด็กหัวเราะไล่นกพิราบ “ฉันจะกลับไปในฐานะที่ปรึกษา ไม่ใช่คนของคุณ”
ธามพยักหน้า “ผมยังไม่มีตำแหน่งนั้นให้ใคร”
เธอหันขวับ เขาก้มดูแบบในมือเหมือนไม่ได้พูดอะไร แดดบนหูเขาแดงขึ้นนิดหนึ่ง
สามสัปดาห์ของการซ่อมเริ่มด้วยฝุ่นปูนและจบแต่ละวันด้วยรอยเหนื่อยบนใบหน้าทุกคน แสงเช้าขาวจัดในโถงเปลี่ยนเป็นแสงบ่ายสีทองบนคานไม้ใหม่ เสียงเลื่อย เสียงค้อน เสียงหัวเราะของเด็กที่มาช่วยพับตั๋ว และกลิ่นสีรองพื้นกลบกลิ่นอับไปทีละน้อย ธามเรียนรู้ว่าจะไม่สั่งชาวบ้านเหมือนสั่งผู้รับเหมา ส่วนแพรไหมเรียนรู้ว่าจะไม่วิ่งเข้าหาอันตรายทุกครั้งที่กลัวสูญเสียอะไรไป
“ตรงโปสเตอร์นี้อย่าทาสีทับ” แพรไหมชี้ผนังที่มีรอยกาวและลายมือเก่า “ลุงบุญส่งเคยเขียนตารางฉายไว้ด้วยดินสอ”
ธามเอาหน้าเข้าไปดู ใกล้จนไหล่ชนไหล่เธอ กลิ่นกาแฟดำกับกลิ่นสีใหม่ผสมกัน “อ่านไม่ออกแล้ว”
“ไม่ต้องอ่านออกก็ได้ แค่รู้ว่าเคยมีมือคนอยู่ตรงนี้”
เขาหยิบเทปกระดาษมาตีกรอบรอยนั้นอย่างระมัดระวัง “แบบนี้?”
“อืม”
“คุณชมผมได้มากกว่าหนึ่งพยางค์นะ”
“ดีค่ะ”
“สองพยางค์”
เธอยิ้มกับผนัง “อย่าโลภ”
คืนหนึ่งหลังซ่อมไฟ ห้องฉายสว่างด้วยหลอดทังสเตนสีอุ่น เสียงเครื่องฉายที่ถูกล้างและประกอบใหม่หมุนทดสอบเป็นจังหวะนุ่ม กลิ่นน้ำมันเครื่องสะอาดกว่าเดิม แพรไหมยืนข้างธาม สอนเขาปรับโฟกัสบนจอที่ยังว่าง เป้าหมายคือให้เครื่องฉายพร้อมสำหรับรอบเปิดใหม่ และมีอีกเป้าหมายที่ไม่มีใครพูด คือดูว่าระหว่างกันยังมีช่องแสงอยู่หรือไม่
“หมุนช้า ๆ ค่ะ ภาพจะค่อย ๆ คม”
“เหมือนคุณเวลาพูดเรื่องฟิล์ม”
“ฉันพูดไม่คมเหรอ”
“คม แต่ตอนแรกเหมือนมีดที่ไม่ถามก่อนว่าคนโดนเจ็บไหม”
แพรไหมปล่อยมือจากปุ่มโฟกัส “แล้วตอนนี้?”
