ฤดูไฟกลางป่าน้ำแข็ง
เสียงลมหวีดหวิวปะทะกิ่งสนก่อเกิดไอเย็นยะเยือกในเช้าวันหนึ่ง ผู้คนในหมู่บ้านบอร์คานต่างหลบซ่อนในกระท่อมไม้ ท่ามกลางม่านหิมะหนาแน่น ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าสากกร้าน แววตาลึกดำขลับนั่งเหม่อมองเปลวไฟในเตาผิง เอื้อมมือหยิบเศษจดหมายเก่า ๆ มากระชับแนบมือ เสียงหายใจของลูกสาววัยสิบสองปีดังแผ่วเบาจากห้องข้าง เขาเฝ้ามองประตูเหมือนลังเลจะเดินเข้าไปหา แต่ทุกครั้งก็ต้องถอนหายใจหนัก ๆ แอลไม่ได้พูดกับเธออย่างสนิทใจมาเนิ่นนาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น แอลสะดุ้ง เขาไปเปิด พบลุงร็อบ ชาวบ้านใกล้เคียง ยื่นห่อขนมปังแห้ง ๆ ให้ เสียงของร็อบฟังดูเกรงใจและสั่น ๆ “ขอปีนี้ปีสุดท้ายแล้วกัน เจ้าแอล ขนมปังแบบนี้ไม่พอให้ลูกสาวเจ้าหรอกนะ”
แอลพยักหน้า ขอบคุณเบา ๆ แต่สีหน้าของเขากลับสะท้อนความอับอาย ร็อบก้มตัวเล็กน้อย ก่อนจากไปพร้อมสายตาห่วงใยที่ฉายชัดอยู่ครู่หนึ่ง
อีโล ลูกสาวเขาเดินลงมาจากห้องนอน ใบหน้าไร้อารมณ์ สองมือเกาะเสื้อคลุมแน่น “พ่อตื่นนานแล้วเหรอ”
แอลพยักหน้ารับ เบนสายตา “พ่อจะไปสำรวจข้างนอก เจ้าจะอยู่บ้านคนเดียวไหวไหม” สีหน้าของอีโลบึ้งนิด ๆ แต่เธอพยักหน้าแทนคำตอบก่อนเดินไปนั่งข้างเตาผิงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แอลหยิบขวานเหล็กคู่ใจ เดินฝ่าออกผ่านม่านหิมะ เสียงเท้ากุบกับจมหายไปในพื้นน้ำแข็ง ใบหน้าของเขาเย็นชาจนคนทั้งหมู่บ้านต่างเข้าใจผิดว่าเป็นคนเย็นชา ทั้งที่ในใจกลับเต็มไปด้วยพายุอารมณ์ที่อัดแน่นมาตลอดสิบปี
เมื่อแอลก้าวลึกสู่ป่า เสียงลมหวนพัดเรียกชื่อเขาด้วยโทนเสียงอันคุ้นเคย แอลกระชับขวานแน่น มองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าระแวดระวัง จู่ ๆ เงาร่างในชุดขาวเดินปะปนในหมู่ต้นสน — เขาขมวดคิ้ว เตรียมจะตะโกน แต่ความหนาวเหน็บจู่โจมจนต้องหยุดนิ่ง
แอลหันหลังกลับก่อนพบกับเส้นทางสายใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ใบไม้เปล่งแสงแปลกประหลาด สีส้มแดงประดับสองข้างทาง ราวกับมีประกายไฟในความมืดหม่น มีเสียงกระซิบเบา ๆ ลอยผ่านสายลม “เมื่อถึงฤดูไฟ ทุกอย่างจะเปลี่ยน…”
แอลรีบเดินกลับบ้านใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พยายามกลบกลืนความรู้สึกผิดที่กัดกินในอก เมื่อเข้าถึงบ้าน เขาได้ยินเสียงอีโลพูดกับตัวเอง “แม่จะกลับมาไหม…”
แอลยืนนิ่งอยู่นาน หัวใจไหวสะท้าน ก่อนเดินเข้าไปหาอีโล ยื่นขนมปังแห้ง ๆ ให้ลูกสาว อีโลรับแต่เงียบไม่พูดอะไร
“พ่อต้องเดินทางไปที่ฤดูไฟ อาจจะมีงานมากขึ้น จะ…เจ้าว่าไง” เสียงแอลติดสะอื้นโดยไม่รู้ตัว
อีโลหันมาช้า ๆ ไม่สบตา “แม่เคยพูดไหม ว่าพ่อจะกล้าทำจริง ๆ…”
ทั้งสองเงียบกันนาน มีแต่เสียงไฟในเตาผิงแตกลั่น อีโลเหลือบมองบิดาแล้วพูดเบา ๆ “ถ้าจะไป ฉันไปด้วย”
