ฤดูของความลับ
เสียงฝนโปรยปรายลงบนกระจกหน้าต่าง บรรยากาศออฟฟิศย่านพระรามเก้าในช่วงเย็นดูเงียบกว่าปกติ เฟิร์น กราฟิกดีไซเนอร์สาววัยยี่สิบห้า นั่งจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กด้วยสายตาว่างเปล่า เธอเหลือบดูนาฬิกา เวลาสามทุ่มครึ่ง ใกล้จะถึงเดดไลน์ชิ้นงานใหญ่อีกแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ชล — หัวหน้าทีมครีเอทีฟ เดินถือแก้วกาแฟ ผ่านโต๊ะของเฟิร์น เขาหยุดมองจอ เงียบครู่หนึ่งราวกับชั่งใจ
“ถ้ายังไม่เสร็จจริง ๆ พรุ่งนี้ตีห้าเอาอยู่นะ…” ชลพูดด้วยเสียงนิ่ง เฟิร์นไม่ตอบ เธอแค่พยักหน้า น้ำเสียงของเขาไม่ได้รีบร้อน แต่อบอุ่นและตามสไตล์คนที่ดูเหมือนไม่แคร์ใคร
เฟิร์นถอนหายใจ เธอต้องการพัก แต่ความหวังว่าจะได้รับคำชมจากชล ก็ทำให้เธออยากเดินหน้าต่อ เสียงของเพื่อนร่วมงานค่อย ๆ ลดลง คนทยอยกลับบ้าน เหลือเพียงเธอ ชล และเสาวภา ครีเอทีฟมือขวา
เมื่อเสาวภาขอตัวกลับไปก่อน เฟิร์นเหลือบมองชลที่ยังคงนั่งวาดสตอรี่บอร์ด เขาดูตั้งใจเกินใครจนน่าหมั่นไส้ เฟิร์นรองถอนหายใจอีกครั้ง ใจหนึ่งอยากเข้าไปถามความรู้สึกที่อยู่ข้างในจิตใจของเขา แต่อีกใจก็กลัวว่ามันจะมากเกินกว่าสิ่งที่ควร
เงียบอยู่พักหนึ่ง เฟิร์นลุกขึ้นไปเอาน้ำ เธอเดินกลับมา ก็เห็นชลยังนั่งขมวดคิ้ว ครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยขึ้นว่า
“พี่ชล ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?”
เขาเงยหน้ามายิ้มบางๆ “ก็…ชินแล้ว”
“อยากเป็นแบบพี่บ้างจัง” เฟิร์นพูดด้วยเสียงแผ่ว ดวงตาดูเศร้าแบบที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว
ชลนิ่งเงียบ เพียงพยักหน้าเล็กน้อย แววตาเขายากจะอ่านออก
วันถัดมา บรรยากาศงานประชุมเคร่งเครียดยิ่งขึ้น ลูกค้าสั่งแก้งานใหญ่ ทีมครีเอทีฟต้องรวมตัวเร่งงาน เฟิร์นกับชลต้องนั่งข้างกัน โต๊ะประชุมแคบเกินไป ข้อศอกแทบจะชนกัน เธอแอบสังเกตมือของชลที่สั่นน้อยๆ ยามก้มเขียนไอเดีย
หลังจบประชุม ทุกคนแยกย้าย เฟิร์นอยู่เก็บรายละเอียดงานจนดึก ทีมเหลือสองคนบนโต๊ะ กลิ่นกาแฟจางๆ กับความเงียบที่ฉาบไว้ด้วยความอึดอัด ท่ามกลางแสงไฟสีเหลืองนวลด้านในออฟฟิศ
“งานชุดนี้…ทำได้ดีนะเฟิร์น”
เสียงทุ้มนั้นทำให้ใจเธอสั่นแปลกๆ “ขอบคุณค่ะ…แต่เฟิร์นยังกลัวว่าจะไม่ดีพอ”
ชลมองหน้าจอแล้วลดเสียง “พี่ก็เคยกลัวเหมือนกัน…สมัยเพิ่งเข้าวงการ” เขาหยุด หายใจลึก เฟิร์นรอฟังต่อ แต่เขาไม่พูดอะไร
หลังเลิกงาน เฟิร์นเดินออกมาจากลิฟต์พร้อมชล สายฝนโปรยลงอีกครั้ง เธอยืนหลบใต้ชายคากับเขาเป็นเวลานาน
“เฟิร์น จะไปยังไง?”
