ทะเลหมอกในใจ
เสียงไซเรนกรีดผ่านสายลม หอคอยแก้วสูงตระหง่านกลางทะเลหมอก หมอกหนาทึบไหลวนรอบเมืองเซรัส ราวกับกำแพงไร้ตัวตน เจือกลิ่นโลหะและความเย็นเฉียบ เด็กหญิงผมดำยุ่งดวงตาเข้มก้าวออกจากเพิงสังกะสี มือขวากำโน้ตบุ๊กเก่าแน่น ปากกัดริมฝีปากราวฝืนฝนใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่อยู่ไหน…” คารินพึมพำกับตัวเอง ขณะเดินผ่านตรอกแคบ เลี่ยงสายตาเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนที่แฝงตัวในชุดป้องกันหมอก ท่ามกลางเสียงจังหวะรองเท้าและลูกไฟจากไฟถนนอับแสง ร่องรอยกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ถูกแปะตามผนัง: ‘ตามหา ดร.มัณฑนา จำรัส’
เสียงหัวเราะแห้งจากเงามืด “ยังไม่เลิกเล่นเป็นนักสืบอีกเหรอคาริน?”
อาร์ม—ชายหนุ่มร่างผอม ซีดเผือก ใบหน้าเหนื่อยล้าและตาแดงก่ำ—ทาบมือกับผนัง ส่งขอข้อไม้ข้อมาที่มือเด็กหญิง คารินยืนนิ่งยันตัวเอง หันขวับสีหน้าสู้
“ถ้าฉันหยุด คนที่หายไปในหมอกก็จะไม่มีวันกลับมา นายล่ะ? ยังรอจดหมายตอบรับจากกลุ่มทุนแก้วอยู่ไหม?” เสียงเธอสั่น ผสมเคียดแค้น อาร์มหลบตา เหมือนคำถามแทงใจดำ
ฝุ่นหมอกปะทะใบหน้า ทั้งคู่นิ่งงัน สัมผัสเสียงฝีเท้าอีกฝั่งหนึ่ง
นุ๊ก—เด็กผู้หญิงตัวจ้อย ไว้ผมเปีย ติดโหว่กระเป๋าอัดเสียง พึมพำเบา ๆ “แม่เธอ…อยู่กับพวกในหอคอย พวกนั้นไปไม่นานนี้เอง ฉันแอบเห็นคู่สนทนาแปลกหน้า พูดอะไรแผ่ว ๆ เรื่อง ทฤษฎีหมอก”
คารินเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่น “เธอแน่ใจ?”
นุ๊กพยักหน้า ส่งสายตาจริงจัง ไม่พูดต่อ อาร์มหัวเราะแห้ง “งั้นคืนนี้เราเข้า ‘เขตอบายหมอก’ ตามหาคำตอบกันเถอะ”
เสียงหมอกคลุ้งหนาขึ้น ไฟฉายลำแสงวูบวาบ เด็กสามคนเคลื่อนตัวสู่เงามืด ลมหายใจอุ่นปะทะหน้ากากกรองอากาศ ในใจอดกลัวไม่ได้—แต่ความกลัวนั้นเองผลักพวกเขาให้เดินต่อ
ในตรอกเปลี่ยว ประตูเหล็กขึ้นสนิมถูกรถเร่ชนขวาง อาร์มใช้ไขควงปลดล็อกเงียบ มือสั่นนิด ๆ
“หัดกลั้นหายใจให้ได้นานหน่อย” เขาพูดติดตลกปนเสียว คารินฝืนหัวเราะ “ถ้าฉันเป็นอะไร จะฝากข้อความถึงแม่ยังไงดี”
แสงไฟกะพริบในห้องแคบ กลิ่นสารเคมีฉุนจุกจมูก ข้อมูลเก่าจากแต่ละเครื่องเทคโนโลยีถูกขีดเขียน ข้อความ ‘เขต 15’ เลือนรางติดฝากำแพง
นุ๊กเพ่งสายตาดู นับจังหวะคนเดิน “ถ้าเราจะเข้า เขาต้องใช้บัตรตรวจไอดี ปลอมแบบไหนก็เสี่ยง”
คารินหยิบสมุดจด เผยภาพถ่ายแม่ยิ้มในวันรับรางวัลวิจัยหมอก “แม่พูดว่าหมอกนี้ไม่ได้เกิดเอง แต่มัน…ถูกสร้างขึ้น” เสียงคารินพร่าเบา
อาร์มสบตา สะท้อนแสงเหนื่อยใจ “ของพวกเขา…แต่คนทั้งเมืองต้องทรมาน?”
หลงเงียบวูบหนึ่ง มีเพียงเสียงเครื่องจักรเดินฟืดฟาด นุ๊กสบถบาง ๆ “ทุกคนล้วนมีสิ่งที่อยากซ่อนไว้ในหมอก…แล้วใครจะลบล้างได้?”
