แสงที่ไม่ยอมหลุดโฟกัส
เสียงพัดลมเพดานในห้องชมรมถ่ายภาพครางเหมือนมันกำลังจะลาออกจากมหาวิทยาลัยก่อนนักศึกษาปีหนึ่งเสียอีก ตอนลินผลักประตูไม้ที่ติดป้ายกระดาษว่า “รับสมัครสมาชิกใหม่” เข้าไป ลมจากพัดลมก็ฟาดกองกระดาษคอนแทกต์ชีตบนโต๊ะกลางห้องกระจายขึ้นกลางอากาศราวกับฝูงนกสีดำขาวแตกตื่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ย!” ใครคนหนึ่งร้องจากใต้โต๊ะ
ลินยกมือสองข้างรับกระดาษที่ปลิวเข้าหน้า เธอมองเห็นแถบฟิล์มเล็กๆ เป็นรูปสนามกีฬา บันไดตึกเรียน เงารองเท้าผ้าใบ และรูปเด็กผู้ชายคนหนึ่งหลับตาอยู่หลังกล้อง เธอรีบกดกระดาษทั้งหมดแนบอก ก่อนที่แผ่นหนึ่งจะบินไปแตะถาดน้ำยาในมุมห้อง
เด็กผู้ชายใต้โต๊ะโผล่ขึ้นมา หัวชนขอบโต๊ะดังปัก เขาสบถเบาๆ แล้วคว้าผ้าขนหนูไปซับน้ำยาที่กระฉอกบนพื้น ผมสีดำยุ่งเพราะก้มอยู่นาน เสื้อช็อปชมรมสีเทาซีดเปื้อนคราบน้ำยาตรงปลายแขน ดวงตาของเขาไม่ได้มองเธอก่อน แต่มองกระดาษในอ้อมแขนเธอเหมือนมองลูกแมวที่เธอเพิ่งช่วยจากรถสิบล้อ
“อย่ากอดแน่น ฟิล์มเป็นรอยง่าย” เขาพูด
ลินคลายแขนทันที “ขอโทษค่ะ ประตูมัน—”
“ประตูไม่ได้เปิดตัวเอง”
เธอกลืนคำขอโทษที่สองลงคอ แล้วยื่นกระดาษให้ “งั้นคุณก็รับไปสิคะ ก่อนที่ลมห้องคุณจะฆ่ามัน”
เขาชะงักไปครึ่งวินาที มุมปากข้างหนึ่งเกือบขยับ แต่เขาก้มหน้ารับกระดาษไปเรียงบนโต๊ะ “ปีหนึ่ง?”
“ค่ะ”
“มาสมัคร?”
“มาดูเฉยๆ”
“คนมาดูเฉยๆ ไม่ค่อยเข้ามาช่วยเก็บคอนแทกต์ชีต”
“คนในห้องก็ไม่ค่อยปล่อยกระดาษบินเหมือนเลี้ยงนกเหมือนกันค่ะ”
คราวนี้เขาหัวเราะสั้นๆ ออกทางจมูก ลินเพิ่งเห็นว่าเขามีป้ายชื่อพลาสติกห้อยคอ เขียนด้วยลายมือเอียงๆ ว่า “คราม ปี 3” ใต้ชื่อมีสติกเกอร์รูปกล้องเก่าที่ลอกตรงมุม
จากหลังฉากผ้าม่านดำ เสียงผู้หญิงดังขึ้น “คราม ถ้าเถียงเด็กใหม่ตั้งแต่นาทีแรก ปีนี้ชมรมเราจะเหลือสมาชิกเท่าจำนวนถาดล้างรูปนะ”
ผู้หญิงผมสั้นโผล่ออกมา มือถือแก้วน้ำแข็งละลาย เธอยิ้มกว้างให้ลิน “สวัสดี เราจ๋า ปีสอง ไม่ต้องกลัวเขา หน้าดุเพราะนอนน้อย ไม่ได้เพราะฉลาดมาก”
“เราไม่ได้ดุ” ครามว่า
จ๋าหันไปมองพัดลม “พี่พัดลม พี่ว่าเขาดุไหม”
พัดลมตอบด้วยเสียงเอี๊ยดที่ยาวเป็นพิเศษ ลินหลุดหัวเราะ จ๋าชี้นิ้วเหมือนจับหลักฐานได้
“เห็นไหม สมาชิกใหม่หัวเราะแล้ว ถือว่าสมัครสำเร็จ”
“เดี๋ยวค่ะ เรายังไม่ได้—”
“ชื่ออะไร” ครามถาม เขาหยิบปากกาลูกลื่นที่หมึกใกล้หมดขึ้นมา
ลินมองใบสมัครบนโต๊ะ เธอมาที่นี่เพราะได้ยินว่าชมรมมีห้องมืดให้ใช้ฟรี ถ้าเป็นสมาชิก เธอมีฟิล์มสองม้วนในกระเป๋าผ้าและเงินในบัญชีที่ต้องคิดก่อนซื้อข้าวเย็นเพิ่มไข่ดาว เธอไม่ได้ตั้งใจรู้จักใคร ไม่ได้ตั้งใจให้ใครมาวุ่นวายกับรูปของเธอ
“ลินค่ะ” เธอตอบเบาๆ
ครามเขียนชื่อลงไป “ถ่ายอะไร”
“ตึก ทางเดิน เงา ของที่ไม่ขยับ”
“คนล่ะ”
เธอเลื่อนสายกระเป๋าบนไหล่ “ไม่ค่อยค่ะ”
ครามเงยหน้า ดวงตาเขานิ่งเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งหัวชนโต๊ะ “เพราะถ่ายยาก หรือเพราะไม่อยากมอง”
คำถามนั้นมาตรงเกินไป ลินจึงดึงปากกาจากมือเขาแล้วเซ็นชื่อเอง “เพราะคนชอบถามเยอะเหมือนคุณค่ะ”
จ๋าปรบมือหนึ่งที “โอเค ฉันชอบคนนี้”
ครามมองลายเซ็นเธอที่เอียงลงท้ายเหมือนคนลังเลจะหนี เขาไม่พูดอะไรต่อ เพียงหยิบกล้องฟิล์มตัวหนึ่งจากชั้นเหล็กมายื่นให้ “ประชุมสมาชิกใหม่บ่ายสาม พรุ่งนี้มีงานแรก ถ้าจะใช้ห้องมืด ต้องเข้ากิจกรรมอย่างน้อยหนึ่งโปรเจกต์”
“โปรเจกต์อะไรคะ”
“นิทรรศการเทศกาลมหาวิทยาลัย ชื่อชั่วคราวว่า ระยะโฟกัสของเรา”
จ๋าย่นจมูก “ชื่อเหมือนรายงานวิชาสังคม”
“งั้นเธอคิดใหม่”
“ฉันคิดแล้ว เสียงที่มองไม่เห็น”
ครามเงียบไป ลินเห็นเขาใช้นิ้วโป้งลูบขอบคอนแทกต์ชีตที่เธอเพิ่งช่วยเก็บอย่างไม่รู้ตัว ก่อนพยักหน้า “อันนั้นดีกว่า”
ลินรับกล้องมา น้ำหนักของมันกดลงบนฝ่ามือ เธอไม่ได้อยากเริ่มอะไรที่ต้องผูกกับคนอื่น แต่ในห้องเล็กที่มีกลิ่นน้ำยา กระดาษเปียก และเสียงพัดลมแก่ๆ เธอกลับรู้สึกเหมือนมีประตูอีกบานเปิดอยู่ตรงหน้า
บ่ายสามของวันถัดมา ห้องชมรมแน่นกว่าที่ลินคิด นักศึกษานั่งบนเก้าอี้พับ บนพื้น และขอบหน้าต่าง ริว เลขาชมรมปีสามที่ใส่แว่นกรอบใสแจกกระดาษกำหนดการด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังแจกข้อสอบปลายภาค ส่วนตง นักกีฬาวิ่งที่ขาใส่ผ้ารัดหัวเข่า นั่งพิงตู้เหล็กพร้อมกล้องดิจิทัลตัวเล็ก เขาหมุนฝาปิดเลนส์เล่นจนริวหันไปจ้อง
“ถ้าฝาหาย นายซื้อใหม่เอง” ริวพูด
ตงยิ้ม “ถ้าฉันซื้อใหม่ เธอจะเลิกทำหน้าผู้คุมไหม”
“ไม่ เพราะนั่นไม่ใช่ปัญหาทางอุปกรณ์ แต่เป็นปัญหาทางบุคลิกภาพของนาย”
เสียงหัวเราะลอยทั่วห้อง ครามยืนอยู่หน้ากระดานไวต์บอร์ด เขาเขียนคำว่า “เสียงที่มองไม่เห็น” ไว้ตรงกลาง แล้วขีดเส้นใต้สองครั้ง
“เทศกาลมหาวิทยาลัยจะเปิดพื้นที่ให้ชมรมเราหนึ่งผนังในอาคารศิลปะ” เขาพูด “ถ้านิทรรศการมีคนเข้าชมพอ เราจะได้งบทำห้องมืดต่อ ไม่อย่างนั้นปีหน้าอุปกรณ์บางส่วนจะถูกย้ายไปห้องสื่อรวม”
“แปลว่าถ้าเราห่วย ห้องมืดตาย” จ๋าสรุป
“แปลว่าเราต้องไม่ห่วย” ริวแก้
ครามแจกโจทย์ “ทุกคนถ่ายภาพสิ่งที่มีเสียงในมหาวิทยาลัย แต่เสียงนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงดัง อาจเป็นเสียงรองเท้า เสียงหายใจ เสียงคนรอ เสียงที่ไม่มีใครฟัง เราจะทำงานเป็นคู่”
ลินก้มมองกระดาษที่มีช่องชื่อคู่ เธอภาวนาให้ได้คู่กับคนที่ไม่ถามมาก แต่ริวเดินมาวางปากกาลงตรงหน้าแล้วบอกว่า “ลินคู่ครามนะ สมาชิกใหม่ทุกคนต้องมีพี่คุมงานหนึ่งคน”
ลินเงยหน้า “เปลี่ยนได้ไหมคะ”
ครามซึ่งยืนห่างไปสองก้าวได้ยินเต็มๆ เขาเลิกคิ้ว “ได้ ถ้าเธอหาเหตุผลที่ดีกว่า ‘เขาพูดมาก’”
“เขาพูดตรงเกินไป”
จ๋าทำเสียงโอ้ “เหตุผลมีน้ำหนัก”
ครามมองลินนิ่งๆ “ฉันไม่บังคับ แต่ถ้าเธออยากใช้ห้องมืด ฉันเป็นคนถือกุญแจ”
“ขู่?”