ธามมองจอขาว ไม่มองเธอ “ตอนนี้เหมือนมีดที่วางไว้ข้างผลไม้ ถ้าใครหิวก็ปอกให้”
เธอหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นสะท้อนกระจกห้องฉาย “เปรียบเทียบแปลกมาก”
“ผมไม่ถนัดคำสวย”
“แต่ถนัดจำว่าใครชอบขิง”
เขานิ่งไป เธอเพิ่งรู้ว่าพูดออกมาแล้ว ปลายนิ้วทั้งสองอยู่ใกล้ปุ่มโฟกัสเดียวกัน เขาขยับมือออกก่อนอย่างสุภาพเกินไป “ผมกลัวจำผิด”
“ไม่ผิดค่ะ” เธอพูดเบา เสียงเครื่องฉายกลบไปเกือบหมด แต่เขาได้ยิน เพราะมือที่กำผ้าเช็ดเลนส์แน่นขึ้น
จดหมายตอบรับทุนของแพรไหมมาถึงในบ่ายที่ตลาดมีลมร้อน แสงแดดสะท้อนถุงแกงแขวนหน้าร้านจนวูบวาบ เสียงโทรศัพท์เธอดังสามครั้งก่อนเธอกดอ่านข้อความ กลิ่นมะม่วงดิบจากแผงผลไม้ทำให้เธอเวียนหัว เธอยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วที่เพิ่งซ่อมเสร็จ ธามกำลังวัดระยะติดป้ายทางหนีไฟ หันมาเห็นเธอนิ่งผิดปกติ
“เกิดอะไรขึ้น”
แพรไหมยื่นโทรศัพท์ให้เขา มือเธอเย็นจนเครื่องสั่น ธามอ่านช้า ๆ แสงบนหน้าจอสะท้อนในตาเขา “เขารับคุณไปฝึกที่ศูนย์อนุรักษ์ภาพยนตร์เชียงใหม่ หกเดือน เริ่มเดือนหน้า”
เธอพยักหน้า แต่ยังไม่พูด
“นี่คือสิ่งที่คุณอยากได้” เขาส่งโทรศัพท์คืน “ควรโทรบอกป้าละมุน ก่อนทั้งตลาดรู้จากหน้าเธอ”
“คุณพูดเหมือนมันง่าย”
“มันไม่ง่าย แต่คุณควรไป”
แพรไหมมองเขา “คุณไม่ถามเหรอว่าดาวคะนึงจะทำยังไง”
“ผมถามตัวเองแล้ว”
“แล้วตอบว่าอะไร”
ธามม้วนสายวัดเก็บ เสียงสปริงดังแกร๊ก “ตอบว่าถ้าตึกนี้อยู่ได้เพราะคุณคนเดียว แปลว่าเราซ่อมผิดตั้งแต่แรก”
เธอมองเขานาน แสงบ่ายผ่านกระจกสีตกเป็นสีแดงบนแก้มเขา “คุณเก่งขึ้นนะ”
“สองพยางค์อีกแล้ว”
“ครั้งนี้สี่”
งานฉายเปิดใหม่ถูกกำหนดก่อนวันเดินทางของแพรไหมหนึ่งสัปดาห์ ค่ำวันนั้นฟ้าใสเหมือนชดเชยฝนครั้งก่อน ไฟสายสีเหลืองสว่างเหนือหัวผู้คน กลิ่นข้าวโพดปิ้ง ขนมเบื้อง และดอกมะลิจากพวงมาลัยหน้าโรงหนังปนกันอย่างนุ่ม เสียงตั๋วกระดาษถูกฉีกดังแคว้กเล็ก ๆ ที่เคาน์เตอร์ แพรไหมยืนรับคนดู ธามยืนข้างประตูตรวจจำนวนคนเข้าอย่างเคร่งแต่ไม่แข็ง
“สิบแปดคนแรกค่ะ ยายแฉล้มมีที่นั่งแถวกลาง ระวังพื้นต่างระดับนะคะ” แพรไหมพูด
“เด็ก ๆ ห้ามวิ่งครับ ถ้าจะวิ่ง วิ่งไปช่วยป้าละมุนขายน้ำก่อน” ธามเสริม
เด็กชายคนหนึ่งยื่นตั๋วให้แล้วถาม “น้าธาม วันนี้ไฟจะดับไหม”
ธามย่อตัวให้สายตาเท่ากัน “ถ้าดับ น้าจะเปิดไฟฉายให้ก่อน แล้วค่อยแก้ ไม่ปล่อยให้มืดนาน”
