เสียงในเงาสนธยา
เสียงลมหายใจของป่าในยามเย็นดังก้องรอบตัว รถตู้สีขาวจอดนิ่งอยู่ตรงทางแคบที่ปกคลุมด้วยหญ้าสูง อลินยืนสูดลมหายใจลึก ขณะเพ่งมองแผนที่กระดาษเก่าคร่ำ ครู่หนึ่งเธอหันกลับไปมองกลุ่มเพื่อน—ต้น, หมิว, ภาวินี และก้อง—แต่ละคนแบกเป้ใบใหญ่ เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์วิจัย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่มันแน่ใจนะว่าจะถึงหมู่บ้านก่อนมืด?” ต้นถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“เดินอีกไม่ไกลหรอก ตามที่ลุงฟ้าบอก” อลินตอบ แม้เสียงจะแข็งแต่แววตากลับมีความลังเล
รกเรื้อสีเขียวซ่อนเส้นทางไว้จนแทบมองไม่เห็น ทุกย่างก้าวของทั้งห้าคนเหมือนถูกเฝ้ามองจากเงาสลัวระหว่างต้นไม้ หมิวเดินชิดอลิน เธอดูจะกลัวที่สุด
“พวกแก รู้สึกเหมือนมีอะไรตามอยู่ไหม” หมิวกระซิบเบา ๆ
ก้องหัวเราะประสาท ๆ “หมิว อย่าเพิ่งเล่นมุกดิ ยังไงก็รีบเดินให้ถึงก่อนเถอะ เดี๋ยวจะได้ตั้งแคมป์”
ขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่า เสียงนกกาจางหาย เหลือเพียงเสียงฝีเท้าบนใบไม้แห้ง เสียงเงียบเกินไปจนอลินเริ่มสงสัยว่าตนเองหูอื้อหรือไม่
แล้วเสียงหนึ่งดังแว่วแทรกขึ้น ท่ามกลางความเงียบ มันเหมือนเสียงกระซิบไกล ๆ ที่ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าตนเองได้ยินจริง ๆ
อลินชะงัก หันกลับไปมองเพื่อน ๆ ทุกคนต่างนิ่ง เงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
ฟ้ามัวหม่นเมื่อพวกเขาเดินถึงป้ายไม้สีเก่าซึ่งถูกซ่อนไว้ครึ่งหนึ่งด้วยเถาวัลย์ “บ้านห้วยเงา”
ต้นขยับเข้ามาใกล้อลิน “ดูเงียบผิดปกตินะ เหมือนไม่มีใครอยู่เลย”
ภาวินีหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพรอบ ๆ แต่เธอไม่พูดอะไร แค่เหลียวมองซ้ายขวาอย่างระวัง
อลินตัดสินใจเดินนำพาเพื่อน ๆ เข้าไปในหมู่บ้าน บ้านเรือนไม้หลังเล็กล้อมรอบด้วยสวนรกร้าง เงาเย็นยามเย็นทอดยาวปกคลุมพื้นดิน ไม่มีเสียงคน ไม่มีแม้แต่เสียงสัตว์
หมิวกอดอกแน่น “แน่ใจเหรอว่าเราไม่ได้หลงเข้าไปในหมู่บ้านร้าง?”