“แจ้งข้อมูล”
ลินเม้มปาก เธอหยิบปากกาเขียนชื่อเขาลงช่องคู่ ตัวอักษร ค ร า ม เรียงตัวแคบๆ เหมือนเธอไม่อยากให้มันกินพื้นที่มากเกินไป
เช้าวันเสาร์ ทั้งคู่เริ่มเดินถ่ายรอบมหาวิทยาลัย ลินเลือกถ่ายม้านั่งว่างใต้ต้นประดู่ เงาลวดตาข่ายบนพื้นสนาม และแก้วน้ำพลาสติกที่มีหยดน้ำเกาะอยู่หน้าห้องซ้อมดนตรี ครามเดินตามอยู่เงียบๆ บางครั้งเขาก้มจดอะไรในสมุดเล่มเล็ก ปกสมุดมีเทปสีติดเป็นแถบๆ แต่ละแถบถูกเขียนตัวหนังสือด้วยปากกาดำ เช่น “น้ำเงินเข้ม” “เขียวใบตอง” “แดงอิฐ”
“คุณจดสีทำไม” ลินถาม
เขาปิดสมุด “กันลืม”
“สีต้องกันลืมด้วยเหรอ”
“บางคนลืมแม้กระทั่งปิดฝาเลนส์” เขาพยักพเยิดไปที่ตงซึ่งถ่ายรูปสนามอยู่ไกลๆ
ลินไม่ถามต่อ เธอยกกล้องขึ้นเล็งทางเดินยาวหน้าอาคารเรียน พอมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินเข้ากรอบ เธอลดกล้องลง รอจนพวกเขาผ่านไป แล้วจึงถ่ายทางเดินเปล่า
ครามยืนข้างเธอ “เมื่อกี้กรอบดีกว่า”
“ตอนมีคน?”
“อืม”
“ฉันตั้งใจถ่ายทางเดิน”
“ทางเดินมีไว้ให้คนเดิน ถ้าไม่มีคน มันเป็นแค่เส้นนำสายตา”
ลินหันไปมองเขา “แล้วถ้าคนไม่อยากอยู่ในรูป?”
“ก็ถาม”
“ง่ายจังนะคะ”
“ไม่ง่าย แต่ต้องทำ”
เธอเก็บกล้องใส่กระเป๋าแรงกว่าที่ตั้งใจ “คุณชอบทำเหมือนทุกอย่างมีคู่มือ”
ครามไม่เถียง เขาก้มมองกล้องของตัวเอง “เพราะถ้าไม่มีคู่มือ ฉันพังของคนอื่นได้ง่าย”
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การประชด ลินจึงนิ่งไป เสียงล้อสเกตบอร์ดจากลานด้านหน้าไถผ่านความเงียบ นักศึกษาคนหนึ่งหัวเราะดังเมื่อเกือบล้ม ครามยกกล้องถ่ายจังหวะที่เพื่อนของคนนั้นยื่นมือไปดึงไว้ ไม่ใช่ภาพสวยเรียบร้อย แต่ลินเห็นบางอย่างในเสี้ยววินาทีนั้น มือหนึ่งเกือบหลุด มือหนึ่งไม่ปล่อย
เขาลดกล้องลง “เธอถ่ายสิ่งที่ไม่ขยับเก่งนะ”
“นั่นชม?”
“ครึ่งหนึ่ง”
“อีกครึ่ง?”
“ลองถ่ายสิ่งที่ขยับ แล้วไม่หนีมัน”
ลินอยากเถียง แต่เด็กสเกตบอร์ดคนนั้นเดินกะเผลกมานั่งตรงบันได เขาหัวเราะขณะเพื่อนปัดฝุ่นจากเข่าให้ ลินยกกล้องขึ้นช้าๆ แล้วชะงัก
“ถามเขา” ครามพูดเบาๆ
ลินเดินไปสองก้าว หยุด หันกลับมา “คุณไปถามได้ไหม”
“รูปเธอ”
เธอสูดหายใจ “ขอโทษนะ ขอถ่ายรูปได้ไหม ไม่เห็นหน้าชัดก็ได้ ถ้าไม่โอเคเราลบ เอ่อ…ถ่ายฟิล์ม ลบไม่ได้ แต่ไม่ใช้ก็ได้”
เด็กสเกตบอร์ดมองเธอ แล้วหัวเราะ “ถ่ายเลยพี่ แต่ขอให้ขาผมดูเท่หน่อย”
เพื่อนเขาพูดแทรก “ยากนะ ขามันสั้น”
ลินหัวเราะออกมา เธอย่อตัวลง เลือกกรอบที่เห็นมือเปื้อนฝุ่นกับหัวเข่ามีรอยถลอกเล็กๆ เธอกดชัตเตอร์หนึ่งครั้ง เสียงคลิกเบามาก แต่สำหรับเธอมันดังพอให้ใจเต้นผิดจังหวะ
ในห้องมืดเย็นวันนั้น ไฟแดงทำให้ทุกอย่างเหมือนอยู่ใต้ผิวของผลไม้สุก ครามสอนลินม้วนฟิล์มเข้ารอกสแตนเลสในถุงดำ เธอทำหลุดสองครั้ง เขาไม่ได้ดุ เพียงยื่นถุงกลับมา
“ใจเย็น นิ้วเธอรีบกว่าฟิล์ม”
“ฟิล์มมันดื้อ”
“มันไม่ดื้อ มันแค่ไม่ยอมงอผิดทาง”
“ฟังเหมือนคุณพูดถึงตัวเอง”
ครามเงียบไปนิด ก่อนตอบ “อาจใช่”
ลินก้มหน้าอยู่ในถุงดำ มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดกับสัมผัสของพลาสติกบางๆ นิ้วเธอค่อยๆ คลำขอบฟิล์ม หาร่อง ม้วนเข้าไปทีละนิด เสียงครามนับเวลาอยู่ข้างๆ ต่ำและสม่ำเสมอจนเธอเริ่มตามจังหวะนั้นได้
“ได้แล้ว” เธอพูด เหงื่อซึมตรงไรผม
“ดี”
“พูดยาวกว่านี้ก็ได้ค่ะ”
“ดีมาก”
เธอหัวเราะในถุงดำ “ขอบคุณสำหรับความพยายาม”
เมื่อภาพจากฟิล์มชุดแรกปรากฏบนแผ่นคอนแทกต์ ลินก้มดูรูปเด็กสเกตบอร์ด รอยฝุ่นบนมือเขาคมกว่าที่เธอคิด แต่ภาพหนึ่งที่เธอไม่ได้ตั้งใจถ่ายติดครามอยู่ริมกรอบ เขายืนห่างออกไป มือซ้ายจับสายกล้อง มือขวาถือสมุดสี ดวงหน้าไม่ชัดเพราะหลุดโฟกัส แต่ท่าทางเหมือนคนคอยระวังไม่ให้ใครล้ม
“รูปนี้เสีย” ครามชี้
“ยังไม่ได้ถามเลยว่าฉันคิดยังไง”
“โฟกัสผิด”
“บางทีสิ่งผิดอาจดูจริงกว่า”
เขาหันมามองเธอ ใต้ไฟแดง ดวงตาเขาไม่ดุเท่าวันแรก “เธอเริ่มเถียงเก่งขึ้น”
“คุณสอนเอง”
ริวเปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดกระดาษเปียก “ถ้าจะจีบกันในห้องมืด ช่วยอย่าให้กระดาษฉันติดฝุ่น”
“ไม่ได้จีบ” ครามตอบเร็ว
ลินก้มหน้าจัดฟิล์ม “ไม่มีใครถามคุณคนเดียวค่ะ”
จ๋าซึ่งตามเข้ามาทีหลังส่งเสียง “โอ๊ย ประโยคนี้ต้องติดผนังชมรม”
วันต่อๆ มา โปรเจกต์ “เสียงที่มองไม่เห็น” เริ่มมีรูปร่าง จ๋าถ่ายหลังเวทีการแสดงของคณะศิลปกรรม เธออยากทำแฟ้มภาพเพื่อสมัครเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายในคณะละครชุมชน ตงถ่ายสนามกีฬาตอนเช้าตรู่ เพราะช่วงนี้เขาวิ่งแข่งไม่ได้และต้องเรียนรู้ว่าตัวเองยังรักสนามอยู่ไหมเมื่อไม่ได้ยืนบนลู่ ริวถ่ายโต๊ะอ่านหนังสือในห้องสมุดที่มีรอยขีดเขียนเล็กๆ เธอบอกว่าอยากทำซีนแจกฟรีก่อนเรียนจบ ไม่ใช่เพื่อคะแนน แต่เพราะเธอเก็บเรื่องของคนอื่นไว้คนเดียวมานานพอแล้ว
ลินกับครามได้รับหน้าที่ทำชุดภาพคนที่ทำให้มหาวิทยาลัยขยับแต่ไม่ค่อยอยู่ในภาพประชาสัมพันธ์ พวกเขาเริ่มจากพี่ดาว แม่บ้านอาคารศิลปะที่ฮัมเพลงเวลาถูพื้น
“ถ่ายตอนพี่ร้องเพลงได้ไหมคะ” ลินถาม เธอถือกล้องต่ำ ไม่ยกขึ้นจนกว่าพี่ดาวจะตอบ
พี่ดาวหัวเราะจนผ้าถูพื้นแกว่ง “ร้องไม่เพราะนะลูก”
“หนูไม่ได้ถ่ายเสียงเพราะค่ะ หนูอยากถ่ายตอนพื้นยังเปียก แล้วเงาไฟมันเหมือนโน้ตเพลง”
ครามที่ยืนอยู่ข้างหลังมองเธอแวบหนึ่ง ลินทำเป็นไม่เห็น แต่ใบหูเธอร้อนขึ้น
พี่ดาวพยักหน้า “ถ้าถ่ายแล้วพี่ดูไม่เหนื่อยเกินไปก็เอา”
“ถ้าพี่ไม่ชอบ หนูไม่ใช้ค่ะ”
ลินย่อตัวลง เลือกมุมที่เห็นรองเท้ายางสีฟ้า มือจับด้ามไม้ถูพื้น และเงาใบหน้าพี่ดาวในพื้นเปียก เธอกดชัตเตอร์ตอนพี่ดาวฮัมท่อนหนึ่งขึ้นจมูก เสียงนั้นเบาแต่สั่นบนพื้นเหมือนแสง