เสียงไซเรนไกล ๆ ดังใกล้เข้ามา ทั้งสามคนเงี้ยหูฟัง ก่อนตัดสินใจฝ่าเขต 15 ท่ามกลางอากาศอึดอัด
เข้าไปในเขตวิจัยร้าง พ้องกับกลิ่นเลือดสาง ๆ ที่ยังไม่จาง ศพเจ้าหน้าที่คนนึงนอนอยู่ตรงเครื่องขยายคลื่นหมอก คารินตัวสั่น นุ๊กเบือนหน้าหนี อาร์มกลั้นใจหยิบบันทึกเสียงขึ้นมา
เสียงในบันทึก: “หมอกชุดที่ 7…ปล่อยแล้ว ผลคือ…” เสียงขัดคอ แล้วหยุดลงอย่างกะทันหัน
“ใครวางแผนอะไรกันแน่นะ?” คารินบ่นเสียงกลัวแต่เด็ดเดี่ยว
จู่ ๆ กระแสไฟในอาคารพลันกระชาก ไฟดับพรึบ ทั้งสามฮึดวิ่งออกจากห้อง วิ่งผ่านทางเดินแคบวูบไหว เสียงฝีเท้าทำให้เจ้าหน้าที่เห็น เงาในชุดป้องกันตวัดมาที่พวกเขา
“หยุดนะ! นักบุกรุก!” เสียงเจ้าหน้าที่กดปืนไฟฟ้า สายฟ้าสาดหลังทั้งกลุ่ม
คารินตัดสินใจหยิบท่อนไม้เล็ก ๆ ไปฟันใส่ขาของเจ้าหน้าที่ เสียงปืนหลุดมือ กระแสไฟฟ้าปะทะผิวคารินจนทรุด เธอกัดฟัน น้ำตาซึม อาร์มลากเธอและนุ๊กพาออกนอกอาคารจนถึงจุดลับตา
เสียงหายใจถี่ เงียบนาน อาร์มหันมาจับไหล่คาริน “ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันจะ….” เขาหยุดกลางประโยค ราวกับค้นใจตัวเองไม่เจอ
“นายพูดว่าอยากหนีออกไปตั้งนาน แต่ตอนนี้เราต้องอยู่” คารินพูดเสียงอ่อนแต่แน่วแน่
นุ๊กเช็ดหน้า วางเทปเสียงทองเหลืองในมือ “หลักฐาน…ต้องส่งถึงคนข้างนอก”
เสียงหมอกข้างนอกดังฟืด ๆ มีใครลากตัวเข้าซอก มันเป็นหัวหน้าหน่วยกลุ่มทุนแก้ว ใบหน้าเย็นชา มือขวาจับบัตรไอดีคารินที่ตกไว้
“ตามหาแม่? เธอรู้ความจริงแค่ไหน?” เขาก้มตัว พูดกระซิบขู่ กลิ่นเหงื่อปะปนหวยไร้กลิ่น
คารินสบตา เธอนิ่ง กัดฟัน “รู้มากพอจะไม่หยุด”
เขาโยนบัตรไอดีใส่หน้า มองอาร์มกับนุ๊ก “ถ้าช่วยกัน ฉันจะให้ข้อมูล แต่มีข้อแลกเปลี่ยน: ลืมเรื่องหมอกซะ”
ความเงียบปกคลุม อาร์มหันขวับ “แม่คารินกับอีกหลายร้อยชีวิต ไม่สมควรถูกลืม” เสียงเขาสั่น นุ๊กจ้องนิ่ง กดเครื่องบันทึกเสียงแอบบันทึกทุกถ้อยคำ
“ถ้าเลือกจะเดินหน้าต่อ พวกเธอจะไม่มีที่ยืนในเมืองนี้อีก” หัวหน้าหน่วยเสียงห้วน ก่อนเดินหายไปในหมอก
ลมหายใจอัดแน่น ความหวังริบหรี่แต่ไม่มอด คารินลูบแผลตรงแขน น้ำตาหยดเงียบ ฝืนยิ้มให้อาร์มกับนุ๊ก “เราควรไปต่อ…ในเมื่อยังห้ามใจไม่รู้ความจริงไม่ได้”
คืนนั้น บนหลังคาเพิง พวกเขานั่งเรียงกัน ใจลอย ซึมซับหมอกที่อ่อนลงชั่วคราว เสียงเครื่องขยายวิทยุกระซิบถึงอีกฝ่าย “ฉันมีข้อมูลใหม่…แม่คารินมีรหัสป้องกันหมอก เซิร์ฟเวอร์ศูนย์ดับไฟฟ้ามีจุดเชื่อม”
“หมายความว่า ถ้าเราเข้าไปเปลี่ยนรหัสต้นทาง พวกเขาจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด?” อาร์มถามเสียงเบา
คารินพยักหน้า สีหน้าเด็ดเดี่ยว “อันตราย…แต่ฉันจะทำ”
นุ๊กหลบสายตา สีหน้าเจื่อน “ฉัน…กลัว”
“ฉันก็เหมือนกัน” คารินกุมมือนุ๊ก “แต่ถ้าแม่กำลังรอ…ฉันขอแค่โอกาสเดียว”