เด็กพยักหน้าจริงจัง แพรไหมมองภาพนั้นแล้วหันไปจัดตั๋วซ้ำ ๆ ทั้งที่เรียงดีแล้ว
ก่อนฉายสิบนาที ห้องฉายมีแสงอุ่นและเสียงเครื่องพร้อมทำงาน กลิ่นฟิล์มเก่าที่ผ่านการทำความสะอาดลอยบาง ๆ แพรไหมใส่ม้วนฟิล์มตลาดเก่าลงเครื่อง ธามยืนข้างหลัง ไม่ใกล้เกินไปเหมือนวันฝึกแรก แต่ไม่ห่างจนรู้สึกเป็นคนแปลกหน้า เป้าหมายของฉากนี้คือเปิดแสงครั้งแรกโดยมือของทั้งสอง
“คุณอยากกดสวิตช์ไหม” เธอถาม
ธามมองสวิตช์สีดำที่ถูกขัดจนสะอาด “คุณเริ่มมันมา”
“แต่มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเคยสัญญาว่าจะเปิดเครื่องฉายให้ดู”
เขาหายใจเข้าเบา ๆ เสียงเครื่องรอหมุนดังต่ำ “คุณจำได้ตั้งแต่เมื่อไร”
“ตั้งแต่คุณมองข้อศอกตัวเองคืนนั้น”
เขายิ้มบางมาก รอยนั้นไม่มั่นใจเหมือนคนเพิ่งหัดใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้ “ผมไม่แน่ใจว่าเด็กคนนั้นควรได้รับสิทธิ์รักษาสัญญาไหม เขาทำหายไปตั้งนาน”
แพรไหมยื่นมือไปที่สวิตช์ แต่หยุดห่างไว้ครึ่งนิ้ว “ก็ช่วยกันกดสิคะ จะได้ไม่ต้องให้ใครแบกสัญญาคนเดียว”
นิ้วของธามแตะสวิตช์พร้อมนิ้วเธอ ผิวสัมผัสกันเล็กน้อยเหมือนประกายไฟที่ไม่ทำร้ายใคร ทั้งสองกดลงพร้อมกัน แสงพุ่งผ่านช่องกระจกไปยังจอ เสียงเครื่องฉายหมุนเต็มจังหวะ คนดูด้านล่างปรบมือเมื่อภาพขาวดำของตลาดเก่าปรากฏขึ้น
แพรไหมยืนหลังช่องฉาย มองคนดูผ่านกระจก เห็นยายแฉล้มยกผ้าเช็ดหน้าซับใต้ตาเมื่อเห็นภาพสามีวัยหนุ่มยืนขายน้ำแข็ง เห็นป้าละมุนหัวเราะเมื่อเห็นตัวเองตอนสาวเต้นหน้าโรงหนัง เห็นธามยืนเงียบข้างเธอ มือเขาวางบนขอบโต๊ะใกล้มือเธอ แต่ไม่แตะ เสียงหัวเราะและเสียงสูดจมูกจากห้องฉายรวมเป็นดนตรีที่ไม่มีใครแต่ง
“ดูสิคะ” เธอกระซิบ “ย้ายไปฉายที่อื่นไม่ได้จริง ๆ”
“ครับ” เขาตอบ “ผมเพิ่งเข้าใจแบบไม่ต้องมีคุณดุ”
“เสียดายนะ ฉันดุคุณเก่ง”
“ผมยังมีเรื่องให้คุณดุอีกเยอะ”
เธอหันไปมองเขา แสงจากจอกระพริบบนใบหน้าทั้งคู่เป็นสีขาวดำ เขากลืนคำบางคำลงไป แล้วพูดเพียง “ถ้าคุณอยาก”
หลังรอบฉาย ผู้คนยังไม่กลับทันที ตลาดกลางคืนใต้ไฟสายเหมือนลอยอยู่บนกลิ่นฝนเก่าที่แห้งแล้ว เสียงคนเล่าเรื่องภาพที่เห็นดังซ้อนกัน แพรไหมถูกกอด ถูกจับมือ ถูกยัดขนมใส่กระเป๋าจนเต็ม ธามยืนห่าง ๆ ช่วยพับเก้าอี้ เธอเห็นเขารับคำขอบคุณอย่างเก้ ๆ กัง ๆ จากลุงประเสริฐ แล้วก้มศีรษะต่ำกว่าที่จำเป็น
“คุณธาม” เธอเรียกเมื่อคนซา
เขาหันมา ในมือยังถือเก้าอี้พับ “ครับ”
“ไปเดินหน่อยไหม”
“ตอนนี้?”