เมื่อพวกเขาเดินออกจากอาคาร ครามยื่นนมถั่วเหลืองไม่หวานให้เธอจากตู้กดน้ำอัตโนมัติ
ลินรับมาอย่างงงๆ “รู้ได้ไงว่าฉันกินไม่หวาน”
“วันประชุม เธอซื้อแล้วทำหน้าขมตอนจ๋ายื่นชานมให้ชิม”
“คุณสังเกตทุกคนแบบนี้เหรอ”
“ไม่ทุกคน” เขาตอบ แล้วก้มลงปรับสายกล้อง
ลินหมุนกล่องนมในมือ นิ้วเธอวนตรงมุมกระดาษ “ขอบคุณ”
“อืม”
“คำว่าอืมของคุณมีหลายแบบไหม”
“มี”
“อันนี้แบบไหน”
ครามเดินต่อไปช้าๆ “แบบที่ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว”
ลินเดินข้างเขา เว้นระยะเท่าเดิม แต่ระยะเดิมไม่รู้ทำไมถึงดูใกล้กว่าเก่า
บ่ายหนึ่งในสัปดาห์นั้น ลินกลับไปห้องชมรมเพื่อเอาฟิล์มที่ลืมไว้ เธอเห็นครามนั่งคนเดียวหน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีภาพพี่ดาวเปิดอยู่ เขาถือบัตรสีเทียบกับหน้าจอ แล้วขีดบางอย่างลงในสมุดแถบสี
“แดงอิฐกับเขียวเข้มต่างกันแค่ไหน” เขาถามโดยไม่หันมา คงคิดว่าเป็นริว
ลินหยุดอยู่ข้างประตู “สำหรับรูปนี้?”
ครามหันกลับทันที มือเขาปิดสมุดแต่ช้าไป ลินเห็นตารางที่เขาเขียนไว้เป็นแถวๆ สีของป้ายคณะ สีของใบไม้ สีเสื้อคนในภาพ ทุกสีมีคำอธิบายละเอียดเหมือนแผนที่
“ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจแอบดู” เธอพูด
เขาปิดหน้าจอ “ไม่เป็นไร”
แต่เสียงเขาบอกว่าเป็น
ลินวางฟิล์มลงบนโต๊ะ “คุณมองสีไม่เหมือนคนอื่นเหรอ”
ครามนิ่งไปนาน เสียงพัดลมเก่าหมุนผ่านเหนือหัว เขาหยิบผ้าเช็ดเลนส์มาพับซ้ำๆ ทั้งที่มันเรียบร้อยอยู่แล้ว
“แดงกับเขียวบางเฉด” เขาตอบ “ไม่ถึงกับมองไม่ได้ แค่ไว้ใจตัวเองไม่ได้”
“เลยจด”
“เลยจด”
“มีใครในชมรมรู้ไหม”
“ริวรู้ เพราะเขาจับได้ตอนฉันแก้ไฟล์ใบไม้ให้เป็นสีเหมือนสาหร่ายตากแห้ง”
ลินหลุดยิ้ม แต่พอเห็นเขาไม่ยิ้ม เธอก็เก็บสีหน้า “แล้วทำไมไม่บอกคนอื่น”
“คนถือกุญแจห้องมืดควรดูเหมือนรู้ว่าตัวเองทำอะไร”
“ดูเหมือน กับรู้จริง ไม่เหมือนกันนะ”
ครามมองเธอ เขาดูเหนื่อยขึ้นมาในแสงบ่าย “เธอจะบอกไหม”
“ถ้าคุณไม่อยากให้บอก ก็ไม่บอก”
“ทำไม”
“เพราะมันเป็นเรื่องของคุณ”
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย นิ้วหยุดพับผ้า “ขอบใจ”
ลินเดินไปข้างโต๊ะ หยิบเมาส์เปิดหน้าจออีกครั้ง “แต่ถ้าคุณถาม ฉันช่วยดูสีรูปพี่ดาวได้”
“ไม่ต้องก็ได้”
“นี่ถามหรือปฏิเสธแบบกลัวเสียฟอร์ม”
ครามถอนหายใจ เขาถอยเก้าอี้ให้ครึ่งหนึ่ง “ช่วยดูหน่อย เสื้อพี่ดาวในรูปจริงเป็นสีฟ้าใช่ไหม”
“ฟ้าอมเขียวค่ะ แต่รูปนี้คุณดึงเขียวเยอะไป มันเริ่มเหมือนพี่เขาใส่เสื้อพยาบาลในละครโรงเรียน”
เขาหัวเราะเบาๆ “เปรียบเทียบโหด”
“จริงใจ”
พวกเขานั่งดูสีด้วยกันจนแสงนอกหน้าต่างเปลี่ยนจากขาวเป็นทอง ลินบอกเขาทีละจุด ครามจดโดยไม่ทำหน้าเหมือนถูกลดทอน เขาถามซ้ำเมื่อไม่แน่ใจ เธอเห็นความพยายามเล็กๆ ในการวางบางส่วนของตัวเองลงบนโต๊ะให้คนอื่นช่วยถือ
ตอนริวเปิดประตูเข้ามา เธอหยุดตรงธรณีประตู “โอ้ มีคนได้รับอนุญาตให้นั่งเก้าอี้จักรพรรดิ”
ครามลุกเร็วเกินไปจนเก้าอี้ครูดพื้น ลินเกือบหัวเราะ แต่เธอกลั้นไว้
ริวมองทั้งคู่สลับกัน “ไม่ต้องทำตัวเหมือนฉันจับได้ว่าขโมยโปรเจกเตอร์ ฉันแค่มาเอาสายต่อ”
ครามยื่นสายต่อให้ผิดเส้น ริวรับไปแล้วถอนหายใจ “อันนี้สายเครื่องปริ้นต์”
ลินหยิบสายที่ถูกต้องส่งให้ “อันนี้ค่ะ”
ริวรับไป ยิ้มมุมปาก “ดี ชมรมเรามีคนดูสีเพิ่มแล้ว”
วันติดตั้งงานทดลองใกล้เข้ามา ผนังในห้องชมรมเต็มไปด้วยภาพพิมพ์ขนาดเล็ก ลินติดรูปพี่ดาวไว้ข้างรูปตงถ่ายรองเท้าวิ่งของตัวเองวางนิ่งบนลู่ตอนฟ้าสาง เธอเขียนคำบรรยายด้วยดินสอหลายรอบแล้วลบ จนกระดาษเป็นขุย
“เสียงพื้นเปียกก่อนแปดโมงเช้า” ครามอ่านจากร่างแรก “ดีนะ”
“มันธรรมดาไป”
“เสียงธรรมดาบางเสียงไม่มีใครตั้งใจฟัง”
ลินหันไปมองเขา “คุณชอบประโยคแบบนี้แต่ทำเป็นพูดน้อยใช่ไหม”
“ประหยัดพลังงาน”
“ขี้เกียจ”
“ก็ได้”
เธอหัวเราะ แล้วเงียบเมื่อครามเอื้อมมือมาดึงเศษเทปกาวที่ติดอยู่บนแขนเสื้อเธอ เขาทำเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ นิ้วเขาแตะแค่เสี้ยววินาที แต่ลินได้ยินเสียงเทปหลุดดังชัดกว่าคนอื่นคุยกันทั้งห้อง
จ๋าเดินผ่านพร้อมกองผ้า “โอ๊ย เทปกาวก็โรแมนติกได้เหรอ โลกไม่ยุติธรรม”
ลินโยนยางลบใส่ จ๋าหลบทันแล้วแลบลิ้น
คืนนั้น พวกเขาอยู่ในห้องมืดเพื่ออัดรูปพี่ดาวเป็นภาพใหญ่ ภาพค่อยๆ ปรากฏบนกระดาษในถาดน้ำยา เงาใบหน้าพี่ดาวบนพื้นเปียกขึ้นมาก่อน ตามด้วยรองเท้ายาง มือ และเส้นแสงจากหลอดไฟ ลินยืนกลั้นหายใจจนลืมกะพริบตา
“รูปนี้มีเสียง” ครามพูด
เธอหันไป “จริงเหรอ”
“อืม แบบที่รู้จะพูดอะไร”
ลินยิ้มโดยไม่รู้ตัว ครามมองรอยยิ้มนั้นเพียงแวบเดียวแล้วหันกลับไปจับเวลา เธอเห็นปลายนิ้วเขาเคาะขอบถาดเบาๆ เหมือนกำลังนับจังหวะเพลงของพี่ดาว
ประตูห้องมืดเปิดแง้ม จ๋าโผล่หน้าเข้ามา “ฉันเอาข้าวกล่องมาให้ พวกแกสองคนยังมีระบบย่อยอาหารใช่ไหม”
“ห้ามเปิดไฟขาว!” ครามกับลินพูดพร้อมกัน
จ๋าชะงัก แล้วค่อยๆ ปิดประตู “โอเค พลังคู่หูเริ่มน่ากลัว”
คำว่าคู่หูค้างอยู่ในอากาศ ลินใช้คีมคีบกระดาษขึ้นจากถาด น้ำยาหยดลงเป็นจังหวะ ครามยื่นราวหนีบให้โดยไม่ต้องให้เธอขอ การทำงานของพวกเขาเริ่มมีช่องว่างที่พอดีกัน เขาถอยเมื่อเธอต้องการพื้นที่ เธอแตะข้อศอกเขาเมื่อสีบนจอเพี้ยน เขาจำได้ว่าเธอไม่กินหวาน เธอจำได้ว่าเขาจะเงียบเกินไปเวลาขอความช่วยเหลือไม่เป็น
บ่ายวันพิจารณาผลงาน อาจารย์ที่ปรึกษาเดินดูภาพบนผนังพร้อมคณะกรรมการเทศกาล นักศึกษาชมรมยืนเรียงกันเหมือนรอผลสอบ ครามยืนข้างลิน มือเขาจับสายกล้องแน่นจนข้อนิ้วขาว
อาจารย์หยุดหน้ารูปพี่ดาว “ใครถ่าย”
ลินยกมือช้าๆ “หนูค่ะ”
“ขออนุญาตเจ้าตัวแล้ว?”