อาร์มนั่งนิ่ง ถอนหายใจยาว ถอนใจจากอดีตล้มเหลวของตัวเอง “นี่อาจเป็นโอกาสให้เราเลือกเส้นทางใหม่เหมือนกัน”
รุ่งเช้า ทั้งสามลอบเข้าใกล้หอคอยแก้ว สลับเส้นทาง ซ่อนในกองเศษเหล็ก เสียงหมอกบางลงแต่กลิ่นพิษแรงขึ้น คารินไอจนเสียงแห้ง มือกุมข้างแก้มที่เริ่มชาแสบร้อน
พวกเขาสลับกันปีนเชือกมุดท่อน้ำ ค่อย ๆ ใกล้หอคอยสูงชันได้ทีละขั้น หัวใจเต้นรัวทุกจังหวะเสียง
ภายในห้องศูนย์กลาง รหัสผ่านหลายชั้นบีบให้ชีพจรเร่งขึ้น อาร์มดีดโน้ตบุ๊กเสียบเข้าระบบ มือสั่น คารินปลอบใจเบา ๆ “ยังทันหนีตอนนี้ถ้านายกลัว”
อาร์มหัวเราะในลำคอ “กลัว…แต่เลือกจะอยู่ตรงนี้แล้ว”
สัญญาณเตือนดังขึ้นเมื่อระบบเริ่มล่ม ฟ้าแสงคลุมขาวไปทั่ว เสียงโต้เถียงแทรกในห้อง
“ระบบกำลังถูกเจาะ! ใครแฮ็ก!” เสียงเจ้าหน้าที่ก้องในเครื่องกระจายเสียง
คารินใจเต้นแรง กดรหัสจากสมุดของแม่ เสียงคลิกสุดท้ายดังขึ้น สารลับบนจอปรากฏ: “หมอกถูกสร้างเพราะสัญญาอำนาจ ดร.มัณฑนา ขัดขืน ถูกขังลับในส่วนลึกของหอคอย”
นุ๊กน้ำตาซึม “เราทำได้ไหม…”
“ต้องแล้ว…” คารินกัดฟันแน่น ดึงมืออาร์มและนุ๊กวิ่งฝ่าเส้นทางใต้ดิน มุ่งหน้าสู่คุกลับ
ทางเดินในส่วนลึกมืดและแคบ กลิ่นเชื้อราระคายจมูก เท้าเหยียบหยุ่นกับเศษกะโหลกกลไก คารินเปิดไฟฉายส่อง มองเห็นร่างหนึ่งนั่งงอในกรงเหล็ก
เสียงสั่นไหว “…คาริน?”
“แม่!” คารินปล่อยน้ำตา โผเข้ากอดร่างซีดของ ดร.มัณฑนา ผู้เป็นแม่
แต่เสียงไซเรนแผดลั่น ขบวนเจ้าหน้าที่ติดอาวุธล้อมห้อง เสียงหัวหน้าหน่วยกลุ่มทุนแก้วดังขึ้น “หยุด! ไม่งั้นเราจะปิดระบบ ถ้าเซิร์ฟเวอร์หยุด หมอกพิษจะโถมทั่วเมือง!”
คารินสั่นสะท้าน หันมองเมื่องรอบ กำมือแน่น “อย่างน้อย…เราก็ต้องเปิดเผยความจริง” เธอเดินออกไปรับหน้าเจ้าหน้าที่ ยื่นหลักฐานบันทึกเสียง
“ถ้าฉันออกไป ฉันจะส่งต่อความลับนี้ให้ทุกคนรู้…หมอกไม่ใช่เวรกรรม แต่เป็นทางเลือกของผู้มีอำนาจ”
เจ้าหน้าที่ลังเล แววตาหนักแน่นของเด็กสาวไหวสะเทือน “เธอจะอยู่หรือไป…ชีวิตเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”
คารินพยักหน้าช้า ๆ “ถ้าต้องสูญเสียเพื่อความจริง ฉันยอม…”
เสียงเครื่องคำราม อาร์มแฮ็กตัดระบบหมอก เซิร์ฟเวอร์ปล่อยข้อมูลทั้งหมดสู่เครือข่ายเสียง ชาวเมืองในเพิงสังกะสีได้ยินข้อความ
นุ๊กพูดเสียงสั่น “เราเห็นแล้ว ใครล้วนซ่อนบางสิ่งในใจเหมือนหมอก…แต่เรากล้าจะเผชิญ”
เสียงหมอกเริ่มจาง หอคอยแก้วแตกออก ภาพเด็กสามคนยืนเผชิญหน้าผู้มีอำนาจ เมืองเซรัสเริ่มรับแสงแดดแรกในรอบสิบปี
คารินนั่งข้างแม่ แววตาเปลี่ยนไป—เข็มขัดนักสืบเด็กในมือไม่จำเป็นอีกต่อไป เธอกุมมือเพื่อน พูดกลั้วน้ำตา “ขอบใจนะที่ยอมกลัวไปด้วยกัน”
ใบหน้าทั้งสามคนมีรอยแผล มีรอยยิ้มเศร้า มีรอยเติบโต โลกยังไม่ไร้หมอกเสียทีเดียว แต่ใจของพวกเขาเปิดรับได้มากกว่าเดิม