ฤดูฝนของหัวใจ
เสียงฝนเริ่มกลองเบาๆ ลงบนกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของบริษัท CreaD Studio พายวางแก้วกาแฟข้างคอมพิวเตอร์ มองฝนไหลอาบกระจกอย่างเหม่อลอย เงาสะท้อนในกระจกดูอ่อนล้า เธอถอนหายใจเบาๆ แล้วยกผ้าพันคอขึ้นคลุมไหล่ในห้องแอร์เย็นเฉียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มือถือสั่น พายกรอกตา เธอหยิบขึ้นมาอ่านข้อความจากแม่ “เย็นนี้กลับบ้านด้วยนะ มีเรื่องจะคุย” พายพิมพ์ตอบสั้นๆ แล้ววางลง หัวใจหนักอึ้ง เธอไม่อยากย้อนกลับไปบ้านหลังเดิมนั้น บ้านที่ทำให้เธอเลือกย้ายออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่เรียนจบ
“ครีเอทีฟพาย งานลูกค้าของ JD’s ส่งมารึยัง” นทีเดินมากระซิบถาม เขาพกสมุดโน้ตขีดข่วนรอยดินสอเต็มไปหมด ใบหน้าประดับรอยยิ้มจางๆ ตามประสา ‘พี่นที’ รุ่นพี่ในทีมอายุสามสิบกว่าที่คอยรับฟังและแก้ปัญหาให้ทุกคน
“ยังค่ะ เขาขอแก้โจทย์เพิ่มอีก อาจต้องปรับ Key visual ใหม่หมด” พายคอตกเล็กน้อย เหลือบมองนทีอย่างลังเล เธอรู้ว่านพี่แอบลำบากใจที่งานคืบช้า
นทีวางสมุดโน้ตลงบนโต๊ะพายแล้วโน้มตัวลงต่ำ กระซิบเบาๆ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ช่วยคิด อย่ากังวลมากเนอะ”
เธอพยายามยิ้มตอบ แต่แววตายังมีอะไรบางอย่างค้างคา นทีมองเธอไว้อย่างรู้ทันแต่ไม่ได้ถามต่อ เขากลับไปที่โต๊ะตัวเองท่ามกลางเสียงคีย์บอร์ด เครื่องโทรสาร และเสียงหัวเราะเบาๆ จากทีมดีไซน์ฝั่งตรงข้าม
สายฝนยังคงตก แต่ภายในออฟฟิศอบอุ่นด้วยไฟฟลูออเรสเซนต์จางๆ ความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวท่ามกลางอุปสรรคเล็กๆ ในที่ทำงานเริ่มขึ้นอย่างช้าๆ และเงียบงัน
ช่วงเที่ยง พายกับนทีต้องนั่งประชุมด้วยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ หัวข้อคือแคมเปญ JD’s ที่พายดูแล นทีช่วยวางกลยุทธ์โฆษณา
“พายคิดว่า tone เดิมมันเข้ากับแบรนด์เขาไหม” นทีถามหลังจากทุกคนออกไป พายลังเล ก่อนตอบเสียงเบา “บางทีมันอาจจะเศร้าไปค่ะ ถึงเขาจะเป็นแบรนด์สุขภาพก็จริง แต่ถ้าเปิดด้วยอะไรสดใส อาจโดนใจกว่ามั้งคะ”
นทีพยักหน้าช้าๆ พลิกดินสอในมือเล่น “พี่ชอบที่เธอกล้าทวนโจทย์ลูกค้า แต่…พายแน่ใจว่าจะรับแรงกดดันไหวใช่ไหม ถ้าต้องถกกับเขาโดยตรง”
พายกัดริมฝีปาก ยืดตัวขึ้น “หนูรู้ว่าพี่อยากให้หนูโตขึ้น…แต่ทุกทีที่ต้องคุยกับลูกค้าหนูมักกลัวว่าจะไปทำอะไรพังน่ะค่ะ”