“ก่อนคุณจะพับตัวเองเก็บกับเก้าอี้”
ทั้งคู่เดินไปตามทางริมคลอง แสงไฟจากร้านค้าเป็นเส้นยาวสั่นบนผิวน้ำ เสียงช้อนล้างจานจากร้านก๋วยเตี๋ยวค่อย ๆ ไกล กลิ่นดอกปีบตอนกลางคืนหวานกว่ากลางวัน ลมพัดชายเสื้อเธอไปแตะแขนเขาแล้วถอยกลับ ระยะห่างระหว่างกันเท่ากับฝ่ามือหนึ่งที่ไม่มีใครรีบลด
“เดือนหน้าฉันไปเชียงใหม่” แพรไหมพูด
“ผมรู้”
“หกเดือน”
“ผมรู้”
“คุณจะไม่พูดอะไรให้ยากขึ้นใช่ไหม”
ธามหยุดเดินใต้ต้นหูกวาง แสงไฟถนนตกบนพื้นเป็นวงเล็ก เสียงน้ำกระทบเสาไม้ดังจ๋อม “ผมเคยทำให้เรื่องง่ายด้วยการตัดมันออกจากชีวิต แล้วมันไม่เคยง่ายจริง”
แพรไหมมองเงาของเขาบนพื้น “งั้นพูดอะไรคะ”
เขาหายใจช้า มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเหมือนหาที่วาง “ผมอยากให้คุณไป ผมอยากให้คุณเรียนรู้ทุกอย่างที่คุณอยากเรียน ผมอยากให้ดาวคะนึงรอคุณได้โดยไม่กลายเป็นโซ่ และ…” เขาหยุด คำสุดท้ายติดอยู่หลังริมฝีปาก
“และ?”
“และผมจะเขียนรายงานซ่อมให้คุณอ่าน ถ้าคุณยอมอ่าน”
แพรไหมหลุดหัวเราะเบา ๆ แต่ตาเป็นประกายชื้น “นี่คือประโยคโรแมนติกของคุณเหรอ”
“ฉบับร่างแรก”
“ควรแก้เยอะค่ะ”
“ผมรับคำวิจารณ์”
เธอก้าวเข้าไปครึ่งก้าว ระยะห่างเหลือกลิ่นกาแฟจาง ๆ จากเสื้อเขา “ธาม”
เขานิ่งเมื่อเธอเรียกชื่อโดยไม่มีคุณนำหน้า
“ฉันไม่อยากให้ใครรอแบบถูกทิ้งไว้กับความหวังที่ไม่มีวันนัดหมาย” เธอพูดช้า “ถ้าเราจะ…ถ้ามันจะมีอะไรต่อจากนี้ มันต้องมีชีวิตของแต่ละคนอยู่ด้วย ไม่ใช่ให้ใครหยุดเพื่อใคร”
ธามพยักหน้า “ผมไม่อยากเป็นเหตุผลที่คุณหันหลังให้ความฝัน”
