รอยแผลแห่งภูผาหนาว
เสียงฝีเท้ากระทบหิมะดังเบาราวกับลมหายใจ กฤษณ์หายใจถี่เมื่อย่างก้าวเข้าสู่เขตหมู่บ้านบนนั้น ท่ามกลางปุยขาวเยือกเย็นและขุนเขาที่ล้อมรอบ บ้านไม้หลังเล็กกระจัดกระจายรายรอบโบสถ์กลางหมู่บ้าน เสียงกระดิ่งวัวจากไกลๆ สะท้อนบนผืนน้ำแข็งใส
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูบ้านชำรุดบานหนึ่งค่อยๆ เปิดออก พลอย หญิงสาวผมดำยาว สวมเสื้อขนสัตว์เก่าแก่มองเขาอย่างลังเล “จะไปไหนแต่เช้า” เสียงเธอสั่นไหวราวกับรู้ว่ากฤษณ์ไม่ใช่คนท้องถิ่นแท้จริง
กฤษณ์หลบตา “แค่จะออกไปสูดอากาศ” เขาไม่กล้ามองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ยากจะตอบว่ากลัวอะไรมากกว่ากัน ระหว่างความทรงจำกับความเยือกเย็นที่กัดกระดูกตรงหน้า
เสียงล้อเลื่อนลากผ่านหน้าโบสถ์ ผู้ใหญ่จันทร์กับลูกชายกำลังเก็บฟืน ชายชราหันมาทางกฤษณ์ “อากาศเริ่มน่าห่วง นายไปคนเดียวไม่ดี เดี๋ยวคืนนี้พายุเข้า”
เขาฝืนยิ้ม “อยู่แถวๆ บ้านครับ” ในใจกลับวูบวาบว่ากำแพงน้ำแข็งหนาแน่นอาจไม่ต่างจากกำแพงระหว่างเขากับที่นี่
ค่ำคืนเย็นยะเยือก ควันไฟลอยจากปล่อง กระท่อมแต่ละหลังต่างเร่งก่อไฟ กลิ่นไม้เปียกโชยมาทางหน้าต่าง กฤษณ์นั่งริมเตาผิงจ้องเปลวไฟ ระหว่างลมหนาวที่พัดเกล็ดหิมะผ่านซี่ไม้ เขาเฝ้าฟังเสียงฝีเท้าที่ไม่จากไปไกล พลอยมานั่งข้างกัน ทิ้งความเงียบไว้ชั่วอึดใจ
“เมื่อคืนฉันฝันเห็นแม่…แต่จำหน้าไม่ได้อีกแล้ว” เธอเอ่ยเบาๆ มือสั่นจับถ้วยชา นัยน์ตามีอะไรบางอย่างที่กฤษณ์อ่านไม่ทัน
เขานิ่ง “ฉันจำเสียงพ่อไม่ได้เหมือนกัน” จู่ๆ ความกลัวอุ่นขึ้นมาใต้ผิวหนัง—กลัวอดีต กลัวจะต้องยอมรับบางอย่าง
วันใหม่ เสียงหวูดลมดังสนั่น หมอกขาวคลุมทั่ว หมู่บ้านเงียบงันจนผิดสังเกต กฤษณ์เปิดหน้าต่าง เห็นฝูงคนชุมนุมหน้าบ้านผู้ใหญ่จันทร์ ภรรยาของเขาหายไปทั้งคืน ทุกคนช่วยกันตามหาแต่ไม่มีร่องรอยเดียวในหิมะที่ถูกปกคลุมคล้ายไม่เคยมีใครเดินผ่านมา
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรก” ป้าอำพรกระซิบ “ปีนี้มีคนหายไปแล้วสาม” เสียงสั่นพร่า
“เคยมีคนกล้าพูดว่าคำสาปโบราณ…ใครรู้เรื่องก็ต้องหายตัวไปเอง” ลูกชายผู้ใหญ่จันทร์แทรก หันมามองกฤษณ์แปลกๆ
กฤษณ์ใจเต้นแรง เขามองรอบตัว ทุกสายตากังวลและหวาดระแวง เริ่มมีเสียงนินทาเงียบๆ ว่าเขาเป็นคนนอก บางคนกระซิบถึงอดีตเขา แรงกดดันไหลบ่ามาอย่างช้าๆ
คืนเดียวกัน กฤษณ์เดินวนอยู่ข้างนอก กระแสลมเย็นแฝงเสียงกระซิบ เงาดำผ่านหน้าต่างบ้านร้าง เขามองตามก่อนสะดุ้งเมื่อพลอยเดินมาตาม
“นายกลัวอะไร?” เธอเอ่ยพร้อมหรี่ตา
“กลัว…ว่าจะไม่มีใครเชื่อในวันที่อะไรแปลกๆ เกิดขึ้น” กฤษณ์พูดโดยไม่รู้ตัว ตัวสั่นไม่ได้เพราะหนาว
“ฉันเคยกลัวจนเกือบทิ้งทุกอย่าง” พลอยยิ้มเจื่อน “สุดท้ายหนีอะไรก็หนีตัวเองไม่ได้” เธอกำมือแน่นเหมือนมีบาดแผลในใจที่ยากจะเล่า
