ฤดูเปลี่ยน…หัวใจเปลี่ยน
เสียงหัวเราะของกลุ่มนักศึกษาดังลอดออกมาจากห้องชมรม ราวกับจะต่อต้านหน้าหนาวที่กำลังรุกคืบเข้ามาหาเชียงใหม่ในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล แป้ง นั่งเงียบอยู่ข้างหน้าต่าง กวาดสายตามองท้องฟ้าสีหม่นบ้าง ฟังเสียงเพื่อนคุยเสียดแทงบ้าง พิมพ์อะไรช้าๆ ลงโน้ตแพดบ้าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ฝนเดินเข้ามาเกาะไหล่ “แป้ง แกดูเหม่อๆ ว่ะ คิดอะไรอยู่?”
“เราแค่คิด…ถ้าปีหน้าจบแล้วจะทำอะไรดี” แป้งตอบพลางกลอกตาไปทางอื่น “ไปตามฝันเป็นนักเขียนดี หรือหางานด่วนๆ เลี้ยงชีพดีเนอะ”
เพื่อนๆ ส่งเสียงฮา ขณะที่นัท เด็กผู้ชายร่างสูงหน้าตานิ่งๆ ซึ่งเพิ่งย้ายมาใหม่จ้องแป้งจากมุมห้อง ไม่เอ่ยอะไร มีแวววูบไหวคล้ายสนใจแต่ก็กลืนหายกับความเงียบ
เวลาผ่านไปในห้องชมรมที่อาจจะเป็นเพียงฉากหลังของใครบางคน แต่สำหรับแป้ง มันคือความอบอุ่นที่เธอกลัวจะสูญเสียหลังเรียนจบ
หลังเลิกเรียน แป้งค่อยๆ เดินลงบันไดด้วยท่าทีลังเล เมื่อเหลือเธอกับนัทสองคนโดยบังเอิญ เธอหยุดคิดว่าจะเริ่มพูดด้วยอย่างไร
“จะกลับยัง?” นัทถามเสียงเบา พยายามไม่สบตาตรง
“ยังหรอก นั่งคิดอะไรเล่นๆ แล้วยัง…” แป้งตอบพลางยิ้มบางๆ “นาย…ชอบป่าเหรอ”
“ชอบ” นัทพูดชัดถ้อยชัดคำจนแป้งแปลกใจ
“เราไม่กล้าเดินป่าเลย…กลัวหลง กลัวเจออะไรแปลกๆ” แป้งหัวเราะน้อยๆ
นัทไม่ตอบทันที เขาถอนหายใจ “มันเป็นที่เดียวที่เรารู้สึกว่าไม่ต้องแคร์สายตาคนอื่น”
แป้งนิ่งไป รู้สึกว่านัทอาจกำลังปิดตัวเอง เธออยากลองเข้าใจจึงค่อยๆ เอื้อมมือหยิบหนังสือธรรมชาติของเขาดู
“ขออ่านได้ไหม?”
นัทพยักหน้า แววตาอ่อนลงเล็กน้อย ราวกับว่าประตูความลับเริ่มแง้มเล็กน้อยในบรรยากาศเย็นเยียบ
หลายสัปดาห์ต่อมา แป้งเริ่มเขียนเรื่องสั้นส่งประกวด เธอมักนั่งอยู่มุมเดิมของห้องชมรม เหม่อมองต้นชมพูพันธ์ทิพย์บานสะพรั่ง ขณะที่นัทเดินเข้ามาทุกเย็น มือถือกล้องถ่ายรูป เริ่มส่งยิ้มให้บางครั้งแม้ไม่พูดอะไร
“กล้องนายสวยดีนะ นัทเอาไว้ถ่ายอะไรเหรอ?”
“ถ่ายสัตว์ ถ่ายใบไม้ แล้วก็ถ่าย…” เขาหันมองหน้าแป้งแต่หยุดคำพูดตัวเอง “…เวลาชอบแสงตอนเย็น”
“แล้ว…ไม่ถ่ายคนบ้างเหรอ?”
นัทส่ายหัว แววตาทุกข์ใจ “กลัวคนไม่ชอบถูกถ่าย”
แป้งหัวเราะ “แต่ถ้าคนคนนั้นขอร้องให้ถ่ายล่ะ?”