“และฉันไม่อยากเป็นเหตุผลที่คุณกลับไปปิดประตูทุกบาน”
ความเงียบตกลงมา แต่ไม่หนักเหมือนก่อน เสียงจักจั่นเริ่มดังในพุ่มไม้ ธามยื่นมือออกมา ไม่จับเธอทันที แค่หงายฝ่ามือไว้กลางอากาศเหมือนถามโดยไม่มีเสียง แพรไหมมองมือที่เคยถือกุญแจ เคยดึงเธอจากพื้นผุ เคยกดสวิตช์พร้อมกัน แล้ววางมือของเธอลงบนมือเขาเพียงเบา ๆ
“หกเดือน ส่งรูปไข่ดาวขอบไหม้มาได้ไหม” เธอถาม
“ถ้าส่งไหม้เกินไป คุณจะดุจากเชียงใหม่ไหม”
“แน่นอน”
“งั้นผมจะตั้งใจทำให้โดนดุน้อยที่สุด”
คืนก่อนเดินทาง แพรไหมกลับมาโรงหนังหลังปิดตลาด แสงจันทร์ลอดกระจกสีตกบนจอเป็นสีฟ้าอ่อน เสียงคลองเงียบกว่าทุกคืน กลิ่นไม้ใหม่ยังปนกลิ่นผ้าม่านเก่าที่ซักไม่หมด เธอเข้ามาเพื่อเก็บกล่องเครื่องมือชิ้นสุดท้าย แต่พบธามนั่งอยู่หน้าเครื่องฉาย มีสมุดเล่มหนึ่งวางบนตัก
“คุณมาทำอะไรดึก ๆ” เธอถาม
“รอเจ้าของกล่องประแจที่ลืมเก่ง”
“ฉันตั้งใจลืม”
“ผมตั้งใจรอ”
ประโยคนั้นทำให้เธอหยุดตรงประตูห้องฉาย แสงจันทร์อยู่ข้างหลังเธอ ส่วนแสงโคมเล็กอยู่ข้างเขา ระหว่างกันเป็นเงาของเครื่องฉายเก่า ธามลุกขึ้น ยื่นสมุดให้ “ตารางดูแลเครื่องฉาย รายชื่อช่าง เบอร์ติดต่อ และหน้าสุดท้ายเป็นพื้นที่ให้คุณเขียนด่าผมเวลาไม่ทำตาม”
แพรไหมเปิดดู ลายมือเขาเป็นระเบียบเกินไป มีมุมหนึ่งของหน้าสุดท้ายเขียนว่า “น้ำขิง วันฝนตก” เธอใช้นิ้วแตะคำเล็ก ๆ นั้น “คุณจดไว้ทำไม”
“กันลืมเรื่องสำคัญ”
เธอปิดสมุดช้า ๆ “ธาม”
เขามองเธอ คราวนี้ไม่หลบ “ครับ”
“ฉันยังไม่พร้อมพูดคำใหญ่ ๆ”
“ผมก็ยังกลัวทำมันตกแตก”
“งั้นเราพูดคำเล็ก ๆ ก่อน”
“เช่น?”