เช้านั้น ฝังร่างภรรยาผู้ใหญ่จันทร์ที่พบบริเวณลำธาร รอยแผลลึกรอบคอ ทุกคนยืนอึ้ง ตำรวจภูธรแวะมารับแจ้งแต่ติดพายุเดินทางต่อไม่ไหว ความกลัวปะปนโกรธเกรี้ยวในหมู่บ้าน วัยรุ่นบางกลุ่มแอบคุยตอนดึกว่าควรจับกฤษณ์ไล่ออกจากหมู่บ้านก่อนจะมีใครหายไปอีก
พลอยเดินเข้าปกป้อง “ถ้าขับไล่นายคนเดียวแล้วทุกอย่างดีขึ้น นายจะยอมไหม?” เธอถามกฤษณ์ในห้องมืดกลางคืน
เขาไม่ตอบทันที “ต่อให้ฉันยอม แต่ถ้าไม่ใช่ฉันล่ะ?”
เธอวางมือแนบอกเขาแผ่วเบา “อย่าเพิ่งตัดสินตัวเองแบบนั้น” ดวงตาคู่นั้นเศร้าอย่างแปลกประหลาด
วันต่อมา พวกวัยรุ่นตั้งวงสังสรรค์ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงหัวเราะและเหล้าที่ดื่มกลบความกลัว กฤษณ์เดินผ่านมา ทุกสายตามองมาด้วยความไม่ไว้ใจ เขานั่งร่วมกับกลุ่มแต่แทบไม่มีใครพูดกับเขา
กิจกรรมในหมู่บ้านเริ่มประหลาดขึ้น บางบ้านจุดธูปขอขมา เจิมน้ำมนต์ตามประตู หน้าต่าง ทุกอย่างเหมือนจะเป็นเรื่องไร้เหตุผลสำหรับกฤษณ์ แต่สำหรับที่นี่ ทุกอย่างจริงจัง
คืนนั้น ฟ้าคราม—เด็กชายวัยสิบขวบที่ขี้อาย—ร้องไห้เข้าไปซุกอกแม่ “ผีป่าจะมาหรือยังแม่?” น้ำเสียงสั่น
แม่กอดลูกแน่น “ไม่มีผีลูก แม่อยู่ตรงนี้” เธอพูดแบบไม่มั่นใจนัก สายตาลอบมองความมืดนอกหน้าต่าง
พลอยชวนกฤษณ์เดินไปที่บ้านร้างบนเขา “ฉันอยากรู้ว่าข้างในมีอะไร นายมากับฉันได้ไหม?” เสียงเธอสั่นด้วยความอยากรู้แต่แฝงความกลัว
ในบ้านร้างหลังนั้น อากาศเย็นเยียบ เศษของเก่าราวกับยังมีเจ้าของ พื้นไม้ลั่นเอี๊ยดเมื่อกฤษณ์เดินนำหน้า พลอยเก็บเทียนจากกระเป๋า จุดแสงสลัวตัดความมืด
“เคยคิดกลับไปไหม?” พลอยถามขณะเดินเลียบกำแพง
กฤษณ์หยุดชั่วครู่ “เคยถ้าออกไปได้…แต่ก็มีบางอย่างที่หนีไปเท่าไรไม่เคยพ้น” เขาก้มหน้า เงาของเขาทาบทับกับผนังแตก
พวกเขาพบหีบเหล็กรูปทรงประหลาดซุกในซอกผนัง ข้างในมีจดหมายลายมือยุ่งเหยิง เล่าเรื่องคำสาปโบราณเกี่ยวกับเสียงร้องคืนพายุหิมะ—ใครที่ได้ยินเสียงนั้นจะถูกเลือก การหายตัวจึงเริ่มต้นจากเสียงกรีดร้องแรก
“เธอเชื่อเรื่องนี้ไหม?” กฤษณ์ถามด้วยน้ำเสียงปนเหนื่อยอ่อน
พลอยนิ่ง เงียบอยู่นาน “บางอย่างก็อธิบายไม่ได้…รวมถึงความรู้สึกที่เราทิ้งเอาไว้ตอนหนีมาที่นี่”
ลมแรงกราก พายุก่อตัว ฝุ่นหิมะฟาดใส่หน้าต่างดังปังๆ กลิ่มบางอย่างโชยมาในความมืด ราวเลือดผสมดินเหนียว กฤษณ์สะดุ้งเฮือกเมื่อแสงเทียนดับวูบ ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสนิท เหลือเพียงเสียงลมหายใจกับเสียงขยับข้างผนัง
“อย่าไป” เสียงกระซิบลอดออกมาจากซอกมืดๆ ของบ้านร้าง กฤษณ์พยายามกลืนน้ำลาย เขารู้ว่าไม่ได้ยินคนเดียว พลอยเองก็หน้าซีด มือสั่น
ทันใดนั้นก็มีบางสิ่งเคลื่อนไหวในเงามืด กฤษณ์คว้ามือพลอยแล้ววิ่งออกประตู หอบหายใจท่ามกลางหิมะที่พัดแรงขึ้นทุกที เงาดำนั้นไม่ตามออกมาแต่เสียงยังแว่วไล่หลัง
ในคืนพายุคลั่ง ชาวบ้านนับสิบกอดกันแน่นในโบสถ์ หวังพึ่งพาความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใหญ่จันทร์พูดอย่างเหน็ดเหนื่อย “เราต้องช่วยกัน…ใครที่เห็นอะไรก็พูด!”
