ฤดูฝนของหัวใจ
เสียงฝนตกกระทบบนหลังคาตึกเก่าในมหาวิทยาลัย ข้าวยืนกางร่มสีฟ้ามองสายฝนพรำยามเช้ารอเพื่อนสนิทที่มักมาสายเสมอ ปีย์คว้ากระเป๋าเป้เก่า ยักไหล่ เดินเร็ว ๆ เข้าไปหาข้าวที่กำลังทำหน้ามุ่ยอยู่ใต้ต้นฝน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วิ่งมาทำไม เปียกหมด จะป่วย!” ข้าวส่งเสียงดุแต่ยื่นร่มให้ ปีย์สบตาแล้วยิ้มมุมปากเบา ๆ
“ก็ข้าวรอไง เลยรีบมาจะได้ไม่ให้รอคนเดียว” ปีย์พูด ข้าวชะงักไป มองเพื่อนเงียบ ๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่เปลี่ยนใจ
พวกเขาเดินไปเรียนด้วยกัน เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นเปียกชื้นเหมือนหัวใจสองคนที่เปียกปอนแต่ไม่กล้าเปิดเผยอะไรออกมา
คาบเช้าที่น่าเบื่อผ่านไป ข้าววาดภาพในสมุด เขียนบันทึกชีวิตมหา’ลัย ส่วนปีย์ง่วนกับหนังสือกล้องถ่ายภาพ แม้ต่างคนมีโลกส่วนตัว แต่ทุกครั้งที่สายตาเหลือบเจอกัน เป็นต้องยิ้มให้เสมอ
ช่วงกลางวันในโรงอาหาร พลอย สาวสดใสประจำกลุ่ม บ่นถึงโปรเจกต์คณะ ข้าวหัวเราะแล้วแซวปีย์ “นี่ ถ้าขาดปีย์ ใครจะถ่ายรูปโปรเจกต์เสร็จทันล่ะ” ปีย์หน้าแดงนิด ๆ หันไปนอกหน้าต่าง
พอพลอยเดินจากไป ปีย์พูดเสียงอ้อมแอ้ม “จริง ๆ…ถ้าข้าวไม่ช่วยวาดภาพประกอบให้ ก็คงไม่รอดตั้งแต่ต้น…” ข้าวยิ้มรับ สีหน้าดูภูมิใจแต่แฝงรอยเศร้า เพราะความสัมพันธ์มันติดอยู่ตรงกลางระหว่างคำว่า ‘เพื่อน’ กับ ‘คนที่แอบหวังอะไรมากกว่านั้น’
ค่ำวันหนึ่งฝนหนัก ฟ้าแลบสว่างในหอพักหญิง ปีย์ยืนรอข้าวหน้าลิฟต์
“แม่โทรมาหาเหรอ” ปีย์ถาม ข้าวถอนใจยาวอย่างกังวล
“ใช่…แม่ยังอยากให้กลับบ้านไปช่วยงาน อยากให้เรียนบริหารแต่ข้าวชอบศิลปะมากกว่า”
ปีย์วางมือลงบนหัวข้าวเบา ๆ “ข้าวเก่งเรื่องวาดรูปมากนะ ทำตามฝันเถอะ”
ข้าวนิ่งไป ไม่ตอบ ดวงตาหม่นแสง ปีย์เก็บมือกลับ หัวใจวูบวาบกับการกระทำของตัวเองที่เผลอใกล้ชิดเกินควร
หน้าฝนผ่านไป ข่าวการประกวดถ่ายภาพระดับประเทศดูจะเป็นแสงสว่างในชีวิตปีย์ แต่กลับกลายเป็นเรื่องให้กังวล เพราะเขาลังเลจะสมัครด้วยอดีตเรื่องครอบครัวที่เคยต่อต้านการเป็นช่างภาพ ข้าวสังเกตว่าเพื่อนเงียบไป จึงพยายามหาโอกาสพูดช่วยเหลือ
ค่ำวันหนึ่งบนดาดฟ้า ข้าวและปีย์นั่งดูแสงไฟกรุงเทพยามฝนตกพรำ สายลมเย็น สองคนเงียบอยู่นาน ก่อนที่ข้าวจะพูดเสียงเบา
“ปีย์…ทำไมเวลาสำคัญ ๆ นายถึงไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเองเลยอ่ะ”
ปีย์เลื่อนสายตาไปยังดวงไฟ “ตอนเด็ก ๆ พ่อกับแม่เคยบอกว่าการถ่ายรูปไม่มีอนาคต…ยังรู้สึกกลัวอยู่เลย”
ข้าววางมือทับมือเขาไว้ เงียบไปนาน ก่อนพูดว่า “ข้าวเชื่อในตัวปีย์นะ อย่าปล่อยให้คนอื่นมาตัดสินฝันของนาย”
ปีย์หันไปสบตาข้าว ในวินาทีนั้นบรรยากาศตึงเครียด แต่ก็อบอุ่นอย่างน่าแปลก พวกเขาทอดสายตาออกไปในก้อนเมฆฝนที่ล่องลอยไกลออกไป ราวกับวางหัวใจฝากไว้กับคำพูดนั้น
วันต่อมา ปีย์ตัดสินใจสมัครประกวดถ่ายภาพ ข้าวช่วยเป็นนางแบบให้รูปชุดพิเศษ ทั้งสองหัวเราะกันด้วยความประหม่า บ่อยครั้งมือปีย์สั่น ข้าวจึงแซว
“ช่างภาพมืออาชีพกลัวอะไรนักหนาเนี่ย?”