“รอฝนหยุดค่ะ”
“เดี๋ยวไปส่ง”
เฟิร์นนิ่งไปนิดหนึ่ง “ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวเรียกแท็กซี่ได้”
“อย่าเกรงใจสิ” ชลพูดยิ้มๆ หยิบร่มออกจากเป้ เมื่อทั้งสองเดินออกฝ่าสายฝน บรรยากาศคล้ายจะคุยเรื่องสำคัญ แต่ต่างฝ่ายก็เงียบ ต่างคิดอะไรกันในใจ
ฟ้าที่บ้านมืดสนิท เฟิร์นมองโทรศัพท์ของตัวเอง อยากส่งข้อความหาชลแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายก็วางลง เธอหลับตา คิดถึงภาพชลก้มหน้าทำงาน ดวงตาคม ๆ กับท่าทีเก็บงำของเขา
วันเวลาผ่านไป งานหนักขึ้น เฟิร์นกับชลเริ่มสนิทกันมากขึ้น ทุกเช้าจะมีบทสนทนาสั้น ๆ เรื่องกาแฟ เรื่องอากาศ หรือเรื่องเพลงที่เปิดในรถวันนั้น แต่ละประโยคเต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนอยู่ เรื่องที่พูดไม่หมด เรื่องที่อยากถามแต่ไม่กล้า
“พี่ชล…คืนนี้จะอยู่ดึกอีกไหม?”
“คงจะสิ้นโปรเจกต์นี่ล่ะ ต้องอยู่”
“ก็ค่อยๆ ทำนะคะ เฟิร์นจะอยู่ช่วย”
เขามองเธอเหมือนอยากขอบคุณ แล้วกลับไปมองจอ ภายในความเงียบ ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่ใจเฟิร์นสั่นไหวทุกครั้งที่ได้ใกล้เขา
ในงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนออฟฟิศ เฟิร์นเมาเล็กน้อย เสียงเพลงดังลอดออกมาจากร้านนั่งชิล ทั้งกลุ่มนั่งล้อมโต๊ะ ชลนั่งหัวโต๊ะพูดน้อยกว่าปกติ เมื่อถึงเวลาต้องกลับ เฟิร์นเดินโซเซมาหาเขา
“พี่ทำไมไม่กลับบ้าน…” เสียงเฟิร์นเบาแผ่ว
“รอส่งเฟิร์น” เขายิ้มแปลกใจในความกล้าของตัวเอง
“พี่จะใจดีไปถึงไหน…” เฟิร์นเลิกลั่กกับตัวเอง ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “ขอบคุณค่ะ”
คืนนั้น ชลพาเฟิร์นขึ้นรถ เขาไม่พูดอะไรตลอดทาง มีเพียงเสียงรถ วิทยุคลอตลอดเส้นทาง เมื่อถึงบ้าน เฟิร์นหันไปมอง ดวงตาสบกัน เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเธอจะรีบเปิดประตู “ขอบคุณนะคะ”
หลังจากคืนนั้น ชลเริ่มปลีกตัวออกห่าง แววตาเขาดูหม่น เฟิร์นสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป งานที่เคยร่วมกันเริ่มแยกเป็นคนละส่วน เขาแทบไม่พูดอะไรกับเธอเหมือนเดิม
เฟิร์นนั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่าง เธอคิดไปต่าง ๆ นานา ไม่เข้าใจว่าทำไมชลจึงเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ที่เหมือนจะเติบโต กลับห่างเหิน มีเพียงข้อความสั้น ๆ ที่เขาส่งมาถามงานแต่ไม่มีอะไรส่วนตัวอีกเลย
น้ำเสียงของเสาวภาดังขึ้นในเช้าวันหนึ่งขณะเดินมาหาเฟิร์นในมุมเงียบ
“ระวังหัวใจตัวเองด้วยนะ ฉันเห็นนานแล้ว…” เสาวภามองตาเฟิร์นด้วยความเป็นห่วง
“แต่มันหยุดไม่ได้”
เสาวภาถอนหายใจ “ผู้ชายอย่างพี่ชล มักซ่อนอะไรไว้เยอะ”
เฟิร์นยิ้มเจื่อน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