นัทยิ้มบาง เป็นรอยยิ้มที่ยังมีความระแวดระวังอยู่ จนแป้งเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าหนุ่มเงียบขรึมคนนี้อาจเคยเผชิญอะไรบางอย่าง
ฤดูเปลี่ยน ต้นไม้ผลัดใบ แดดบางลง ความสัมพันธ์ระหว่างแป้งกับนัทเริ่มค่อยๆ แน่นแฟ้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
คืนหนึ่งในงานวันเกิดฝน เพื่อนๆ ดูสนุกสนาน แป้งนั่งมองนัทที่ล็อบบี้คอนโด ทุกคนร้องคาราโอเกะยกเว้นนัทที่วางแก้วน้ำไว้ข้างๆ ไม่พูดอะไร
“วันนี้ไม่นั่งคุยกับเพื่อนเหรอ?” แป้งทักถาม
“เขาดูเข้ากันได้ดีอยู่แล้ว” เสียงนัทต่ำลง แววตามีน้ำหนักบางอย่างที่ปกปิดไว้
“นายก็เข้ากับกล้องได้ดีนะ” แป้งยิ้ม พลางเท้าคาง สังเกตนัทจากมุมตา
“บางที…กล้องมันโกหกไม่ได้” นัทเอ่ยเบาๆ
ความเงียบระหว่างพวกเขาขยายระหว่างเสียงเพลงข้างนอก ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรจนพวกเพื่อนเรียกให้ขึ้นไปร้องเพลง
หลังจากวันนั้น แป้งกับนัทใช้เวลาร่วมกันบ่อยขึ้น ซ้อมเดินป่าในแคมปัส นั่งเขียนงานข้างกัน บางครั้งก็ออกไปเดินชมเมืองเชียงใหม่ในตอนบ่ายแก่ๆ ที่แสงสีทองตกกระทบใบไม้ใบหญ้า
“เราอยากลองไปเดินป่ากับนายนะ แต่ขอแบบ…ไม่ต้องลึกมาก” แป้งหัวเราะเจื่อนๆ
นัทแกล้งทำหน้าจริงจัง “ถ้างั้นต้องเชื่อใจเรา”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ระหว่างเดินในเส้นทางป่าสั้นๆ แป้งกลัวจนกำมือแน่น นัทสังเกตเห็นจึงเดินช้าลง
“ไม่เป็นไร แค่เดินไปช้าๆ เหมือนนับก้าว เวลาผิดทางก็ค่อยกลับ ไม่ต้องรีบ”
แป้งเงยหน้ามอง ฟังเสียงนก เสียงใบไม้ฟูมฟาย รู้สึกใจเต้นแรงไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างเดียว แต่มีอะไรอื่นซ่อนอยู่ในความอุ่นของบ่ายนั้น
หลังเดินกลับมา แป้งหยุดถามนัทหน้าทางออก “นายเคยกลัวอะไรที่สุดไหม?”
นัทยืนนิ่ง สายตาทอดยาว “เรากลัวเสียสิ่งสำคัญที่เรารู้ว่าคงรักษาไว้ไม่ได้”
แป้งนิ่ง น้ำเสียงนัทเจือด้วยอดีตหนักๆ ที่เธอสัมผัสได้ แต่ไม่กล้าเอ่ยถามต่อ
เย็นวันหนึ่ง ที่ร้านกาแฟเล็กๆ ใต้ตึกเรียน นัทยื่นสมุดโน้ตให้แป้ง “ช่วยอ่านหน่อยได้ไหม?”