นทีหัวเราะเบา “เด็กครีเอทีฟทุกคนก็กลัวทั้งนั้นแหละ ช่วงแรกๆ พี่ก็เคยถูกลูกค้าด่า จะร้องไห้ตรงโต๊ะแล้วก็มี” นทีหยุด ซ่อนแววเศร้าไว้ในแววตาก่อนเปลี่ยนเสียง “ขอแค่กล้าชนสักครั้ง เดี๋ยวมันจะง่ายขึ้น เชื่อพี่นะ”
พายยิ้ม แต่ในใจยังสั่น หัวใจของเธอเหมือนตั้งกำแพงราเบียดแน่นในอกโดยไม่รู้ตัว
ตกเย็น พายยืนลังเลหน้า MRT พลางมองฝนที่ยังไม่หยุด เธอกดโทรศัพท์หาพี่ชาย ไม่ติด เธอฝืนใจกลับบ้านใต้อ้อมฟ้ามืด
ประตูบ้านเปิด แม่เธอนั่งรอที่โต๊ะ เงียบงันเหมือนเคย “แม่อยากให้ลูกช่วยดูแลนัทช่วงนี้ เจ้านัทเพิ่งโดนไล่ออกจากงาน” พายถอนหายใจยาว “แม่…หนูไม่ใช่พี่เลี้ยงเขาสักหน่อย”
“พาย…นัทมีแต่เราแล้วนะ รู้ใช่ไหม พ่อก็ไม่อยู่ แม่ก็ไม่แข็งแรง” เสียงแม่สั่น พายหลบตามองพื้น ใจหนึ่งอยากออกจากบ้านใบนี้อีกครั้ง แต่อีกใจก็ยังขังอยู่ในอดีตที่แม่เคยขอร้องให้ช่วยแล้วเธอปฏิเสธ
ในมุมของนที เขากลับถึงคอนโดเก่าริมแม่น้ำ ฝักบัวฝนเทราดเสียงดัง เขายืนเหม่อคิดถึงอดีต ภาพจำจากความรักเก่าๆ ยังชัด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะคือชื่อของ “เอิร์ธ” แฟนเก่าที่เลิกกันไปเมื่อปีก่อน
“นที งานเป็นไง เธอสบายดีไหม” เสียงปลายสายมีความลังเลเหมือนเขา “โอเคเรื่อยๆ อ่ะ โทษทีนะ ช่วงนี้ยุ่งมาก” นทีเงียบ เสียงหัวใจเต้นช้าลง
“เรายังอยากเจอเธออยู่นะ” เอิร์ธพูดเบาๆ “ไว้ถ้าว่างค่อยนัดนะ” นทีวางสาย แต่แววตาเหมือนยังค้างคาบางอย่างในใจ
รุ่งขึ้นสายฝนยังโปรยเล็กน้อย พายในออฟฟิศดูอารมณ์ไม่ดีนัก จนกระทั่งนทีเอากาแฟที่เธอชอบวางให้ “วันนี้กาแฟดำ ไม่ใส่น้ำเชื่อม เหมือนที่ชอบ”
เธอมองนที นิ่งไปพักหนึ่ง “ขอบคุณค่ะ”
“พักเที่ยงเธอว่างไหม ไปกินข้าวด้วยกันไหม จะคุยเรื่องโปรเจ็กต์ต่อ” เขาถามเหมือนชวนปกติ แต่แววตามีอะไรบางอย่างลึกซึ้งเกินกว่าคำพูด
ร้านข้าวแกงข้างออฟฟิศบรรยากาศคึกคัก เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสี พายหยิบช้อนตักกับข้าวอย่างเงียบๆ
“เธอเคยอยากหนีออกนอกบ้านไหม” พายถามเบาๆ สายตาเธอเหม่อลอย “ตอนเด็กน่ะ พี่เคยหนีเข้าวัด หลอกแม่ว่าติดเพื่อน แต่จริงๆ หนีพ่อเมา” นทีหัวเราะน้ำเสียงเศร้า
พายนิ่ง แล้วหัวเราะออกมานิดหนึ่ง “หนูเคยเหมือนกัน แต่แค่หนีกลับมหาวิทยาลัย”
ทั้งคู่นั่งเงียบไปสักพัก ก่อนนทีจะเปลี่ยนเรื่อง “พรุ่งนี้ต้องไปพรีเซนต์กับลูกค้าด้วยกันนะ เธอไหวไหม”
พายเงียบไปนาน “กลัว…แต่จะลองดูค่ะ”
คืนนั้น พายกลับบ้าน เจอนัทน้องชายเดินอยู่หน้าบ้านอย่างมึนๆ “พาย ขอยืมตังค์หน่อย เหลือร้อยเดียวจะไปสัมภาษณ์งาน” พายถอนใจแต่ยื่นให้เงียบๆ เธอนั่งลงข้างเขาที่บันได “นัท อย่าทำให้แม่เครียดมากกว่านี้ได้ไหม”