“ขอค่ะ หนูจะเอาภาพพิมพ์ไปให้พี่เขาดูก่อนวันติดตั้งจริง ถ้าพี่เขาไม่โอเค หนูมีภาพสำรอง”
อาจารย์พยักหน้า “ดี ภาพนี้เป็นหัวใจของผนังได้”
เสียงตงกระซิบ “หัวใจเลยเว้ย”
ริวเหยียบเท้าเขาเบาๆ เพื่อให้เงียบ
คณะกรรมการเลือกชุดภาพของลินกับครามเป็นแกนหลักของนิทรรศการ และเสนอให้ส่งเข้าคัดเลือกทุนเยาวชนสารคดีภาพถ่ายซึ่งจะคัดทีมไปเวิร์กช็อปริมทะเลแปดสัปดาห์ในช่วงปิดเทอมสั้น ข่าวนั้นทำให้ห้องชมรมแตกเป็นเสียงเฮ จ๋ากอดลินจนฟิล์มในกระเป๋าเกือบหัก ตงตะโกนว่าจะทำโปสเตอร์ให้ทั้งที่ไม่มีใครขอ ริวเปิดตารางงานทันทีราวกับความดีใจต้องมีไฟล์แนบ
ลินยืนอยู่กลางเสียงเหล่านั้น เธอมองคราม เขากำลังยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นเหมือนถูกอะไรบางอย่างดึงไว้จากด้านหลัง
“คุณอยากไปไหม” เธอถามเมื่อคนอื่นแยกไปวัดผนัง
ครามมองรูปบนผนัง “เวิร์กช็อปนั้นดีมาก”
“ไม่ได้ถามว่ามันดีไหม ถามว่าคุณอยากไปไหม”
เขานิ่ง “อยาก”
“งั้นก็ส่ง”
“ถ้าผ่าน มันเริ่มสัปดาห์เดียวกับติดตั้งงานจริง”
“เราช่วยกันได้”
“เธอพูดเหมือนง่ายอีกแล้ว”
ลินเลิกคิ้ว “คุณขโมยประโยคฉัน”
ครามยิ้มนิดหนึ่ง แล้วสายตาหลบไปที่พื้น “ฉันเคยทำงานทีมพัง เพราะคิดว่าแก้คนเดียวทัน”
“งานอะไร”
“ปีหนึ่ง ฉันรับหน้าที่ส่งไฟล์ประกวดของชมรม เพื่อนทั้งทีมทำกันเป็นเดือน ฉันเห็นสีเพี้ยนตอนคืนสุดท้าย เลยแก้คนเดียว ไม่ถามใคร ไฟล์เสีย ส่งไม่ทัน เพื่อนคนหนึ่งต้องใช้ผลงานนั้นยื่นทุน เขาไม่ได้ยื่น”
ลินฟังจนจบ เสียงในห้องยังดัง แต่พื้นที่ระหว่างเธอกับเขาเงียบลง
“เขาโกรธคุณไหม”
“ควรโกรธ”
“ฉันถามว่าเขาโกรธไหม”
ครามส่ายหน้า “เขาบอกว่าไม่เป็นไร แล้วเลิกเข้าชมรม”
ลินไม่รู้จะปลอบอย่างไร เธอจึงยื่นกล่องนมถั่วเหลืองที่ยังไม่เปิดให้เขา “เอาไป ถือไว้ก็ได้ คุณดูเหมือนต้องถืออะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ความผิด”
ครามรับไป มองกล่องนมเหมือนมันเป็นคำตอบยากๆ “ลิน”
“คะ”
“ถ้าส่งทุน เราจะส่งเป็นทีม”
“แน่นอน”
“ฉันจะไม่ตัดสินใจคนเดียว”
เธอพยักหน้า “จำประโยคนี้ไว้ดีๆ นะคะ รุ่นพี่”
เขามองเธอ เหมือนอยากพูดอะไรอีก แต่ริวเรียกให้ไปประชุมงบพิมพ์ภาพ เสียงนั้นตัดจังหวะพอดี ลินกลับไปวัดขนาดเฟรมโดยมีความอุ่นบางอย่างติดอยู่ในอก
ความอุ่นนั้นอยู่ได้สามวัน
เย็นวันอังคาร ลินกลับมาชมรมพร้อมภาพพิมพ์ที่พี่ดาวเซ็นยินยอมให้ใช้ เธอได้ยินเสียงครามคุยกับอาจารย์ในห้องคอม ประตูเปิดแง้ม หน้าจอโปรเจกเตอร์ฉายหน้าเว็บไซต์สมัครทุน มีชื่อผู้ส่ง “นภทีป์ กิตติคราม” ซึ่งเป็นชื่อจริงของครามอยู่บรรทัดบนสุด ใต้หัวข้อผลงานเขียนว่า “เสียงพื้นเปียกก่อนแปดโมงเช้า — ภาพถ่ายโดย ลินลดา ร่วมเรียบเรียงชุดภาพโดย นภทีป์”
ลินไม่ได้โกรธทันที เธอเพียงอ่านซ้ำหลายรอบเหมือนตัวอักษรอาจเปลี่ยนถ้าเธอกะพริบตา
อาจารย์พูด “ระบบมันให้ใส่หัวหน้าทีมคนเดียว เธอแน่ใจว่าอีกคนรับทราบแล้วนะ”
ครามตอบเสียงต่ำ “ครับ ผมจะบอกเขาเย็นนี้”
คำว่า “จะบอก” กระแทกเบากว่าคำโกหก แต่เจ็บกว่า เพราะเมื่อวานเขาบอกว่าจะไม่ตัดสินใจคนเดียว
ลินถอยหลัง เท้าชนกล่องกระดาษดังครืด ครามหันมา สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที
“ลิน”
เธอวางซองเอกสารบนโต๊ะหน้าห้อง “พี่ดาวเซ็นแล้วค่ะ”
“ฟังก่อน”
“ระบบให้ใส่หัวหน้าคนเดียว หนูได้ยินแล้ว”
อาจารย์มองทั้งคู่ แล้วปิดโปรเจกเตอร์ “คราม คุยกันให้เรียบร้อยก่อนกดส่ง”
ลินหยิบกระเป๋า “ไม่ต้องค่ะ กดส่งก็ได้ ชื่อฉันอยู่ในคำบรรยายแล้วนี่”
ครามเดินตามเธอออกมาที่ระเบียง “ฉันยังไม่ได้ส่ง”
“แต่กรอกแล้ว”
“เดดไลน์เที่ยงคืน ฉันแค่เตรียมข้อมูลไว้”
“โดยไม่ถามฉัน”
เขาเงียบ ลินหัวเราะสั้นๆ แต่เสียงนั้นไม่เหมือนหัวเราะ “คุณบอกเองว่าจะไม่ตัดสินใจคนเดียว”
“ฉันไม่ได้จะตัดสินใจแทน ฉันแค่—”
“แค่ทำก่อน แล้วค่อยบอก”
ครามเม้มปาก “ใช่ ฉันทำผิด”
คำยอมรับมาถูกต้อง แต่ไม่ได้ทำให้เธอหายเจ็บ ลินจับสายกระเป๋าแน่น “รูปพวกนี้ไม่ใช่แค่ไฟล์นะ พี่ดาวไว้ใจฉัน เด็กสเกตไว้ใจฉัน ฉันเองก็…ฉันก็พยายามไว้ใจคุณ”
“ฉันใส่เครดิตเธอครบ ไม่ได้จะเอางานเธอไป”
“ประเด็นไม่ใช่เครดิตอย่างเดียว”
“ฉันรู้”
“ไม่ คุณรู้หลังจากทำไปแล้ว”
ความเงียบตกลงระหว่างพวกเขา นักศึกษาสองคนเดินผ่านระเบียง คุยเรื่องรายงานเสียงดัง แล้วค่อยๆ หายไปที่บันได ครามยืนตรงหน้าเธอ มือทั้งสองว่างเปล่าเหมือนไม่รู้จะวางตรงไหน
“ตอน ม.ปลาย ฉันเคยถ่ายรูปเพื่อนในห้องตอนเขาร้องไห้หลังแข่งโต้วาทีแพ้” ลินพูดช้าๆ เธอไม่ได้ตั้งใจเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังตรงระเบียงที่มีคนเดินผ่าน แต่คำมันไหลออกมาเอง “ฉันคิดว่ารูปมันจริงมาก ครูเอาไปลงเพจโรงเรียนโดยไม่ถามเขา คนแชร์เต็มเลย บางคนชมว่าซึ้ง แต่เขาไม่มาโรงเรียนสามวัน เขาไม่ได้ด่าฉันสักคำ แค่ไม่มองหน้าฉันอีก”
ครามไม่ขยับ
“ตั้งแต่นั้นฉันไม่ถ่ายหน้าคน ไม่ใช่เพราะถ่ายยาก แต่เพราะฉันกลัวว่าความจริงของคนอื่นจะกลายเป็นของโชว์ในมือฉัน”
“ลิน…”
“ฉันบอกคุณเรื่องพี่ดาวทุกครั้ง ขออนุญาตทุกครั้ง เพราะฉันไม่อยากทำผิดแบบเดิม แล้วคุณก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันอาจพาคนอื่นมาเสี่ยงอีก”
ครามก้าวเข้ามาครึ่งก้าว แล้วหยุดเอง “ฉันขอโทษ”
“ฉันได้ยินค่ะ”
“ต้องให้ฉันทำยังไง”
ลินมองเขา ดวงตาเขาไม่ดุแล้ว มีแต่ความตื่นตระหนกที่พยายามแต่งตัวเป็นความนิ่ง “ไม่รู้ค่ะ นั่นแย่ที่สุด ฉันไม่รู้”