เธอเดินเข้าไปใกล้ ยื่นกล่องประแจให้เขาถือด้วยมือหนึ่ง ส่วนอีกมือหยิบพลาสเตอร์รูปดาวที่เธอซื้อจากร้านขายยาติดลงบนข้อศอกเสื้อเขาเบา ๆ “ไว้เจอกัน”
ธามมองดาวเล็ก ๆ บนแขนเสื้อตัวเอง ริมฝีปากเขาขยับช้า “ไว้เจอกัน แพร”
เช้าวันเดินทาง สถานีรถไฟเล็ก ๆ นอกตลาดอาบด้วยแสงสีทองอ่อน เสียงประกาศแตกพร่า เสียงล้อกระเป๋าลากบนพื้นปูน และกลิ่นกาแฟโบราณจากร้านหน้าชานชาลาปนกับกลิ่นเหล็กรางรถไฟ แพรไหมยืนกับกระเป๋าสองใบ ป้าละมุนกับชาวบ้านมาส่งจนเหมือนจะย้ายตลาดทั้งตลาดมาไว้ที่นี่ ธามยืนท้ายกลุ่ม ถือถุงกระดาษเล็ก ๆ
“กินบนรถ” เขายื่นให้เมื่อทุกคนเผลอถ่ายรูปกับแพรไหม
เธอเปิดดู ข้างในมีข้าวต้มปลาใส่ขิงแยกถุงเล็ก ๆ และไข่ดาวขอบไหม้ห่อกระดาษ “คุณเอาสองอย่างนี้มาอยู่ด้วยกันได้ยังไง”
“ผมตื่นตีห้าเพื่อทดลองความเป็นไปได้”
“ผลลัพธ์น่าสงสัย”
“ส่งรายงานได้”
เธอหัวเราะ แล้วเสียงหวูดรถไฟดังยาว ตัดบทสนทนาให้สั้นลงทันที ลมจากขบวนรถพัดผมเธอเข้าหน้า ธามยกมือเหมือนจะช่วยปัด แต่หยุดกลางทาง เธอเป็นฝ่ายจับปลายผมทัดหูเอง แล้วมองเขาตรง ๆ
“ดูแลดาวคะนึงด้วยนะ”
“ครับ”
“ดูแลตัวเองด้วย”
“ข้อนี้ยากกว่า”
“งั้นส่งมาให้ตรวจ”
เขายิ้มชัดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา “ครับ ที่ปรึกษา”
เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อน แพรไหมขึ้นบันไดแล้วหันกลับมา คนทั้งตลาดโบกมือเสียงดัง ธามยืนเงียบแต่ยกมือขึ้นช้า ๆ พลาสเตอร์รูปดาวยังติดอยู่ที่ข้อศอกเสื้อ เขาไม่ได้วิ่งตาม ไม่ได้พูดคำที่ทำให้เธอลังเล เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นจนขบวนรถพาเธอผ่านโค้งออกไป แพรไหมนั่งริมหน้าต่าง เปิดถุงกระดาษ กลิ่นขิงอุ่น ๆ ลอยขึ้นมา เธอก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มไว้กับไอน้ำ
หกเดือนผ่านไปด้วยข้อความสั้น ๆ ภาพเครื่องฉายที่สะอาดขึ้นทีละนิด ภาพไข่ดาวไหม้เกินบ้างพอดีบ้าง ภาพแพรไหมในห้องอนุรักษ์ที่มีแสงขาวเย็นกับกลิ่นน้ำยาฟิล์ม ภาพธามยืนกับเด็ก ๆ หน้าโรงหนังในวันสอนทำโปสเตอร์ ไม่มีใครนับวันดัง ๆ แต่ทุกคืนวันศุกร์ เขาจะส่งรายงานดาวคะนึง เธอจะส่งคำแก้ไขสีแดงกลับไป บางคืนมีแค่รูปแก้วน้ำขิงหน้าต่างฝนตก และคำว่า “วันนี้ฟิล์มดื้อ” เขาจะตอบว่า “คนซ่อมดื้อกว่าไหม” เธอจะพิมพ์ว่า “มาก” แล้วปล่อยให้จุดสามจุดบนหน้าจอหายไปเอง