เสียงฝีเท้าแปลก ๆ ดังขึ้นจากบ้านหลังหนึ่ง ก่อนชายชราร่างผอมปรากฏตัว เขาเดินช้า ๆ มาทางกลุ่มนักศึกษา ใบหน้าซีดเหลือง แววตาเศร้าแต่แข็งกระด้าง
“มาเก็บข้อมูลวิจัยรึ?” ชายชราถามเสียงต่ำ
อลินพยักหน้า “ใช่ค่ะ ลุงคือ…”
“ข้าชื่อขุน เป็นผู้ใหญ่บ้าน”
อากาศเหมือนจะเย็นลงทันทีที่เขาพูดจบ ภาวินีจับแขนหมิวแน่น
“รีบเก็บข้อมูล แล้วรีบไปซะ ที่นี่ไม่ค่อยต้อนรับคนนอก”
ขุนหันหลังเดินกลับเข้าเรือนไป ทิ้งความเงียบงันอึดอัดไว้ กลุ่มนักศึกษามองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
ค่ำคืนแรกในหมู่บ้านมีแต่เสียงลมพัดผ่านใบไม้ ก้องนั่งจ้องเปลวไฟจากกองไฟหน้าเรือนพักชั่วคราว สายตาเหม่อลอย
“เมื่อกี้มีใครได้ยินเสียง…เหมือนคนเรียกมั้ย?” ก้องถามขึ้นแผ่วเบา
ไม่มีใครตอบ อลินขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนเสียงที่ก้องพูดถึงนั้นคล้ายกับที่เธอเองได้ยินตอนกลางวัน
“อาจจะลมมั้ง” ต้นพูดกลบเกลื่อน
หมิวขยับตัวเข้าใกล้ภาวินี “คืนนี้นอนด้วยกันนะ”
ความเงียบกลับมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง มีเพียงเสียงเปลวไฟแตกประทุเป็นระยะ ๆ
เช้าวันใหม่ แดดอ่อนจาง พวกเขาแยกย้ายกันออกไปเก็บข้อมูล อลินกับต้นเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน ขณะที่หมิวกับภาวินีตั้งกล้องวิดีโอถ่ายบันทึกชีวิตประจำวัน ก้องไปเดินเล่นคนเดียวที่ลานวัดร้าง
อลินสังเกตเห็นบ้านหลายหลังปิดหน้าต่าง เธอเคาะประตูหลังหนึ่ง หญิงชราผิวคล้ำเปิดประตูช้า ๆ
“หนูขออนุญาตสัมภาษณ์เรื่องประเพณีได้มั้ยคะ?” อลินถาม
หญิงชราส่ายหน้า “ไม่พูดถึงเรื่องนั้นหรอก ยิ่งคนแปลกหน้าด้วยแล้ว…” เธอปิดประตูใส่หน้าพวกเขาอย่างเย็นชา
ต้นถอนหายใจ “ทำไมที่นี่ถึงดูไม่อยากคุยกับเราเลยวะ”
อลินพยายามยิ้มกลบเกลื่อน “บางทีเค้าอาจไม่ไว้ใจคนนอก”
ระหว่างเดินกลับ อลินได้ยินเสียงคล้ายคนกระซิบอีกครั้ง คราวนี้เหมือนออกมาจากเงากลางซอย เธอหยุด เดินช้าลง ต้นมองหน้าด้วยความสงสัย
“อลิน เป็นไรเปล่า?”
อลินส่ายหน้า “เปล่า…แค่รู้สึกว่ามีคนมองอยู่”
หมิวกับภาวินีกำลังตั้งกล้อง ไปถ่ายภาพทุ่งข้าวร้าง เงาในทุ่งดูแปลกตา แม้แดดจะจ้า
“ที่นี่มีอะไรบางอย่างแปลก ๆ ว่ะ” ภาวินีพูดเสียงเบา
“แกหมายถึงอะไร” หมิวถาม
“ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคนหัวเราะ ตอนที่ตั้งกล้องเมื่อกี้”
เสียงหัวเราะที่ว่า ไม่ใช่เสียงสดใส แต่เหมือนมาจากใต้ดินลึก ก้องเดินกลับมาหาพวกเขา สีหน้าซีดเคร่งเครียด
“ที่วัด มีรอยเท้าเปื้อนดินเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย”
อลินพยายามรวบรวมข้อมูลที่ได้ทั้งหมด คืนนี้พวกเขานัดประชุมกันในเรือนพัก ทุกคนเล่าเรื่องประสบการณ์แปลก ๆ ที่พบ
“มันอาจเป็นแค่ความเครียดหรือเปล่า?” ต้นพยายามหาเหตุผล
“แต่ทำไมทุกคนถึงได้ยิน…เสียงอะไรแปลก ๆ พร้อมกัน?” ก้องเถียงกลับ
“บางทีเราอาจจะจินตนาการไปเอง” หมิวเสนอ
แต่ไม่มีคำตอบใดที่ฟังดูน่าเชื่อ ทั้งห้าคนต่างเงียบงันอยู่พักใหญ่
กลางดึก อลินสะดุ้งตื่นเพราะเสียงดังแว่วจากนอกหน้าต่าง เธอค่อย ๆ ลุกมาแง้มม่านออกดู เห็นเพียงเงาเคลื่อนไหววูบไหวใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
เช้าวันต่อมา หมิวหายตัวไปจากเรือนพัก ไม่มีร่องรอยใด ๆ ทิ้งไว้
อลินร้องเรียกชื่อหมิว ออกไปค้นหาตามบ้านเรือน ผู้ใหญ่ขุนเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ
“ใครหาย?”