เธอเดินลงบันได ไม่หันกลับไป เสียงครามไม่ได้ตามมา มีแค่เสียงรองเท้าของเธอกระทบขั้นบันไดทีละขั้น ดังเกินไปในเย็นวันนั้น
คืนเดียวกัน ลินนั่งในห้องพักนักศึกษาของเธอ เปิดกล่องฟิล์มบนโต๊ะ จ๋าส่งข้อความมาสามสิบกว่าบรรทัด ส่วนใหญ่เป็นคำว่า “อยู่ไหม” “ให้ด่าไหม” “ให้กอดไหม” และ “ถ้าไม่ตอบ ฉันจะไปเคาะห้องแบบสุภาพก่อน แล้วค่อยไม่สุภาพ”
ลินพิมพ์ตอบว่า “ยังไม่อยากพูด”
จ๋าตอบทันที “โอเค งั้นกินข้าว ฉันวางไว้หน้าห้อง ถ้าไม่กิน ฉันจะผิดหวังในระบบย่อยอาหารของเธอ”
ลินเปิดประตู เห็นถุงข้าวกล่องกับนมถั่วเหลืองไม่หวานสองกล่องวางอยู่ หนึ่งกล่องมีโพสต์อิทลายมือจ๋าเขียนว่า “อันนี้ของฉันที่ซื้อตามเธอแล้วไม่อร่อยเลย เอาไปเถอะ”
ลินนั่งกินข้าวช้าๆ รสชาติไม่ชัด แต่ท้องอุ่นขึ้น เธอหยิบเอกสารยินยอมของพี่ดาวขึ้นมาดู ลายเซ็นพี่ดาวเอียงน่ารักตรงมุมกระดาษ เธอคิดถึงคำที่ตัวเองพูดกับคราม เรื่องความจริงของคนอื่น เธอคิดถึงภาพที่ปรากฏในถาดน้ำยา และคิดถึงกล่องนมที่เขาเคยยื่นให้โดยไม่พูดอะไรมาก
เช้าวันถัดมา ลินไปอาคารศิลปะก่อนเรียน เธอไม่ได้เข้าชมรม แต่ไปหาพี่ดาว พี่ดาวกำลังเช็ดกระจกหน้าห้องแสดงงาน
“พี่ดาว หนูขอถามอีกครั้งนะคะ ถ้ารูปพี่ถูกส่งประกวดด้วย พี่โอเคไหม”
พี่ดาววางผ้า “ทำไมหน้าตาเหมือนไม่ได้นอน”
“คำถามยากกว่าเดิมอีกค่ะ”
“หนูตอบพี่ก่อน มีอะไรไม่สบายใจไหม”
ลินเล่าเท่าที่จำเป็น ไม่เอ่ยชื่อครามมากเกินไป ไม่ทำให้เขากลายเป็นคนร้ายง่ายๆ พี่ดาวฟังจนจบ แล้วพยักหน้า
“พี่โอเคกับรูปนะ เพราะหนูมาถามพี่ตรงๆ แต่พี่จะโอเคกว่า ถ้าคนทำงานด้วยกันถามกันตรงๆ ด้วย”
ลินก้มหน้า “ค่ะ”
“ลูกเอ๊ย กล้องมันไม่ได้ขโมยอะไร ถ้าคนถือกล้องรู้จักคืนอะไรบางอย่างให้คนในภาพ”
“คืนอะไรคะ”
“สิทธิ์ที่จะบอกว่าเอาหรือไม่เอาไง”
คำตอบนั้นอยู่กับลินทั้งวัน ในคลาสบ่าย เธอจดเลกเชอร์ผิดบรรทัดสามครั้ง เธอไม่เข้าชมรมตอนเย็น แต่ส่งข้อความถึงริว ขอไฟล์รายชื่อผู้ให้ความยินยอมทั้งหมด ริวส่งมาโดยไม่ถามมาก พร้อมประโยคสั้นๆ ว่า “ถ้าต้องการคนช่วยจัดเอกสาร ฉันว่างหลังหนึ่งทุ่ม”
ลินตอบ “ขอบคุณ”
ริวตอบ “ฉันไม่ได้ทำเพื่อความรัก ฉันทำเพื่อไม่ให้นิทรรศการพัง แต่ถ้ามีความรักเกี่ยวข้องก็กรุณาอย่าพังงาน”
ลินอ่านแล้วหัวเราะครั้งแรกในวันนั้น
สองวันต่อมา ครามส่งข้อความมาหาเธอครั้งแรกตั้งแต่ระเบียง “ฉันยังไม่ได้ส่งทุน ฉันเขียนอีเมลถามระบบว่าเพิ่มหัวหน้าร่วมได้ไหม ถ้าไม่ได้ ฉันจะไม่ส่งจนกว่าเธอจะโอเค”
ลินมองหน้าจออยู่นาน ก่อนพิมพ์ “ฉันกำลังเช็กความยินยอมของทุกคน”
เขาตอบ “ขอบคุณที่ยังทำ”
เธอพิมพ์แล้วลบหลายครั้ง สุดท้ายส่งไปว่า “ฉันทำเพราะรับปากคนในภาพไว้”
คำตอบจากเขามาช้ากว่าปกติ “ฉันรู้”
คืนก่อนวันติดตั้ง ลินกลับเข้าห้องชมรมเป็นครั้งแรก กลิ่นน้ำยาและกระดาษยังเหมือนเดิม แต่เก้าอี้ที่เธอเคยนั่งข้างครามถูกเลื่อนชิดโต๊ะอีกฝั่ง เธอไม่รู้ใครเลื่อน หรือเขาตั้งใจเว้นที่ไว้
ครามอยู่หน้าคอมกับริว จ๋านอนเหยียดยาวบนพื้นตัดป้ายชื่อภาพ ตงยืนใช้ไม้บรรทัดวัดระยะเฟรมโดยทำหน้าจริงจังผิดธรรมชาติ
จ๋าเห็นลินแล้วลุกพรวด “โอเค ทุกคนทำตัวปกติ อย่าหันพร้อมกันเหมือนละครเวที”
ตงที่หันไปแล้วค่อยๆ หันกลับ “ช้าไปไหม”
ริวถอนหายใจ “มาก”
ครามลุกขึ้น “ลิน”
ห้องเงียบโดยไม่ได้นัดหมาย ลินวางแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ “แบบยินยอมครบค่ะ มีสามคนขอให้ใช้เฉพาะนิทรรศการ ไม่ส่งประกวด ฉันทำเครื่องหมายไว้แล้ว”
ครามรับแฟ้มด้วยสองมือ “ขอบคุณ”
“เรื่องทุน ถ้าส่ง ต้องตัดรูปสามรูปนั้นออก”
“อืม”
“แล้วต้องใส่ชื่อทีมเท่ากัน ถ้าระบบใส่หัวหน้าเดียว ก็เขียนในคำอธิบายหน้าแรกให้ชัดว่าเป็นงานร่วม ไม่ใช่หมายเหตุท้ายๆ”
“ฉันแก้ไว้แล้ว ยังไม่กดส่ง”
ลินพยักหน้า “ดีค่ะ”
จ๋ากระซิบกับตงดังพอให้ทั้งห้องได้ยิน “นี่คือการคืนดีแบบประชุมคณะกรรมการเหรอ”
ตงกระซิบกลับ “โรแมนติกสายเอกสาร”
ริวโยนเทปกาวใส่ทั้งคู่คนละม้วน
ลินเกือบยิ้ม แต่เธอยังไม่พร้อมให้ครามเห็นรอยยิ้มนั้น เขาเองก็ไม่พยายามเร่งอะไร เพียงเปิดไฟล์ให้เธอดูทีละหน้า ชี้จุดที่แก้เครดิต ชี้รายชื่อที่ตัดออกจากชุดประกวด และหยุดตรงปุ่มส่ง
“เธอเป็นคนกดได้ไหม” เขาถาม
ลินมองปุ่มเล็กๆ บนหน้าจอ “ทำไม”
“เพราะฉันเริ่มคนเดียวไปแล้ว อยากให้จบด้วยการที่เธอตัดสินใจด้วย”
เธอไม่แตะเมาส์ทันที “นี่ไม่ใช่การชดเชยทั้งหมดนะ”
“ฉันรู้”
“ฉันยังไม่หายโกรธทั้งหมด”
“ฉันก็ยังไม่ให้อภัยตัวเองทั้งหมด แต่กำลังพยายามไม่ใช้ความรู้สึกนั้นเป็นข้ออ้างให้ทำอะไรพังอีก”
ลินหันไปมองเขา ครามสบตาเธอ ไม่หลบ ไม่เร่ง ไม่ทำเหมือนคำขอโทษคือใบเสร็จที่จ่ายแล้วจบ เธอวางนิ้วบนเมาส์
“ส่งในฐานะทีม” เธอพูด
“ในฐานะทีม” เขาย้ำ
เธอกดส่ง เสียงคลิกเบาเหมือนชัตเตอร์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เธอได้ยิน
วันติดตั้งจริงเริ่มตั้งแต่เช้ามืด อาคารศิลปะยังไม่เปิดไฟครบ ทีมชมรมลากกล่องเฟรมจากรถเข็นผ่านทางเดิน ลินถือแฟ้มเอกสาร ริวถือเช็กลิสต์ยาวเท่าแขน จ๋าคาบเทปกาวไว้ในปากเพราะมือเต็มไปด้วยผ้าดำ ตงเข็นบันไดอลูมิเนียมแล้วชนขอบประตูเบาๆ สามครั้ง
“นายเป็นนักกีฬาใช่ไหม” ริวถาม
“นักวิ่ง ไม่ใช่นักเข็นบันได”
ครามยืนหน้าผนังหลัก จัดเรียงภาพตามแผน ลินยืนห่างออกมาดูภาพรวม พวกเขาคุยกันเท่าที่จำเป็น แต่คำเท่าที่จำเป็นนั้นเริ่มนิ่มลงทีละนิด
“รูปพี่ดาวสูงอีกสองเซนฯ” ลินบอก
ครามขยับ “เท่านี้?”