นัทแค่นหัวเราะ “ถ้าพี่ไปจากบ้านนี้ เราก็ไม่มีใครเหลือแล้วนะ”
พายสะอึก ใจหนึ่งอยากหนี แต่อีกใจรู้สึกผิดอย่างแปลกประหลาด
การนำเสนอในวันรุ่งขึ้นผ่านไปอย่างวุ่นวาย ลูกค้าแสดงความลังเลกับไอเดียของพาย นทีช่วยแทรก อธิบายประเด็นจนจบการประชุม
หลังลูกค้ากลับไป นทีถาม “เธอไม่โกรธพี่ใช่ไหมที่ต้องช่วยพูดแทน”
พายนิ่งไป “ไม่ค่ะ…คือ…แค่รู้สึกเหมือนตัวเองยังเด็กเกินกว่าโตในสายตาคนอื่น”
นทีมองเธออย่างเข้าใจ “บางอย่างมันต้องใช้เวลา พี่เองก็เคยคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ”
นาทียืนขึ้น “ถ้าวันไหนอยากหนีออกจากทุกอย่าง ทักมาหาพี่ได้เสมอนะ” น้ำเสียงจริงจังนั้นเหมือนทิ้งอะไรไว้ในใจพาย
วันต่อมา พายแวะร้านหนังสือคนเดียวระหว่างฝนตก เธอหยิบหนังสือที่ฝันอยากเขียนเองวันหนึ่งขึ้นดู สายตาหม่นเศร้า เธออยากมีชีวิตที่เดิมทีคิดว่าสามารถเลือกเองได้
ในคืนวันเดียวกัน นทีได้รับข้อความจากเอิร์ธ “อีกไม่นานฉันจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ” เขานั่งจ้องข้อความนาน ปลายนิ้วกดจะตอบแต่ก็เปลี่ยนใจ ไม่ส่งอะไรออกไป
ฝนยังตกไม่หยุด วันที่เวียนผ่านม้วนเป็นภาพซ้ำซาก พายกับนทีทำงานร่วมกันบ่อยขึ้น ความใกล้ชิดเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
วันหนึ่ง รถไฟฟ้าขัดข้อง พายกับนทีต้องเดินใต้ร่มหนึ่งคันกลับที่พัก พายถามเสียงเบา “พี่…เคยเสียใจที่เลือกทางเดินชีวิตเองไหม”
นทีเดินช้าๆ เสียงฝีเท้ากระทบโคลนเบาๆ “เคย…มากกว่าหนึ่งครั้งด้วย”
“แล้วทำอย่างไร” พายถามเสียงเบา
“ก็…แค่เดินต่อ ไม่ว่าข้างหน้าจะมีฝนหรือเปล่า” ทั้งคู่เงียบไป เสียงฝนเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ระหว่างพวกเขา
ในแต่ละสัปดาห์ กระแสรอยยิ้ม ความคล่องแคล่ว และความอบอุ่นจากนทีช่วยให้พายกล้าแสดงความคิดเห็น เธอยินดีขึ้นเมื่ออยู่กับทีม เลิกเหม่อลอยเหมือนเดิม
กระทั่งข่าวร้ายมาเยือน เมื่อนัทถูกจับเพราะไปมีเรื่องในผับ พายต้องไปสถานีตำรวจ เธอโทรหานที เขารีบตามมา
“พาย ใจเย็นนะ เดี๋ยวพี่จัดการให้” เขาวางมือเบาๆ บนไหล่เธอ
พายยืนตัวสั่นตอนเซ็นเอกสารรับนัทออกจากห้องขัง เธอแทบทรุดกับพื้น นทีประคองพาขึ้นรถ
บนรถ พายน้ำตาไหลพราก หัวใจหนักอึ้ง “ทำไมทุกอย่างมันยากขนาดนี้วะพี่”
นทีมองเธอ นิ่งอึ้ง “เราเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดมาเจออะไร แต่เลือกได้ว่าจะก้าวเดินไปยังไง”
พายเช็ดน้ำตา “ขอโทษที่โทรจิกพี่ไม่เว้นวัน”