“กลัว…จะเก็บความสวยนี้ไม่ได้” ปีย์ตอบเสียงต่ำเป็นความหมายซ่อนเร้นที่ข้าวและเจ้าตัวเองก็ทำเป็นไม่ทันสังเกต
ฤดูฝนเดินทางไปเรื่อย ๆ สองคนใช้เวลาร่วมกัน เดินเล่นกลางฝน ดูหนังในห้องเล็ก ๆ ฝึกวาดภาพ หัดถ่ายรูป สนิทใจและเข้าใจกันมากขึ้นโดยไม่ได้รู้ตัวว่าขอบเขตความสัมพันธ์นั้นค่อย ๆ เลื่อนขึ้นทีละน้อย ๆ
แต่แล้ววันหนึ่ง เพื่อนกลุ่มเดียวกันชวนไปเที่ยวทะเล ข้าวลังเล เดิมทีเธอไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง แต่เพราะปีย์เป็นคนเสนอ จึงตอบรับอย่างไม่ต้องคิด ภาพคืนวันนั้นริมชายหาดใต้แสงดาว เนื้อเพลงเบา ๆ ทำให้สองคนต่างเงียบงัน
“ข้าว เคยนึกกลัวที่จะรักใครมั้ย?” ปีย์ถามขึ้นหลังจากบทสนทนาเงียบไปนาน ข้าวมองหาดยาว ๆ สูดลมหายใจลึกช้า
“กลัวสิ กลัวเสียเขาไป กลัวผิดหวัง กลัวมากจนไม่กล้าคิดว่าอยากได้ใครมาอยู่ใกล้ ๆ จริง ๆ”
“ฉันก็…” ปีย์พูดได้แค่นั้นก็เงียบไป ดวงตาทอดลงกับเม็ดทราย ดนตรีจบลง เหลือเพียงเสียงคลื่นกับใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของทั้งสอง
รุ่งเช้า ข้าวลุกขึ้นสายเพราะฝนตกหนัก ค้นพบจดหมายเล็ก ๆ ใต้ประตูห้อง เป็นการ์ดขอบคุณจากปีย์ ‘ขอบใจที่อยู่ข้าง ๆ เสมอ’ ข้าวอ่านแล้วถอนใจเหมือนรู้สึกวูบโหวง เธอแกล้งทำเป็นไม่ไยดี แต่ก็เก็บการ์ดไว้ใต้หมอนเสมอ
อีกไม่นาน แม่ของข้าวเดินทางมาเยี่ยมที่หอพัก ด้วยท่าทีเข้มงวดและคำพูดตัดพ้อ “คนในบ้านมองว่าวาดรูปไม่ใช่งานจริง ๆ นะข้าว ถ้าไม่เรียนบริหารจะเอาอะไรกิน?”