“อีกนิด…หยุด”
“ตรง?”
“ตรง”
ตงยืนบนบันไดติดไฟส่องภาพ “ไฟนี้สีออกเขียวไหม”
ครามเงยหน้า เขานิ่งไปเพียงครู่เดียว ลินเห็นนิ้วเขาขยับเหมือนจะหยิบสมุดสี แต่กระเป๋าเขาอยู่บนพื้น
“ลิน ช่วยดูสีไฟให้หน่อย” เขาพูดต่อหน้าทุกคน
ไม่ใช่เสียงดัง แต่ชัดพอให้ริวหยุดเขียน จ๋าหยุดตัดเทป ตงมองลงมาจากบันได
ลินเดินไปยืนข้างเขา “เขียวไปนิดค่ะ ลดฟิลเตอร์แผ่นนี้ออก”
ครามพยักหน้า “ตง เอาแผ่นฟิลเตอร์เบอร์สองออก”
ตงทำตาม แล้วถามด้วยน้ำเสียงปกติ “ครามดูไม่ออกเหรอ”
ครามจับสายกล้องแน่นเพียงวินาทีเดียว “บางเฉด ฉันดูไม่ชัวร์”
ตงพยักหน้า “อ๋อ งั้นต่อไปถามเลยนะ ฉันดูสีได้ แต่ดูเส้นตรงไม่ค่อยได้”
ริวพูด “อันนั้นทุกคนรู้”
จ๋ายกมือ “ฉันดูสีได้ ดูเส้นตรงได้ แต่ดูผู้ชายนิสัยดีไม่ค่อยออก ใครช่วยได้บ้าง”
เสียงหัวเราะคลายปมที่ค้างอยู่ในอากาศ ครามหันมามองลินแวบหนึ่ง ดวงตาเขาขอบคุณโดยไม่ต้องใช้คำ เธอพยักหน้าเล็กๆ แล้วกลับไปปรับป้ายชื่อภาพ
ปัญหาใหญ่เกิดตอนบ่าย ไฟล์รูปสองภาพที่ส่งพิมพ์รอบสุดท้ายมีสีเพี้ยนอย่างเห็นได้ชัด พื้นเปียกในรูปพี่ดาวออกเขียวเหมือนบ่อน้ำ และเสื้อของพี่ดาวผิดไปไกล ครามยืนถือภาพนั้นนิ่ง ใบหน้าซีดลง
“ฉันแก้ไฟล์รอบสุดท้ายเมื่อคืน” เขาพูด “คิดว่าแค่เพิ่มคอนทราสต์”
ริวดูนาฬิกา “ร้านพิมพ์ในมหาวิทยาลัยปิดห้าโมง ตอนนี้สามโมงสิบ ถ้าจะแก้ ต้องไปเดี๋ยวนี้”
จ๋าหันไปหาลิน “เอาไง”
ทุกสายตามาที่เธอ ไม่ใช่เพราะเธอต้องรับผิดชอบคนเดียว แต่เพราะรูปนั้นเป็นรูปของเธอ ลินมองคราม เขาไม่ได้แก้ตัว ไม่บอกว่าจอหลอก ไม่บอกว่าเหนื่อย เขาพูดช้าๆ
“ฉันพลาดอีกแล้ว”
ลินสูดหายใจ เธอรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์โกรธ และยังโกรธอยู่บางส่วน แต่ภาพพี่ดาวอยู่ตรงหน้า งานของทั้งทีมอยู่ตรงหน้า เธอไม่อยากให้ความกลัวผิดซ้ำของเขา หรือความกลัวไว้ใจผิดของเธอ เป็นคนตัดสินแทน
“คราม เปิดไฟล์ต้นฉบับ” เธอพูด “ริว โทรถามร้านพิมพ์ว่าถ้าเราส่งไฟล์ในยี่สิบนาที เขาทันไหม จ๋า ไปเอาภาพพี่ดาวต้นฉบับจากแฟ้มเผื่อเทียบสี ตง นายวิ่งได้ไหม”
ตงมองเข่าตัวเอง “หมอบอกห้ามวิ่งเร็ว”
“งั้นเดินเร็วแบบไม่ทำให้หมอด่า”
“รับทราบ”
ครามยังยืนนิ่ง ลินแตะโต๊ะข้างคีย์บอร์ด “คุณนั่ง ฉันดูสี คุณปรับตามที่ฉันบอก และถ้าไม่แน่ใจ คุณถามก่อนกดเซฟ”
เขานั่งลงทันที “ครับ”
คำว่า “ครับ” หลุดออกมาอย่างจริงจังจนจ๋าที่กำลังวิ่งไปหยิบแฟ้มหันมาทำตาโต แต่ไม่มีใครแซว เวลาบีบทุกคนเข้าหางาน ลินยืนข้างคราม บอกสีทีละจุด เขาปรับช้าๆ ถามซ้ำทุกครั้งที่ไม่แน่ใจ ริวคุยโทรศัพท์เสียงเฉียบ จ๋ากลับมาพร้อมรูปต้นฉบับ ตงรับแฟลชไดรฟ์แล้วออกไปพร้อมคำสั่งเดินเร็วอย่างมีวินัย
ยี่สิบเจ็ดนาทีผ่านไป ตงส่งรูปจากร้านพิมพ์มาในแชตกลุ่ม “สีโอเคไหม” ลินซูมดูบนมือถือ พื้นเปียกกลับมาเป็นสีเทาอมทอง เงาพี่ดาวชัดและอุ่นเหมือนคืนที่ภาพโผล่ในถาดน้ำยา
“โอเค” เธอพิมพ์
ครามที่นั่งข้างๆ ปล่อยลมหายใจยาว เขาวางมือบนโต๊ะ นิ้วสั่นนิดๆ ลินเห็น แต่ไม่พูดให้เขาอาย เธอเพียงเลื่อนกล่องนมถั่วเหลืองไม่หวานที่เธอซื้อมาเมื่อเช้าไปตรงหน้าเขา
ครามมองกล่องนม แล้วมองเธอ “นี่คือแบบไหน”
“แบบที่ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว” เธอตอบ
มุมปากเขาขยับ คราวนี้เป็นรอยยิ้มจริงๆ ไม่ถูกดึงจากด้านหลัง
นิทรรศการเปิดตอนหกโมงเย็น ไฟในอาคารศิลปะถูกหรี่ลง เหลือแสงส่องภาพเป็นเกาะเล็กๆ คนเริ่มเดินเข้ามา พี่ดาวมาพร้อมเพื่อนแม่บ้านอีกสองคน เธอยืนหน้ารูปตัวเองนานมาก มือจับสายกระเป๋าผ้าไว้แน่น
“พี่ดูเหมือนนักร้องไหม” พี่ดาวถาม
ลินยืนข้างเธอ “เหมือนคนที่ทำให้พื้นมีเพลงค่ะ”
พี่ดาวยิ้มจนตาหยี “ปากหวานนะเรา”
“นมหนูกินไม่หวานค่ะ ต้องหวานทางอื่นบ้าง”
พี่ดาวหัวเราะ แล้วขอถ่ายรูปคู่กับภาพตัวเอง ลินยกมือถือให้ แต่พี่ดาวโบกมือเรียกคราม
“พ่อหนุ่ม มาถ่ายให้หน่อย มือหนูสั่น”
ครามรับมือถือ เขาหันมามองลินเหมือนถามว่าได้ไหม ลินพยักหน้า เขาจัดกรอบให้พี่ดาวยืนข้างเงาของตัวเองในภาพ กดถ่ายสองครั้ง แล้วส่งมือถือคืน
“สวย” พี่ดาวบอก “ทั้งรูป ทั้งคนถ่าย ทั้งคนทำงานด้วยกัน”
ลินก้มหน้าหัวเราะ ครามแกล้งดูสายกล้องตัวเอง ทั้งที่สายไม่ได้พันกัน
ตลอดค่ำ ผู้ชมเขียนข้อความบนกระดาษโน้ตติดผนัง “ไม่เคยสังเกตเสียงแม่บ้านเลย” “รูปสนามตอนเช้าทำให้คิดถึงการเริ่มใหม่” “อยากรู้ว่าใครนั่งโต๊ะห้องสมุดตัวนั้น” ริวยืนอ่านทุกใบโดยทำหน้าเหมือนไม่อิน แต่เธอเก็บกระดาษที่หลุดลงพื้นอย่างเบามือ จ๋าพาเพื่อนจากคณะมาดูรูปหลังเวทีและอธิบายกระโปรงที่เธอเย็บเองจนลืมหายใจ ตงยืนหน้ารูปรองเท้าวิ่งของตัวเองกับรุ่นน้องในทีม เขาหัวเราะเมื่อรุ่นน้องถามว่าเมื่อไหร่จะกลับไปซ้อม
“เมื่อเข่าฉันกับสมองฉันตกลงกันได้” ตงตอบ
ครามกับลินเดินสวนกันหลายครั้ง บางครั้งเขายื่นเทปให้เธอ บางครั้งเธอชี้ให้เขาดูไฟที่สว่างเกินไป พวกเขาไม่ได้คุยเรื่องระเบียง ไม่ได้คุยเรื่องทุน แต่บางอย่างระหว่างพวกเขาไม่ได้หลบอยู่หลังความไม่พูดอีกแล้ว
ใกล้ปิดงาน อีเมลผลคัดเลือกรอบแรกของทุนเข้ามาในมือถือคราม เขายืนอ่านอยู่หน้าทางออก ลินเห็นสีหน้าเขาก่อนเห็นข้อความ
“ผ่านเหรอ” เธอถาม
เขายื่นมือถือให้เธออ่าน ทีมของพวกเขาผ่านรอบแรก และถูกเชิญสัมภาษณ์ในเช้าวันถัดไป ถ้าผ่านรอบสุดท้าย ต้องไปเวิร์กช็อปริมทะเลแปดสัปดาห์ เริ่มสัปดาห์หน้า
“ยินดีด้วย” ลินพูด
“ยินดีด้วยเหมือนกัน”
เธอส่ายหน้า “ยังแปลกๆ เวลาได้ยินว่าเป็นของฉันด้วย”
“เป็นของเธอด้วยตั้งแต่แรก”
เขาพูดโดยไม่หลบตา ลินจึงรับคำนี้ไว้เงียบๆ
พวกเขาเดินออกไปที่ระเบียงอาคารศิลปะ ลมเย็นพัดกลิ่นสีจากป้ายงานและกลิ่นหญ้าจากสนามไกลๆ ไฟมหาวิทยาลัยเป็นจุดสีเหลืองเรียงตามทางเดิน ครามวางแขนบนราวระเบียง เว้นที่ให้เธอยืนข้างๆ ไม่ใกล้เกินไป
“ถ้าผ่านรอบสุดท้าย คุณจะไปไหม” ลินถาม
“อยากไป”
“ดี”
“แต่กลัว”
“เรื่องสี?”