วันกลับของแพรไหมมาถึงในบ่ายที่ตลาดเก่ามีกลิ่นดอกปีบอีกครั้ง แสงแดดลอดกันสาดเป็นลายเดิม เสียงเรือหางยาว เสียงแม่ค้าต่อราคา เสียงเด็กวิ่งบนสะพานไม้ ทุกอย่างเหมือนเดิมและไม่เหมือนเดิม โรงหนังดาวคะนึงเปิดประตูไว้กว้าง ป้ายสีทองถูกขัดจนอ่านชัด แต่ยังเหลือรอยเก่าไว้ตรงขอบ ธามยืนบนบันไดหน้าโรงหนังในเสื้อเชิ้ตพับแขน มือถือถังสีเล็ก ๆ เหมือนกำลังทำงานจนวินาทีสุดท้าย
แพรไหมลากกระเป๋าหยุดหน้าประตู กลิ่นไม้ น้ำมันเครื่อง และข้าวโพดปิ้งจากรถเข็นข้าง ๆ โถมเข้าใส่จนเธอต้องยืนนิ่ง ธามหันมาเมื่อเสียงล้อกระเป๋าหยุด เขาวางถังสีลงช้า ๆ เหมือนกลัวทำเสียงดังเกินไป
“กลับมาแล้วเหรอ” เขาถาม
“ถ้ากระเป๋านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา ก็น่าจะใช่ค่ะ”
เขาเดินลงมาสองขั้น แล้วหยุดเว้นระยะที่เคยคุ้น “รายงานสัปดาห์นี้ยังไม่ได้ส่ง”
“ฉันมาทวงด้วยตัวเอง”
“เข้มงวดเหมือนเดิม”
“คุณสูงขึ้นหรือบันไดเตี้ยลง”
“ผมซ่อมบันไดให้ไม่หลอกตาแล้ว”
เธอมองเขา หกเดือนทำให้ใบหน้าเขาคล้ำแดดขึ้น มีรอยยิ้มที่ไม่ต้องขออนุญาตตัวเองนานเท่าเดิม เธอยื่นมือออกไปก่อน ไม่ใช่กลางอากาศแบบลังเล แต่เป็นคำเชิญเล็ก ๆ ธามมองมือเธอ แล้วจับไว้ ฝ่ามือของเขาหยาบขึ้นจากงานไม้และตะปู เธอบีบเบา ๆ เหมือนตรวจว่าของจริง
คืนนั้นดาวคะนึงฉายหนังของชุมชนรอบพิเศษต้อนรับแพรไหม แสงจากเครื่องฉายพุ่งผ่านฝุ่นที่น้อยลงแต่ยังมีพอให้เห็นลำแสง เสียงคนดูเต็มสิบแปดที่นั่งและอีกหลายคนรอรอบถัดไป กลิ่นป๊อปคอร์นที่เด็ก ๆ ทดลองคั่วเองไหม้นิด ๆ ลอยทั่วโถง แพรไหมกับธามยืนในห้องฉายด้วยกัน เธอปรับโฟกัส เขาเช็กความร้อนเครื่อง เป้าหมายไม่ใช่การกอบกู้เพียงครั้งเดียวอีกต่อไป แต่คือการดูแลแสงนี้ให้มีพรุ่งนี้
“ภาพคมนะ” ธามพูด
“คนปรับเก่ง”
“คนดูแลเครื่องก็พอใช้”
“อย่าเพิ่งชมตัวเอง”
เขาหันมาหาเธอ แสงจากจอกระพริบบนตาเขา “แพร”
“คะ”
“ผมแก้ประโยคโรแมนติกฉบับร่างแรกแล้ว”
เธอกอดอก แต่ปลายนิ้วแตะสมุดตารางดูแลเครื่องที่ยังพกติดตัว “ส่งมาฟัง”
เขาเว้นจังหวะ เสียงเครื่องฉายหมุนเหมือนหัวใจของตึกเก่า “ผมไม่อยากให้คุณหยุดที่นี่ แต่ถ้าวันไหนคุณอยากกลับมา ผมอยากเป็นคนเปิดไฟไว้ ไม่ใช่เพื่อรั้งคุณ แต่เพื่อให้คุณเห็นว่ามีที่หนึ่งที่จำกลิ่นขิง จำเสียงหัวเราะตอนผมกินพริก และจำมือที่กดสวิตช์พร้อมกันได้”