“เพื่อนเราค่ะ หมิว ไม่รู้หายไปไหน”
ขุนถอนหายใจ “ถ้าไม่อยากหายไปเหมือนกัน ก็อย่ายุ่งกับเสียงเงาพวกนั้น”
อลินจ้องหน้าขุน “เสียงอะไร?”
ขุนหลบสายตา “ของพรรค์นั้น…มันไม่ควรอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก”
ต้นกับภาวินีไล่ตามรอยเท้าในทุ่งข้าว จนพบรองเท้าของหมิวตกอยู่ตรงรอยดินเปียก แววตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ก้องเริ่มสังเกตว่าคนในหมู่บ้านบางคนแอบหลบสายตาเมื่อเห็นพวกเขา เด็กเล็กวิ่งเล่นอยู่เงียบ ๆ แต่ทันทีที่เขาเดินเข้าใกล้ เด็ก ๆ กลับหายไปในเงาเหมือนไม่เคยมีตัวตน
อลินพยายามโทรหาเจ้าหน้าที่ แต่ไม่มีสัญญาณมือถือ
ค่ำวันนั้น อลิน ภาวินี ต้น และก้องรวมตัวกันอย่างเงียบงันในเรือนพัก
“พวกเราควรออกจากที่นี่” ภาวินีพูดเสียงสั่น
“แต่หมิว—เรายังหาไม่เจอ” อลินคัดค้านเสียงหนักแน่น
ต้นเดินวนไปมา “ถ้าอยู่ต่อ เราอาจหายไปอีกคนก็ได้”
“เงียบก่อน” ก้องยกมือหยุด ทุกคนเงี่ยหูฟัง เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในความมืด มันดังพอให้ได้ยินแต่ไม่เข้าใจความหมาย
ความเงียบปกคลุมอีกครั้งก่อนที่เปลวไฟจะดับวูบลง
พวกเขาตัดสินใจแบ่งกลุ่มไปตามหาเบาะแสในหมู่บ้าน อลินกับต้นไปที่วัดร้าง ภาวินีกับก้องไปสำรวจทุ่งข้าว
ที่วัดร้าง อลินเดินไปที่ศาลาหลังเก่า เงามืดล้อมรอบ ขณะต้นตรวจดูพื้น โบราณวัตถุบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ถูกขัดจนเงา แต่มีคราบดินแปลก ๆ ปกคลุมอยู่
“เหมือนที่นี่มีใครมาทำอะไรไว้ตอนกลางคืน” ต้นพึมพำ
อลินนั่งลงข้าง ๆ เธอสังเกตเห็นรอยมือจาง ๆ อยู่บนโต๊ะไม้
“นี่คือ…รอยมือของเด็ก?”
เสียงกระซิบแว่วขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้มากจนรู้สึกเหมือนอยู่ข้างหู อลินหันขวับแต่ไม่มีใครอยู่
ขณะเดียวกัน ภาวินีกับก้องเดินลึกเข้าไปในทุ่งข้าว เงาในทุ่งข้าวดูเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต ก้องหยุดเดินทันทีเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ดังมาจากใต้ดิน
“แกได้ยินมั้ย?” ก้องถาม
ภาวินีส่ายหน้า “อย่าเพิ่งพูดอะไร…”
ทันใดนั้น รอยเท้าที่ดินเปียกเริ่มปรากฏขึ้นเองต่อหน้าต่อตา ทั้งสองคนถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ เงาในหมู่บ้านยิ่งทึบหนัก เสียงกระซิบแทรกเข้ามาในหัวของทุกคนเหมือนจะบังคับให้แต่ละคนแยกตัวออกจากกัน
“พวกเราอย่าอยู่คนเดียว!” อลินตะโกนสุดเสียง
แต่ก้องที่หวาดระแวงหนักหน่วง วิ่งหายเข้าไปในเงามืดของซอยเล็ก ไม่มีใครตามทัน
ต้นเริ่มโทษตัวเอง “ถ้าเมื่อคืนเราไม่ทิ้งหมิวไว้คนเดียว…”
อลินจับแขนต้น “ตอนนี้ต้องช่วยกันหาทางรอดก่อน”
ภาวินีจ้องไปที่ทุ่งข้าว “เสียงนั้น…เหมือนมันพยายามจะพูดอะไรกับเรา”
คืนต่อมา อลินฝันถึงเงาในทุ่งข้าว เด็กตัวเล็ก ๆ ในชุดขาดรุ่งริ่ง กำลังร้องไห้ ข้างกายคือหมิวและก้องที่นั่งนิ่งไร้เสียง เธอสะดุ้งตื่น พบเพียงความเงียบเย็นยะเยือก
ภาวินีหายตัวไปในตอนเช้า อลินกับต้นเหลือกันเพียงสองคน
อลินเริ่มสังเกตว่ารอยเท้าปรากฏรอบบ้านเรือนมากขึ้น เงาตามพื้นยาวขึ้นผิดปกติ
ผู้ใหญ่ขุนปรากฏตัวอีกครั้ง สีหน้าเคร่งเครียด
“รู้ไหมว่าพวกเจ้ากำลังปลุกสิ่งที่ไม่ควรตื่น”
ต้นรวบรวมความกล้าถาม “ตกลงที่นี่มีอะไร?”