เช้าวันรุ่งขึ้น แอลกับอีโลเก็บของจำเป็นใส่กระเป๋าผ้าเก่า ๆ ขวานเหล็ก ชุดกันหนาว และเศษเงินเหรียญจำนวนน้อยนิด จากนั้นทั้งสองก้าวออกจากบ้าน สู่ป่าน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ เส้นทางที่ทอประกายส้มแดงเฉพาะดินแดนที่เรียกว่า “ฤดูไฟ” รอพวกเขาอยู่
ระหว่างเดินทางผ่านทิวสนสูงตระหง่าน แอลกับอีโลแลกเปลี่ยนคำพูดอย่างระมัดระวัง แทบไม่มีรอยยิ้มหรือความอบอุ่น แอลพยายามทลายกำแพงความเงียบแต่ก็มักถูกอีโลเฉยเมยใส่
“พ่อเคยกลัวไหม เวลาเดินในป่านี้คนเดียว” อีโลถามเบา ๆ สายตามองต้นไม้สูง
“กลัว…แต่พ่อเลือกเอง พ่อมีครอบครัวต้องดูแล” น้ำเสียงแอลมีร่องรอยเสียใจซ่อนอยู่
“ถ้าแม่ยังอยู่ เราคงไม่ต้องลำบากแบบนี้” อีโลกล่าว เสียงสั่นเครือแฝงความโกรธปนเศร้า
ทั้งสองหยุดนิ่งกลางป่า เสียงลมพัดแรงจนต้องเกาะกันแน่น เปลวไฟสีส้มบางจุดลอยวาบในความมืด แอลมองมันด้วยแววตาเกรงกลัวปนหลงใหล
คืนนั้น ทั้งสองกางเต็นท์เล็ก ๆ ใต้ต้นสนใหญ่กลางป่า อีโลพลิกตัวกลับไปกลับมา นอนไม่หลับ แอลนั่งมองเปลวแสงของไฟกองเล็ก ๆ ทอดถอนใจ “อีโล เจ้ารู้ไหม…พ่อเคยทำผิดอะไรไว้กับแม่เจ้า”
อีโลนิ่งเงียบ ก่อนคว้าหมอนแนบอก “ถ้าพ่ออยากพูด พูดเลย”
แอลสูดลมหายใจลึก “พ่อเคยเลือกงานมาก่อนครอบครัว ตอนนั้นคิดว่าถ้าสร้างบ้านให้ใหญ่ขึ้น จะมีความสุข แต่พ่อกลับ…เสียแม่เจ้าไป…” เสียงของเขาหยุดขาดตอน น้ำตาซึมในแววตาแข็งกร้าว
อีโลค่อย ๆ ขยับมากอดแขนพ่อไว้เงียบ ๆ ไม่มีคำพูดใด ๆ ตามมา ท่ามกลางคืนอันหนาวเหน็บ
รุ่งเช้า เส้นทางในป่าเปลี่ยนแปลก สีส้มของฤดูไฟเรืองรองไปทั่ว พื้นน้ำแข็งแปรเปลี่ยนเป็นลายเพลิงสลับซับซ้อน พุ่มไฟสีทองเคลื่อนไหวราวกับสิ่งมีชีวิต พวกเขาพบกลุ่มผู้คนในเสื้อคลุมไฟ หมู่บ้านฤดูไฟที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน
แอลกับอีโลเดินเข้าสู่หมู่บ้าน พลันถูกล้อมถามไถ่โดยชาวบ้าน “มาจากไหน คนแปลกหน้าหายสาบสูญในฤดูไฟเสมอ” แอลอึกอักตอบตามจริง อีโลสังเกตเห็นแววระแวงในสายตาของคนเหล่านั้น
ผู้อาวุโสหญิงนามนาเวียก้าวออกมาอย่างทรงอำนาจ เธอชี้นิ้วไปทางอีโล “คนที่เดินกับเปลวไฟต้องเผชิญหน้ากับอดีต ไม่งั้นจะไม่มีวันจากที่นี่ได้”
แอลเปรยถาม “แล้วถ้าเผชิญหน้าของใครสักคนไม่ไหว จะเกิดอะไรขึ้น”
นาเวียมองสบตาแอลด้วยสายตาคมกริบ “ก็จะถูกเผาผลาญจนเหลือแต่เถ้าถ่าน”
คืนต่อมา พวกเขาพักในบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ในหมู่บ้านฤดูไฟ แอลนอนกระสับกระส่าย ฝันถึงอดีตวันที่เขาตะโกนใส่ภรรยาเพราะความเครียดเรื่องงาน จนสุดท้ายเธอเดินจากไปกลางคืนอันหนาวเหน็บ ภาพลูกสาวร้องไห้ย้อนคืนมาเจ็บปวด
เช้าตรู่ แอลปลุกอีโล “พ่ออยากจากที่นี่ เพื่องานใหม่ แต่ชาวบ้านเตือนว่า ถ้าไม่ขออนุญาตเปลวไฟ จะไม่มีวันเดินต่อได้”
อีโลจ้องหน้าแอล “พ่อต้องขอโทษกับอดีตไหม ถึงจะเดินต่อ”
แอลเอื้อมมือแตะมืออีโลครั้งแรกในรอบหลายปี “ลูกยกโทษให้พ่อไหม” เสียงการขอโทษง่าย ๆ แต่หนักเหมือนต้องข้ามภูเขาใหญ่
อีโลสบตานานก่อนจะตอบ “ยัง…แต่หนูจะไปกับพ่อจนถึงสุดทาง”