แพรไหมมองเขานานพอให้ภาพบนจอเปลี่ยนฉากสองครั้ง เธอไม่ได้ตอบทันที แต่ยื่นมือไปหยิบผ้าเช็ดเลนส์จากกระเป๋าเขา แล้วพับมุมที่ยับให้เรียบ “ยังยาวไปนิด”
ธามกลั้นหายใจ
เธอวางผ้าคืนบนมือเขา ปลายนิ้วแตะฝ่ามืออย่างตั้งใจ “แต่ผ่านค่ะ”
เสียงปรบมือจากห้องดูหนังดังขึ้นในจังหวะที่ภาพตลาดเก่าบนจอมีเด็กชายติดพลาสเตอร์รูปดาวยืนข้างเด็กหญิงถือถุงลูกอม ภาพสั่นเพราะฟิล์มเก่า แต่ชัดพอให้ทั้งสองเห็น ธามมองจอแล้วหันมาหาแพรไหม เธอยิ้มทั้งที่ตาเปียกแสง เขาไม่ดึงเธอเข้าไปกอด ไม่ทำอะไรเร่งร้อน เพียงยื่นมือออกมาเหมือนครั้งริมคลอง คราวนี้เธอวางมือบนมือเขาโดยไม่ลังเล
หลังรอบสุดท้าย ตลาดค่อย ๆ เงียบ แสงไฟหน้าโรงหนังเหลือสีเหลืองอุ่นบนพื้นอิฐ กลิ่นฝนไกล ๆ ลอยมากับลม แต่หลังคาใหม่ไม่สั่นเหมือนก่อน แพรไหมกับธามนั่งบนขั้นบันไดหน้าโรงหนัง ไหล่ห่างกันเล็กน้อยพอให้ลมผ่าน มือวางใกล้กันพอให้ปลายนิ้วแตะเมื่อใครคนหนึ่งขยับ เสียงคลองไหลช้า ๆ เหมือนฟิล์มที่เดินต่อไป
“พรุ่งนี้มีอะไรต้องซ่อมไหม” เธอถาม
“มี”
“อะไร”
“ป้ายห้องน้ำหลวม ไฟทางออกฉุกเฉินต้องเปลี่ยนแบต แล้วก็…”
“ก็?”
เขามองดาวคะนึงบนป้ายเหนือหัว แสงสะท้อนในตาเขาเล็กเหมือนดาวจริง “ผมต้องฝึกพูดคำเล็ก ๆ ให้ชัดกว่าเดิม”
แพรไหมเอียงหน้ามองเขา “ลองสิคะ”
ธามหันมา ระยะห่างระหว่างสองคนมีเสียงกลางคืน กลิ่นดอกปีบ และเวลาหกเดือนที่ไม่ได้หายไปไหน เขาพูดช้า ๆ เหมือนวางฟิล์มลงบนเฟืองอย่างระวัง “อยู่กินข้าวต้มพรุ่งนี้ไหม”
แพรไหมหลุดหัวเราะ เสียงนั้นวิ่งไปชนประตูโรงหนังแล้วกลับมาอุ่นกว่าเดิม “นี่เล็กมาก”
“เริ่มจากครึ่งกล่องน็อต”
เธอมองมือเขาที่อยู่ข้างมือเธอ แล้วขยับนิ้วก้อยไปเกี่ยวไว้เบา ๆ “พรุ่งนี้ขอใส่ขิงเยอะ ๆ”
ธามเกี่ยวตอบอย่างระวัง “ครับ”
ไฟหน้าโรงหนังยังสว่างอยู่เหนือคนสองคนที่ไม่ต้องรีบไปถึงคำใหญ่ แพรไหมเอนหลังพิงประตูไม้ ธามนั่งข้าง ๆ ฟังเสียงเครื่องฉายที่ดับแล้วแต่ยังอุ่นอยู่ในตึก กลิ่นฝนไม่ได้น่ากลัวเหมือนคืนก่อน ๆ อีกต่อไป เมื่อหยดแรกตกลงบนกันสาดใหม่ เสียงมันดังนุ่มเหมือนใครเคาะบอกว่าพรุ่งนี้ยังมาได้ และใต้ป้ายดาวคะนึง มือสองมือยังเกี่ยวกันอยู่ในแสงสีทองที่ไม่ดับ