แป้งพลิกอ่านทีละหน้า พบว่าเต็มไปด้วยสเก็ตช์รูปป่าภาพซ้อนกับข้อความสั้นๆ ที่ดูสับสน
“นี่บทที่นายเขียนเหรอ?” เธอถามเสียงเบา
นัทพยักหน้า “เราลอง…แต่เราไม่กล้าส่งประกวด แค่กลัวมันจะออกมาไม่ดี”
“ทุกคนต้องเริ่มที่กลัวก่อนทั้งนั้นแหละ” แป้งพูด พลางขีดเขียนบนสมุดเขาว่า ‘ลองส่งดู’
เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์แบบเพื่อนของทั้งคู่แปรเปลี่ยนเป็นการพึ่งพิงเงียบๆ ทอดเงาอยู่ในทุกวัน ทว่าความจริงข้างในใจต่างฝ่ายต่างยังไม่กล้าก้าวข้ามเส้นที่กำหนดไว้
วันหนึ่ง ฝ่ายจบใหม่ต่างรอลุ้นงานที่สมัครไว้ แป้งกังวลตลอดเวลาว่าความฝันนักเขียนของตนจะไปรอดไหม ส่วนฝั่งนัทต้องตัดสินใจเรื่องเดินทางไปช่วยงานดูแลป่าในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจต้องย้ายไปอยู่ปีหรือสองปี
ในคืนฝนพรำหนึ่ง แป้งโทรหานัท เสียงฟ้าร้องสะท้อนเข้าลำโพง
“นายจะไปจริงเหรอ?” น้ำเสียงของแป้งมีรอยสั่นไหว
นัทเงียบไปพักใหญ่ “พ่อเราอยากให้เราทำงานออฟฟิศ แต่…เราอยากอยู่ในป่า รู้สึกเหมือนอยู่กับตัวเองจริงๆ”
“ถ้านายไป เราจะ…” แป้งหยุดพูดกลางคัน เพราะไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรต่อดี
นัทไม่ได้ตอบ เพียงแต่ปล่อยให้เสียงฝนค่อยๆ เคลือบคลุมบทสนทนา
ในที่สุด แป้งได้รับข่าวดี เธอได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้น แต่ได้งานประจำในกรุงเทพฯ ตอนเดียวกับที่นัทบอกว่าจะต้องไปทำงานต่างจังหวัด
วันสุดท้ายก่อนแยกทาง แป้งนั่งมองกล้องถ่ายรูปบนโต๊ะตรงหน้าคาเฟ่ริมถนนสายเก่า นัทนั่งอีกฝั่ง มีรอยหม่นในแววตา
“นายมีอะไรอยากบอกเราไหม?” แป้งถามทั้งที่เสียงเบา
“ถามว่า…ถ้าเราไม่ไป นายจะรอเราไหม?” นัทเงยหน้ามองตาเธอเต็มๆ เป็นครั้งแรก
แป้งนิ่งไปนาน ก่อนจะกล่าวช้าๆ “ถ้านายไม่ไป นายจะรู้สึกผิดกับความฝันตัวเองหรือเปล่า?”
นัทยิ้มเศร้าๆ “เราไม่อยากให้ใครเสียใจ แต่เราก็ไม่อยากโกหกตัวเอง”
ทั้งสองเงียบพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างอยู่กับความรู้สึกตัวเองชั่วขณะหนึ่ง
“เราเข้าใจ” แป้งพูดในที่สุด “ถ้านายต้องไป…ไปเถอะ อย่าหันกลับมาเพราะเราเลย”
นัทโน้มสะพายกระเป๋า กลั้นใจ แล้วเอ่ยเบาๆ “แล้วถ้า…วันหนึ่งเรากล้ากลับมา นายยังจะอยู่ไหม?”
“เราอาจไปไกลกว่าจุดนี้ก็ได้ แต่เราจะยังจำว่านายเป็นหนึ่งในเรื่องที่ดีที่สุดของชีวิตเรา”
นัทหัวเราะในลำคอแผ่วๆ น้ำเสียงสั่นคลอคล้ายจะร้องไห้ ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งแป้งไว้กับกล้องถ่ายรูปบนโต๊ะ
ฤดูผ่านไป ตามเวลาของมัน แป้งเริ่มงานประจำในกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตวุ่นวายแต่ยังเขียนหนังสือส่งนิตยสารอยู่เสมอ ทุกฤดูเธอยังเปิดดูภาพถ่ายดอกไม้ป่าและข้อความในสมุดของนัทเสมอๆ แต่ไม่กล้าโทรกลับไป
จนกระทั่งวันหนึ่งในปีต่อมา ขณะที่ฝนแรกของปีหล่นโปรย แป้งเดินกลับเข้าห้อง เปิดหน้าต่างออกไปกลิ่นดินหอมโชยมา บนโต๊ะเธอเห็นซองจดหมายเล็กๆ แทรกอยู่ในหนังสือ
“ถึงเจ้าของฤดูเปลี่ยนของเรา…” ลายมือที่คุ้นเคยนั้นส่งมาแค่ประโยคเดียวกับรูปต้นไม้ใหญ่ใต้ท้องฟ้าคราม
แป้งยิ้ม น้ำตาไหลช้าๆ รู้ว่าความรู้สึกดีๆ บางอย่างจะไม่จบแค่ฤดูนี้ และจะคงอยู่กับเธอแม้ระยะทางหรือเวลา