ขุนมองต่ำ “หมู่บ้านนี้…สาปแช่งตัวเองเมื่อร้อยปีก่อน เด็ก ๆ ในหมู่บ้านถูกฝังทั้งเป็นเพื่อหยุดโรคระบาด ทุกคืนเงาสนธยาจะเรียกหาคนใหม่ ๆ”
อลินน้ำตาคลอ “แล้วจะรอดได้ยังไง?”
ขุนพูดเสียงเบา “เสียงในเงา…ถ้าได้ยินจงอย่าตอบ อย่าหันกลับไป ไม่เช่นนั้นเจ้าจะหายไปเหมือนที่แล้ว ๆ มา”
ต้นสั่นเทา “พวกเราจะออกจากที่นี่ได้ไหม?”
ขุนส่ายหน้า “ใครได้ยินเสียงและหันกลับไป…จะไม่มีวันออกไปได้”
อลินเริ่มตระหนักว่าคืนนี้คือโอกาสสุดท้าย เธอกับต้นแพ็กของและเตรียมจะออกจากหมู่บ้านทันทีที่ฟ้าสาง
แต่คืนนั้นเอง เงาสนธยาเข้าปกคลุมหมู่บ้านเร็วกว่าทุกคืน เสียงกระซิบดังขึ้นรอบบ้านเรือน รอยเท้าเปียกโคลนวนเวียนรอบเรือนพักของทั้งสองคน
ต้นนั่งกอดเข่าอยู่ข้างอลิน “ถ้าเราได้ยินเสียง…อย่าหันกลับไปนะ”
อลินพยักหน้า เธอกลั้นน้ำตา ขณะเสียงนั้นดังใกล้เข้ามาทุกที
จู่ ๆ ประตูบ้านเปิดผางออก ลมเย็นพัดกรูเข้ามา เงาในห้องยาวขึ้นเรื่อย ๆ
“ออกไปกันเถอะ” อลินกระซิบ
ทั้งสองออกวิ่งไปตามทางเดิมที่เข้ามา เสียงกระซิบไล่หลังติด ๆ เงาในป่าขยับตามพวกเขาเหมือนผืนแผ่นดินมีชีวิต
ต้นสะดุดล้ม อลินหันกลับไปช่วยเพื่อน เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหูเธอจนทนไม่ไหว เธอหลับตาแน่น ก่อนจะดึงแขนต้นขึ้นมา
“อย่าหันกลับไป!” เธอร้องเตือน
เสียงนั้นเงียบลงทันใดขณะที่ฟ้าสาง ทั้งสองวิ่งจนถึงทางออกของหมู่บ้าน แต่เมื่อหันมองกลับไป ทุกอย่างเงียบสงัด ไม่มีบ้าน ไม่มีผู้คน มีแต่ป่าและหญ้าสูงเหมือนวันแรกที่พวกเขามาถึง
อลินน้ำตาไหลพราก เธอพึมพำกับต้น “เราจะกลับไปหาพวกเขายังไง…”
ต้นจับมืออลิน “อย่างน้อยเรายังรอดใช่ไหม”
เสียงกระซิบแว่วลอยตามลมมาอีกครั้ง คราวนี้ยังอ่อนโยน แต่แฝงความเศร้าที่ไม่อาจลบเลือนได้
อลินกับต้นเดินออกจากเงาสนธยา ทิ้งอดีตและคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบไว้ข้างหลัง