นทีหัวเราะเบา “ไม่ต้องขอโทษ ให้พี่ช่วยตอนนี้แหละ ไม่งั้นอยู่ไปก็ไม่มีความหมาย” เขาตบบ่าเธอเบาๆ
หลังจากนั้นทั้งสองค่อยๆ เงียบหายกันไป พายวุ่นกับบ้านและนัท นทีสาละวนกับงานและการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง เอิร์ธแฟนเก่ากลับมาปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดในออฟฟิศ
กลางวันหนึ่ง เอิร์ธเดินมายืนที่โต๊ะนที พายเห็นภาพนั้น เธอสะกิดใจประหลาด
“เธอมีเวลาสักพักไหม” เอิร์ธถามนที รอยยิ้มเศร้า ๆ พลางเหลือบมองพายแว่บหนึ่ง
นทีลากเก้าอี้ไปนั่งคุยกับเอิร์ธ หัวใจถ่วงหนัก การพูดคุยเต็มไปด้วยความอึดอัดที่พายเองไม่เข้าใจ
วันต่อมา นทีถามพาย “เธอไม่หึงเหรอ”
พายแสร้งหัวเราะ “เรายังเป็นแค่เพื่อนร่วมงานพี่จะไปมีหรือไม่มีใครก็ได้” เธอพูดเบาๆ
นทีนิ่งไปนาน “แล้วถ้า…วันหนึ่ง…พี่จะเลือกไปอยู่ที่อื่นล่ะ เธอจะเสียใจไหม”
พายหลบตามองโต๊ะ “พี่นที…พายก็ไม่รู้เหมือนกัน บางครั้ง…หนูก็กลัวการต้องอยู่คนเดียว”
นทีถอนหายใจยาว เงียบไปลมหายใจหนึ่ง
พายขอลางานหลายวันเพื่อดูแลนัทที่บ้าน ระหว่างนั้น เธอใช้เวลาทบทวนชีวิต กอดตัวเองใต้แสงไฟหัวเตียง หยิบปากกามาวาดฝันในสมุดงานเขียนลับๆ และถามตัวเองว่า ครั้งหนึ่งเธอฝันอยากเป็นนักเขียน แต่วันนี้เธอทำได้แค่คอยแก้ไขปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ
ฝนยังคงตกไม่หยุดเหมือนหัวใจของพายที่ยังไม่เปิดรับใคร
วันหนึ่ง นทีส่งข้อความ “คิดถึงคืนที่เราเดินกลับด้วยกัน” พายนิ่งค้าง มองหน้าจอนาน ก่อนจะตอบกลับไปช้า ๆ “ฉันก็เหมือนกัน”
ช่วงท้ายฤดูฝน ทีมงานรวมตัวจัดงานเลี้ยงขอบคุณ พายกับนทีหลบออกจากเสียงดนตรีมานั่งดูฝนที่หน้าต่างห้องประชุม
“พี่…” พายเอ่ยเบาๆ “ถ้าวันหนึ่งพี่ไม่อยู่ หนูคงเหงา”
นทีก้มหน้า เงียบอึ้ง “ถ้าวันนั้นมาถึง…อยากให้รู้ว่าพี่…รักเธอ”
พายเม้มปาก นิ่งไปเนิ่นนาน น้ำตาคลอ “หนูก็…รักพี่เหมือนกันแต่กลัวจะเสียใจอีก”
นทีมองเธอนิ่ง แววตาสะท้อนทั้งความอุ่นและความเจ็บ “เราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกันไหม…ต่อให้ชีวิตจะมีฝนก็ตาม” มือเขาขยับมาโอบมือเธอ
ความเงียบปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนพายจะตอบรับด้วยการกำมือของเขาไว้แน่น
ฤดูฝนใกล้จะสิ้นสุด ความเจ็บปวดและรอยร้าวในหัวใจยังคงอยู่ แต่มันกลายเป็นแรงผลักให้ทั้งคู่กล้าที่จะก้าวต่อ…ไม่ใช่เพราะชีวิตจะไม่เจ็บอีกต่อไป แต่เพราะต่อให้หัวใจเปียกฝน พวกเขาก็เลือกจะเดินไปด้วยกัน