ความเงียบปกคลุม กฤษณ์ยกมือขึ้น “เมื่อคืนที่บ้านร้าง…ผม—พวกผมได้ยินเสียง…” สายตาทุกคู่จับจ้อง เลือกไม่นิ่งใจ กฤษณ์ประหม่า “เสียงกระซิบ…”
“เงียบ!” ป้าอำพรสวนขึ้น “พูดเรื่องแบบนี้มันซวย”
พลอยจ้องเขาเหมือนจะให้สู้ต่อ “เขาไม่ได้โกหก!”
“แล้วนายมาที่นี่ทำอะไร” เด็กหนุ่มร่างสูงแทรกขึ้น “ดูไม่เหมือนอยากอยู่ด้วยซ้ำ”
“ฉันเคยทำให้คนที่รักเจ็บมากเกินไป…เลยหนีมา” เขาพูดเบาแต่ชัด
มีความเงียบยาว ทุกสายตามองเขาแปลกใหม่ขึ้นทั้งความเข้าใจและระแวง
พลอยถอยออกไปข้างนอก รอเพียงกฤษณ์เดินตาม ท้องฟ้ามืดสนิท มีแค่แสงไฟจากโบสถ์ “เราทุกคนต่างมีแผล” เธอกระซิบ “แต่ไม่ควรปล่อยให้มันกลืนเรา…”
กลุ่มวัยรุ่นบางคนตัดสินใจไปบ้านร้างด้วยความดื้อรั้น พลอยยุให้กฤษณ์ตามไป “ถ้านายไม่กล้าเผชิญ ก็ไม่มีวันเชื่อใจตัวเอง” เธอพูดแล้วหายไปในความมืด
กฤษณ์เฝ้ามองกลุ่มนั้นเดินจากไป หัวใจเต้นถี่ เขาตัดสินใจเดินตาม แม้ขาจะสั่นเพราะกลัว คืนนี้หิมะตกจัดจนแทบมองไม่เห็นทาง
ในบ้านร้าง กลุ่มวัยรุ่นถือไฟฉายและแท่งเหล็ก แสงไฟสะท้อนกับกระจกแตก เงาคนปรากฏและหายไปอย่างรวดเร็ว เสียงขูดขีดบนไม้ดังขึ้น ไล่ไปจนถึงท้ายบ้าน ทุกคนหยุดนิ่ง กฤษณ์หลบอยู่หลังพลอย รู้ว่าความกลัวกำลังลากเขากลับหวนพบอดีตที่หนีมาตลอด
แล้วเสียงกรีดร้องแหลมลึกดังขึ้น เสียงใครบางคนล้มไป เสียงมือคว้าอากาศ พลอยตะโกนชื่อกฤษณ์ลั่นในความลนลาน
ความตื่นกลัวเปลี่ยนเป็นโกลาหล ไฟฉายตกกระจาย กฤษณ์ถูกพลอยลากออกมาทางหน้าต่าง พวกที่เหลือวิ่งตาม เสียงใครอีกคนหายไปในความมืด
เช้าวันต่อมา หมู่บ้านโกลาหลมากกว่าเดิม คนที่หายเมื่อคืนไม่มีใครพบร่องรอย มีรอยเท้าสับสนในหิมะ ชาวบ้านเริ่มแตกแยก บางส่วนกล่าวโทษกฤษณ์อย่างเปิดเผย พลอยตัดสินใจพาเขาหลบเข้าไปในโรงนาร้าง
“ถ้าเธอหนี นายจะไปด้วยไหม?” เธอถามกึ่งจริงกึ่งหยอก
“ถ้าฉันไม่เหลือที่ไหน…ก็คงใช่” เขาพูดช้าๆ รู้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยทอดทิ้งคนรัก เพียงเพราะความกลัว
ขณะนั้นมีเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ พวกชาวบ้านรวมตัวกันที่หน้าโรงนา ตะโกนกดดันให้กฤษณ์ออกมารับผิด เขามองหน้าเธอ อัดแน่นด้วยความกลัวและละอาย