“เรื่องต้องยอมให้คนอื่นรู้ว่าฉันไม่เห็นทุกอย่างชัด เรื่องไปไกลจากที่ที่ฉันคุมได้ เรื่องกลับมาแล้วชมรมอาจไม่ต้องมีฉันก็ได้”
ลินมองไฟสะท้อนบนกระจกอาคารตรงข้าม “ชมรมต้องมีคนหลายแบบค่ะ ไม่ใช่คนเดียวถือกุญแจตลอด”
“เธอล่ะ ถ้าผ่าน เธอจะไปไหม”
เธอเงียบไป เวิร์กช็อปริมทะเลแปดสัปดาห์หมายถึงการขอแม่เลื่อนกลับบ้านช่วงปิดเทอม หมายถึงต้องบอกแม่ว่าเธออยากทำสารคดีภาพถ่ายจริงจัง ไม่ใช่แค่งานอดิเรกที่ทำหลังเรียนเสร็จ หมายถึงต้องถ่ายคนอีกมาก และขออนุญาตอีกมาก หมายถึงความกลัวจะเดินตามเธอไปด้วย
“อยากไป” เธอตอบ “แต่กลัวเหมือนกัน”
ครามพยักหน้า “งั้นเรากลัวแบบมีเอกสารยินยอมครบ”
ลินหลุดหัวเราะ “มุกคุณพัฒนาช้ามาก”
“แต่พัฒนา”
“ก็จริง”
ความเงียบวางตัวนุ่มกว่าครั้งก่อนๆ ครามหยิบกล้องฟิล์มของตัวเองขึ้นมา แต่ไม่ได้ยกถ่าย เขาหันกล้องในมือไปมา
“ฉันไม่ชอบถูกถ่ายรูป” เขาพูด
“รู้ค่ะ คุณหลบทุกครั้ง”
“เพราะเวลามีรูป ฉันจะเห็นว่าตัวเองกำลังพยายามดูมั่นใจแค่ไหน”
ลินหันไปมองเขา ใต้ไฟระเบียง เธอเห็นรอยคล้ำใต้ตา รอยน้ำยาจางๆ ตรงข้อมือ และความไม่สมบูรณ์แบบที่เขาเคยพยายามจัดวางให้พ้นกรอบ
“ไม่ต้องมั่นใจก็ได้” เธอพูด “แค่อยู่เฉยๆ”
ครามส่งกล้องของเขาให้เธอ “หนึ่งรูป”
ลินรับมา หัวใจเธอเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล เธอยกกล้องขึ้นช้าๆ “ถ้าไม่ชอบ ฉันไม่ใช้”
“อืม”
“แบบไหน”
เขามองเธอผ่านเลนส์ “แบบที่ไว้ใจ”
ลินกดชัตเตอร์ เสียงคลิกเล็กๆ ลอยออกไปในคืนมหาวิทยาลัย ครามไม่ได้หลับตา ไม่หลบ ไม่ยิ้มมาก เขาเพียงมองกลับมาเหมือนยอมให้เธอเห็นเขาในระยะที่พอดี
การสัมภาษณ์ทุนในเช้าวันถัดไปจัดในห้องประชุมเล็กของคณะศิลปะ ลินกับครามนั่งหน้าคณะกรรมการสามคน ริวรออยู่หน้าห้องพร้อมแฟ้มสำรอง จ๋าส่งข้อความให้กำลังใจเป็นรูปแมวทำหน้าจริงจัง ตงส่งว่า “หายใจ อย่าลืม”
กรรมการถามเรื่องแนวคิด เรื่องจริยธรรมการถ่ายภาพ เรื่องการทำงานเป็นทีม ลินตอบเรื่องการขออนุญาตคนในภาพด้วยเสียงที่สั่นตอนแรก แต่แน่นขึ้นเมื่อพูดถึงพี่ดาว ครามตอบเรื่องข้อจำกัดของตัวเองในการมองสี เขาบอกว่าข้อจำกัดนั้นทำให้เขาต้องสร้างระบบตรวจสอบและเรียนรู้การขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่ซ่อนมันไว้จนงานพัง
กรรมการคนหนึ่งถาม “ถ้าทั้งคู่เห็นไม่ตรงกันระหว่างถ่ายทำ จะตัดสินใจอย่างไร”
ครามหันมามองลิน “ถามคนในภาพก่อนครับ”
ลินมองเขา แล้วเสริม “แล้วถามกันเองก่อนกดส่งค่ะ”
กรรมการยิ้มบางๆ “ดูเหมือนคำตอบนี้มีประวัติ”
ลินกับครามพูดพร้อมกัน “มีค่ะ/ครับ”
ออกจากห้องสัมภาษณ์ จ๋าวิ่งมาดัก “เป็นไง”
ลินยกนิ้วโป้งแบบไม่แน่ใจ ตงปรบมืออยู่ดี ริวถามทันทีว่าเขาขอเอกสารเพิ่มไหม เมื่อรู้ว่าไม่ขอ เธอถอนหายใจเหมือนรอดชีวิตจากสงครามกระดาษ
ผลประกาศตอนเย็น ทีมของลินและครามได้รับเลือก
ไม่มีใครกรี๊ดก่อนจ๋า เธอกรี๊ดจนเจ้าหน้าที่อาคารเดินมามอง ตงอุ้มบันไดที่ยังวางอยู่ข้างผนังขึ้นลงเหมือนถ้วยรางวัล ริวบอกทุกคนให้เงียบเพราะยังมีผู้ชมงาน แต่ตาเธอแดงเล็กน้อย ลินยืนมองอีเมลบนมือถือ ครามยืนข้างเธอ ไหล่ทั้งสองเกือบแตะกัน
“เราต้องไปจริงๆ” เธอพูด
“อืม”
“แบบไหน”
“แบบที่กลัวมาก แต่ไปอยู่ดี”
ลินพยักหน้า เธอไม่รู้ว่าอนาคตริมทะเลแปดสัปดาห์จะเปลี่ยนอะไร ไม่รู้ว่าแม่จะเข้าใจทันทีไหม ไม่รู้ว่าเธอจะถ่ายคนแปลกหน้าได้ดีแค่ไหน ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ค่อยๆ โตระหว่างเธอกับครามควรถูกเรียกชื่อเมื่อไหร่ แต่เธอรู้ว่ามันไม่ได้เกิดจากโชคชะตา ไม่ได้ตกลงมาทับตั้งแต่แรกเห็น มันเกิดจากคำถามยากๆ กล่องนมไม่หวาน ภาพในถาดน้ำยา คำขอโทษที่ไม่จบแค่คำพูด และการกดส่งในฐานะทีม
คืนสุดท้ายของนิทรรศการ ผู้ชมบางลงแล้ว ลินช่วยครามเก็บกระดาษโน้ตจากผนัง เขาหยิบใบหนึ่งขึ้นมาอ่านแล้วยื่นให้เธอ ข้อความเขียนว่า “ขอบคุณที่ทำให้เห็นคนที่เราเดินผ่านทุกวัน”
ลินพับกระดาษใบนั้นอย่างระวัง “ฉันจะเอาไปให้พี่ดาวดู”
“ดี”
เธอมองเขา “คราม”
“หืม”
“เวลาฉันถ่ายรูปใคร ฉันต้องอยากรู้ว่าเขามองอะไรอยู่ ไม่งั้นรูปจะเหมือนฉันแค่ขโมยเขามา”
เขาฟังเงียบๆ
ลินหมุนกระดาษโน้ตในมือ “พักนี้ ฉันอยากรู้บ่อยมากว่าคุณมองอะไร”
ครามไม่ตอบทันที เสียงคนเก็บเก้าอี้ดังไกลๆ เขาก้มมองมือของตัวเอง แล้ววางกระดาษโน้ตอีกใบลงในกล่องช้าๆ
“ฉันมองเธอบ่อยเหมือนกัน” เขาพูด “แต่พยายามไม่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกถ่ายโดยไม่ขอ”
ลินหัวเราะเบาๆ ปลายจมูกเธอร้อนขึ้น “งั้นตอนนี้ขอหรือยัง”
ครามหันมาทั้งตัว “ขอมองได้ไหม”
คำถามตรงไปตรงมาจนน่าขำ และน่าจำ ลินพยักหน้า “ได้ค่ะ แต่ถ้าทำหน้าดุ ฉันจะคิดค่าปรับ”