ในคืนวันหนึ่ง ชลนั่งอยู่บนดาดฟ้าบริษัท มองท้องฟ้าที่ไม่มีดาว เฟิร์นเดินขึ้นมาอย่างลังเล เธอนั่งห่างออกไป เงียบกว่าสองนาทีแล้วถึงพูด
“หนาวไหมคะ”
ชลส่ายหน้า “แค่เหงา”
เฟิร์นมองเขาอย่างชั่งใจ “พี่…กลัวอะไรที่สุด”
“กลัวตัวเอง กลัวทำร้ายคนที่สำคัญไปโดยไม่ตั้งใจ”
เฟิร์นนิ่งไป เธออยากถามต่อว่า ‘คนสำคัญคือใคร’ แต่ก็ไม่กล้า
สายตาของทั้งคู่หลบกันไปมา ท่ามกลางสายลมเย็น ๆ ความรู้สึกอบอุ่นกลับไหลผ่านทั้งที่ไม่ได้จับมือ
หลายวันต่อมา ในที่ประชุมผู้อำนวยการบริษัทเรียกชลเข้าพบ หัวหน้าประกาศตั้งชลขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์ พร้อมข่าวลือว่าบริษัทใหญ่ต้องการย้ายเขาไปดูงานต่างจังหวัดสามปี ทุกคนแสดงความยินดี ยกเว้นเฟิร์นที่ใจหายวาบ
“ยินดีด้วยค่ะพี่” เฟิร์นพูดเสียงแผ่ว ชลมองเธอนานกว่าปกติ ก่อนจะเอื้อมมือมาวางเบา ๆ หลังมือเธอเป็นสัญญาณขอบคุณ
งานกองโตเหมือนจะโยนลงมาทับเฟิร์นอีกระลอก หัวใจเธอกลับยิ่งหนักขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไร เธอไม่ได้อยากรั้งใครไว้แต่ก็ไม่อยากสูญเสีย อยากให้ทุกอย่างเหมือนเดิมแต่ก็รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้
คืนวันสุดท้ายก่อนชลจะย้ายงาน เขาชวนทีมไปเลี้ยงส่ง หลายคนพูดถึงความสามารถ ความเป็นผู้นำ เฟิร์นฟังเพื่อน ๆ พูดแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร ทุกอย่างกลายเป็นความเงียบระหว่างเธอกับเขาเมื่อสายตาสบกัน
หลังงานเลี้ยง เฟิร์นเดินไปส่งชลที่ลิฟต์
“พี่…ขอโทษนะที่ระหว่างเรา ไม่มีอะไรชัดเจนเลย”
เฟิร์นยิ้มทั้งน้ำตา “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างค่ะ”
เขายืนอึ้งไป แววตาเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา
“ถ้าวันหนึ่งเราได้พบกันในเวลาที่ใช่…พี่หวังว่า”
เฟิร์นพยักหน้า “ค่ะ” เธอกลั้นใจไว้จนลิฟต์ปิดลง
เวลาผ่านไป เฟิร์นโตขึ้น เธอยังคงทำงาน สานต่อความฝันในเส้นทางของตัวเอง ทุกวันเธอเรียนรู้ว่าความหวังอาจเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเราไว้กับอดีตได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรากล้าก้าวต่อไป
หลายปีต่อมา ในงานสัมมนานิทรรศการโฆษณา เฟิร์นเดินเข้าไปในโซนจัดแสดง ชลยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดสูทเรียบง่าย ท่ามกลางฝูงชนที่แออัด สายตาทั้งคู่สบกัน
มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ และคำทักทายที่ไม่ต้องการคำอธิบาย
ระยะห่างยังมีอยู่ แต่หัวใจไม่เหมือนเดิม ทั้งคู่กล่าวขอบคุณกันด้วยแววตา เฟิร์นรู้ว่า บางสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว อดีตอาจอยู่กับเราเสมอ แต่อนาคตสร้างใหม่ได้เสมอ…เพียงกล้าที่จะยอมรับความรู้สึกของตนเอง