“ถ้าฉันออกไปเผชิญหน้าทุกอย่าง เธอจะยังมองฉันแบบเดิมไหม” ความเสียงสั่น
“ฉันขอดูนายกล้าที่จะยืนอยู่ข้างเรา ไม่ใช่เดินหนี” พลอยตาแน่วแน่
กฤษณ์ค่อยๆ ผลักประตูออกมาเผชิญฝูงชน สายตาทุกคู่จ้องอย่างตัดสิน บางคนมีไม้ในมือ “ฉันไม่ได้อยากให้ใครเจ็บ” เขาตะโกนแข่งกับลม “แต่ที่นี่มีบางอย่างไม่ถูกต้อง พวกคุณกลัวเหมือนผมใช่ไหม?”
ความเงียบถูกทำลายด้วยเสียงขู่ “งั้นก็พิสูจน์! ไปหาคำตอบเอาเองในบ้านร้างนั่น ถ้ากลับมารอด นายก็คงไม่ผิด”
พลอยตาโต “อย่าไป นายไม่ต้อง….”
“ฉันต้อง” กฤษณ์พูด ขาก้าวฝ่ามวลชน แม้รู้ว่าเป็นทางที่เสี่ยงที่สุด
เขาเดินเข้าไปในบ้านร้างอีกครั้งคนเดียว อากาศหนักอึ้งกว่าทุกครั้งที่เคยเดินเข้ามา ทุกเงาแต่ละซอกดูดซับเสียงหายใจ อดีตกรีดร้องในหัว ความทรงจำเก่าๆ แว่วกลับมา—ภาพคนรักที่เสียใจ น้ำตาแม่ที่ต้องพรากลูก ความทุกข์ที่กดทับไม่อาจหนี
กลางบ้านร้าง แสงวาบประหลาดปรากฏ กฤษณ์ยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเอง เสียงกระซิบดังรอบตัว “จะยอมรับไหม ยอมรับแผลในใจ แล้วเจ้าจะเป็นอิสระ…”
กฤษณ์ปิดตาน้ำตาไหล ข่มใจเอ่ย “ฉันทำผิดจริง ฉันทิ้งคนที่รัก ทิ้งทุกอย่างเพราะความกลัว ฉันแค่อยากมีโอกาสแก้ตัว…”
ทันใดนั้นทุกสิ่งเงียบลง เหลือแต่ความอุ่นออกมาจากใจเขาเอง เงาดำสลายไป เหลือเพียงแสงอ่อนส่องรอบตัว กฤษณ์ทรุดลงร้องไห้กลับตัวในความเงียบ ความกลัวที่เกาะกินจิตใจเหมือนถูกถอนออกไปทีละชั้น
บรรยากาศเปลี่ยนไป หมู่บ้านค่อยๆ กลับมามีชีวิต ตื่นจากหิมะและความตื่นกลัว คนที่หายไปบางคนปรากฏกลับมาเล่าเรื่องฝันร้าย เห็นภาพผิดหวังและความสูญเสีย อะไรบางอย่างถูกคลายออก
กฤษณ์เดินกลับมา ทุกคนเงียบแต่มองเขาด้วยสายตาใหม่ ความเคารพปะปนสงสาร พลอยเข้ามายืนข้างเขา จับมือเบาๆ
“ฉันเองก็มีแผล…แต่เมื่อมีใครกล้าเผชิญกับมัน เราก็ไม่ต้องหนีอีก” เธอกล่าวเบาๆ หิมะยังคงตกแต่เหมือนไม่ได้เย็นเท่าเดิม
ภาพสุดท้าย กฤษณ์ยืนท่ามกลางหมู่บ้านท่ามกลางหิมะที่หลอมละลายทีละหยด เขาหันไปสบตาพลอยและยิ้มบางครั้งแรกในชีวิต ทุกสิ่งในอดีตยังอยู่กับเขาแต่เขากลายเป็นคนใหม่ พร้อมจะอยู่กับความจริงและสิ่งที่เขาเลือกจะเผชิญหน้า