เขายิ้ม ไม่มาก แต่พอดี “แล้วถ้าฉันอยากจับมือ”
ลินมองมือเขาที่วางอยู่ข้างกล่องกระดาษ มือที่เคยจับสายกล้องแน่น มือที่เคยพลาด มือที่เรียนรู้จะหยุดก่อนกดส่ง เธอยื่นมือไปวางข้างๆ ไม่แตะทันที
“ขอแล้วรอคำตอบด้วยนะคะ”
“ครับ”
เธอเลื่อนนิ้วไปแตะหลังมือเขาเบาๆ “ได้”
ครามจับมือเธออย่างระมัดระวัง เหมือนถือกระดาษอัดรูปที่ยังเปียก ลินไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในฉากโรแมนติกใหญ่โต เธอรู้สึกเหมือนเสียงพัดลมเก่าในห้องชมรม เสียงน้ำยาหยดจากกระดาษ เสียงคลิกของชัตเตอร์ ทุกเสียงเล็กๆ ที่สะสมมานาน กำลังบอกว่าบางอย่างเริ่มขึ้นโดยไม่ต้องรีบตั้งชื่อ
เช้าวันเดินทางไปเวิร์กช็อป รถตู้ของโครงการจอดหน้าอาคารศิลปะ กระเป๋าเป้ กล้อง ขาตั้ง และกล่องฟิล์มวางรวมกันเป็นกองเล็กๆ ลินมาถึงพร้อมแม่ แม่ของเธอสวมหมวกปีกกว้างและถือถุงผลไม้แห้งเต็มมือ สีหน้าแม่ยังมีคำถามอีกหลายข้อ แต่เมื่อคืนแม่อ่านแฟ้มผลงานของเธอทีละหน้า และพูดเพียงว่า “ถ้าจะถ่ายคนอื่นให้ดี ก็อย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีด้วย”
ครามมาถึงพร้อมริว จ๋า และตงที่อ้างว่ามาส่งเพราะอยากดูรถตู้ แต่ถือถุงขนมใหญ่กว่ากระเป๋าใคร
จ๋ากอดลินแน่น “ถ้าเจอทะเลสวย ถ่ายมาให้ฉันดู ถ้าเจอคนหล่อ นั่นก็ถ่ายมาให้ดูด้วย แต่ขออนุญาตเขาก่อน”
ริวยื่นแฟ้มพลาสติกให้คราม “เช็กลิสต์อุปกรณ์ สำเนาเอกสารยินยอม แบบฟอร์มรายวัน และตารางเวลาที่ฉันทำให้ ทั้งที่ไม่มีใครขอ”
ครามรับมา “ขอบคุณ”
ตงตบบ่าเขา “อย่าลืมหัดให้คนอื่นช่วย ก่อนจะทำหน้าพระเอกแบกโลก”
“ฉันไม่ใช่พระเอก”
จ๋าชี้มาที่ลิน “ให้เจ้าของเรื่องตัดสิน”
ลินยกกล้องขึ้นบังหน้า “ไม่ให้สัมภาษณ์ค่ะ”
แม่ของลินมองกลุ่มเพื่อนแล้วอมยิ้ม เธอหันไปหาคราม “ฝากดูเรื่องกินข้าวของลินด้วยนะ เขาชอบทำงานจนลืม”
ครามยกมือไหว้ “ครับ แต่ลินก็ดูเรื่องสีของผมเหมือนกันครับ”
แม่เลิกคิ้ว ลินรีบพูด “เดี๋ยวหนูเล่าในรถค่ะ”
เสียงเจ้าหน้าที่เรียกขึ้นรถ ลินสะพายกระเป๋า หันไปมองอาคารศิลปะ ผนังนิทรรศการข้างในกำลังถูกรื้อออกในวันนี้ แต่เธอไม่ได้รู้สึกว่ามันจบลง รูปพี่ดาวจะกลับไปอยู่ในกรอบเล็กๆ ที่อาคารศิลปะ รูปสนามของตงจะติดในห้องชมรม ซีนของริวจะถูกวางให้หยิบฟรี จ๋าจะเอารูปหลังเวทีไปยื่นสมัครตามฝันของเธอ และห้องมืดจะยังมีกลิ่นน้ำยาให้เด็กใหม่ปีหน้าบ่น
ครามเดินมาหยุดข้างเธอ “พร้อมไหม”
“ไม่ทั้งหมด”
“เหมือนกัน”
ลินหยิบกล้องฟิล์มขึ้นมา “ขอถ่ายรูปคุณก่อนขึ้นรถได้ไหม”
ครามยืนนิ่ง เขาไม่หลบกล้องอีกแล้ว “ได้”
“ไม่ต้องทำหน้ามั่นใจนะ”
“งั้นทำหน้าอะไร”
“ทำหน้าเหมือนคนกำลังไป ทั้งที่ยังกลัว”
เขาหัวเราะเบาๆ และมองตรงมา ลินกดชัตเตอร์ ภาพนั้นเก็บแสงเช้าบนใบหน้าเขา สายกล้องบนไหล่ รอยยิ้มที่ยังไม่เต็มแต่ไม่ซ่อน และรถตู้สีขาวพร่าอยู่ด้านหลัง
ครามยื่นมือมา “ขึ้นรถกัน”
ลินจับมือเขา คราวนี้ไม่ต้องลังเลนาน จ๋าส่งเสียงโห่เบาๆ ริวบอกให้ประหยัดพลังงานก่อนเดินทาง ตงตะโกนให้ส่งรูปทะเลมาเยอะๆ แม่ของลินโบกมือโดยพยายามไม่ทำตาแดง
ก่อนขึ้นรถ ลินหยิบกล้องใช้แล้วทิ้งสองตัวจากกระเป๋า ตัวหนึ่งติดเทปเขียนว่า “ระหว่างทางของลิน” อีกตัวเขียนว่า “ระหว่างทางของคราม” เธอแขวนตัวหนึ่งไว้กับกระเป๋าเขา และเก็บอีกตัวไว้กับตัวเอง
“กติกา” เธอพูด “ถ่ายสิ่งที่อยากเล่าให้อีกคนฟัง แต่ยังไม่ต้องรีบส่งให้ดู”
ครามมองกล้องเล็กๆ ที่ห้อยกับกระเป๋า “แล้วเมื่อไหร่ค่อยดู”
“ตอนกลับมาเข้าห้องมืด”
“ถ้ารูปเสียล่ะ”
ลินยิ้ม “บางทีสิ่งผิดอาจดูจริงกว่า จำได้ไหม”
เขาพยักหน้า “จำได้”
รถตู้เคลื่อนออกจากหน้าอาคารศิลปะ ลินนั่งริมหน้าต่าง ครามนั่งข้างทางเดิน ระหว่างพวกเขามีกระเป๋ากล้องหนึ่งใบวางคั่น แต่สายกล้องใช้แล้วทิ้งของเขาแกว่งมาแตะเข่าเธอเบาๆ ทุกครั้งที่รถเลี้ยว ลินมองออกไปเห็นชมรมถ่ายภาพเล็กลงเรื่อยๆ พัดลมแก่ๆ คงยังครางอยู่ในห้องนั้น กระดาษคอนแทกต์ชีตคงถูกหนีบแน่นขึ้นแล้ว และบนโต๊ะคงมีพื้นที่ว่างสำหรับภาพที่ยังไม่ปรากฏ
ครามหันมาถาม “ลิน”
“คะ”
“ทะเลตอนเช้า สีอะไร”
เธอมองแสงที่ไหลบนกระจกหน้าต่าง ยังไม่เห็นทะเล แต่เห็นทางที่กำลังพาไป “ไว้ถึงแล้วจะบอก”
เขาพยักหน้า เอนหลังพิงเบาะ มือของเขาวางอยู่บนกระเป๋ากล้อง ไม่ได้เอื้อมมาหาเธอ แต่ลินเลื่อนมือไปแตะนิ้วเขาใต้เงากระเป๋า ครามหันมามองนิดหนึ่ง แล้วสอดนิ้วเข้ากับเธอเงียบๆ
ไม่มีใครในรถสังเกตเห็น หรือถ้าเห็นก็ไม่มีใครแซว เสียงเครื่องยนต์พาเช้าใหม่ยาวออกไปข้างหน้า ลินหลับตาเพียงครู่ ไม่ใช่เพื่อฝัน แต่เพื่อฟัง เสียงล้อบนถนน เสียงฟิล์มในกล้องกระทบกันเบาๆ เสียงหายใจของคนข้างๆ ที่ยังกลัวแต่ไม่ถอย และเสียงเล็กมากของหัวใจเธอที่ค่อยๆ เข้าระยะโฟกัสโดยไม่ต้องรีบกดชัตเตอร์