ข้าวเถียงไม่ได้ ได้แต่ก้มหน้า แม่ยื่นคำขาดจนเธอเสียศูนย์ ปีย์ตามมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี แต่เลือกจะไม่เข้าไปแทรก เหลือเพียงสายตาเห็นใจ
ค่ำวันนั้น ข้าวหายสาบสูญไปเฉย ๆ โทรศัพท์ปิดเงียบ ปีย์วนรถหาทั่วกรุงเทพจนพบข้าวนั่งร้องไห้อยู่ริมแม่น้ำใต้สะพาน เธอยิ้มเศร้า ๆ เมื่อปีย์มานั่งข้าง ๆ
“ไม่มีใครเข้าใจข้าวเลย…”
“มีสิ อย่างน้อยก็ฉัน”
ข้าวซบไหล่ปีย์เงียบ ๆ น้ำตาซึมลงบนเสื้อยืดของเพื่อนชายคนสนิท ปีย์ไม่พูดอะไร แค่กอดไว้หลวม ๆ ราวกับอยากปกป้องแต่ไม่กล้าแสดงออกมากไปกว่านั้น
ตั้งแต่นั้น ข้าวเริ่มห่างปีย์ ไม่มาเรียน ไม่ตอบไลน์ เพื่อนในกลุ่มต่างพูดกันว่าข้าวอาจไปต่างจังหวัด ปีย์พยายามโทรหาทุกวัน แต่ได้แค่ข้อความในไลน์ที่ขึ้นว่า ‘อ่านแล้ว’
ฝนยังตกต่อไป ปีย์เริ่มวาดรูป ฝึกถ่ายภาพต่อไปคนเดียว เขาตีพิมพ์ภาพถ่ายที่ประกวดร่วมกับบันทึกสั้น ๆ ที่ข้าวเคยวาดและมอบให้เขา ทุกครั้งที่ฝนโปรยปราย เขาจะคิดถึงเสียงหัวเราะ เสียงดุ และมือที่ทับลงบนมือเขาเสมอ
ตัดสู่ฤดูใบไม้ร่วง ข้าวกลับมาในวันที่คณะจัดนิทรรศการรวมศิลป์ ปีย์ยืนดูภาพถ่ายของตัวเองที่เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ เขาหันไปเห็นข้าวยืนมองภาพตรงข้ามใบหน้าสะท้อนรอยยิ้มจาง ๆ
“สวยจัง” ข้าวพูดเสียงสั่นเล็กน้อย
“ขอบใจ…รูปนี้มีเธออยู่ในเฟรมด้วยนะ”
ข้าวหลบตา ฝืนยิ้ม น้ำตาคลอเบ้าก่อนพึมพำ “ที่ไม่ได้อยู่ในเฟรมก็ยังรู้สึกจับมือกับปีย์อยู่เลย”
ทั้งสองนิ่งงัน ช่วงเวลานั้นเหมือนหัวใจรอการตัดสินใจ ปีย์พูดเสียงแหบ “ตอนฝนตก ฉันคิดถึงข้าวมากที่สุด”
ข้าวยิ้มเศร้า ๆ “ฉัน…ก็คิดถึงนายเสมอ แต่กลัว กลัวจะเสียเพื่อนไป”
“ถ้าต้องเสียคนที่สำคัญที่สุดเพราะความรู้สึกจริง ๆ…จะยอมเสียมั้ย?” ปีย์ถาม น้ำเสียงสั่นเช่นกัน
ข้าวอยู่นิ่งไปนาน นานจนเสียงฝนผ่านไปนอกหน้าต่างในนิทรรศการ “ไม่…ข้าวไม่ยอมเสียเลย แต่ข้าวก็ไม่กล้ารักนายถ้าใจยังกลัวอยู่”
ปีย์เดินเข้ามาใกล้ ๆ หัวเราะขื่นขม “ฉันเองก็กลัว…แต่ฉันจะกล้า ถ้าเธอกล้า”
ข้าวยิ้มกว้าง น้ำตาไหลปีติ “ข้าว…อยากกล้าแล้วล่ะ” แล้วเขาก็โอบไหล่ข้าวไว้ กอดกันกลางเสียงปรบมือเบา ๆ จากเพื่อน ๆ และเสียงฝนแรกของรอบปี
ฤดูฝนสุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัย มิตรภาพเติบโตเป็นความรักที่ไม่เคยสารภาพ แต่ได้รับการให้อภัยตนเอง ได้เปิดใจและได้ก้าวข้ามอดีตด้วยกันอย่างมั่นคง
ทั้งคู่เดินออกจากนิทรรศการ ภายใต้ร่มคันเดียว รอยยิ้มและหัวใจที่กล้ารักในฤดูฝนด้วยกัน