ฤดูที่แล้วของสองเรา
เสียงจ๊อกแจ๊กของผู้คนในโรงอาหารเก่าดังกลบเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนแก้ม เด็กสาวผมสั้นหน้าตาร่าเริงนั่งล้อมวงกับเพื่อน อีกมือบีบพลาสติกแก้วน้ำกระทบกันเป็นจังหวะ เหงื่อเกาะเป็นเม็ดบนหน้าผาก บรรยากาศเดือนเมษายนในมหาวิทยาลัยยังคงร้อนเหมือนทุกปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทีนั่งฝั่งตรงข้าม เขาใบหน้าคม ผิวคล้ำ ผมยุ่งพลิ้วเข้ากับแว่นตากรอบสีดำขับให้ดูจริงจังในแบบของตัวเอง เขาเงียบ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นกับบทสนทนา แต่สายตาสังเกตทุกความเคลื่อนไหวของแก้ม — ยิ้มมุมปากบาง ๆ เมื่อได้ยินมุกตลกของอีกฝ่าย
“แก้ม เดี๋ยวกินข้าวเสร็จไปยืมห้องสมุดป่ะ สอบอีกสองอาทิตย์เองนะ” เสียงติ๊ก เพื่อนในกลุ่มถามขึ้น
“เอ่อ… ฉันยังต้องสเก็ตช์แบบส่งอาจารย์เลยอะ ไว้เจอกันเย็นนี้ได้มะ” แก้มตอบพลางเหลือบตามองทีแวบหนึ่ง เหมือนจะส่งสัญญาณเป็นนัย บรรยากาศในกลุ่มเพื่อนยังคงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและคำแซว แต่สำหรับทีและแก้มกลายเป็นช่องว่างเงียบ ๆ เล็ก ๆ ที่แทรกระหว่างคำพูด
หลังจากแยกกับเพื่อน ทีและแก้มเดินจูงจักรยานเข้าใต้ร่มไม้ข้างทาง ทุกอย่างดูนิ่งสงบ มีเพียงเสียงลมอ่อน ๆ พัดใบไม้ร่วงผ่านเท้า
“แก้ม นายคิดจริง ๆ เหรอว่าการออกแบบมันจะซัพพอร์ตเราต่อไปได้” ทีพูดขึ้นแบบติด ๆ ขัด ๆ ไม่สบตา
แก้มเงียบไป ก่อนตอบเบา ๆ “เราไม่รู้เหมือนกัน เรากลัวนะ…บางทีเราก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะเก่งพอ”
“เราเห็นแก้มเก่งจะตาย ตั้งใจจะตาย” ทีว่า เสียงเบาเมื่อพูดคำสุดท้าย
“นายก็ด้วย ที” แก้มตอบเสียงเบา และเงียบลงอีกครั้ง เงียบแบบยาวนานในขณะที่เดินไปเรื่อย ๆ ใต้ร่มเงาต้นจามจุรียามบ่าย
ตลอดสัปดาห์ต่อมา ทั้งสองคนเป็นเหมือนเงาของกันและกัน หลบ ๆ ซ่อน ๆ หลายอย่างในใจ ทั้งความคาดหวังจากบ้าน ความกลัวผิดหวัง และความรู้สึกที่แตกต่างของแต่ละคน
ค่ำวันหนึ่ง แก้มนั่งที่ม้านั่งหน้าหอพัก ใจลอยและเฝ้ามองมือถือที่ยังไม่มีแม้แต่ข้อความจากที สายลมโชยเบา ๆ พัดเอาเศษใบไม้ลงมาเกลื่อนโต๊ะ เธอถอนใจยาว มือกำเสื้อยืดที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อ
ทีปรากฏตัวข้างหลังแบบเงียบ ๆ “ดึกแล้ว ทำไมยังไม่นอน”
“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ” แก้มตอบโดยไม่หันไปมอง
“เหนื่อยไหม” ทีนั่งลงข้าง ๆ รอคำตอบจากเพื่อนสนิทแบบไม่เร่งรัด
ความเงียบถูกปกคลุมอีกครั้ง ก่อนที่แก้มจะพูดค่อย ๆ ว่า “กลัว… กลัวทุกอย่างที่เปลี่ยนไป กลัวเสียเด็กดีในสายตาแม่ กลัวล้มเหลวเหมือนตอนม.ปลายด้วย”
ทีเงียบไปนาน “เราก็กลัว — แต่เรารู้ว่าแก้มไม่เหมือนเดิม แก้มพยายามมาตลอด”
สายตาทั้งคู่สบกันในความเงียบ ราวกับจะมอบความกล้าให้อีกฝ่าย ทั้งที่ไม่มีคำพูดเพราะสิ่งที่กั้นกลางคืออดีตคนละบทที่ยังลบไม่จาง
ไม่กี่วันถัดมา ขณะทำงานกลุ่ม แก้มมองมือของตนที่กำโครงแบบ tightly เหงื่อซึมบนปลายนิ้ว “ลองคิดงานมุมใหม่ไหม แบบที่เคยเสนอคราวที่แล้ว” เธอกลั้นใจเสนอโจทย์ใหม่ ๆ
ทีมองนิ่ง ๆ “เอาสิ แต่ถ้าผิดจะไม่โทษเราเหมือนปีแรกนะ” เสียงนั้นมีรอยแหย่เล็ก ๆ แต่ใต้แววตายังมีร่องรอยความเจ็บเก่า
แก้มเงียบไปนาน ค่อย ๆ ลดมือวางดินสอลง “ครั้งนั้น… เราขอโทษจริง ๆ ที่โทษนาย เราควรรับผิดเอง”
“ไม่เป็นไร” ทีตอบเบา ๆ แต่สายตานิ่งจริงจัง
ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ โยงใยแน่นขึ้นจากความเข้าใจผิดและความกลัวในอดีต สายลมหวนของช่วงปีแรกค่อย ๆ จางหายบนโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ตรงห้องสมุดมืดเงียบ
เมื่อถึงวันสอบปลายภาค ทั้งคู่ต่างเคร่งเครียด ข้อความให้กำลังใจถูกส่งแลกกันผ่านมือถือเป็นระยะ ๆ คืนหนึ่งก่อนสอบ แก้มนั่งอ่านหนังสือข้างเตียง ห้องไฟสลัว เสียงติ๊กข้อความดังขึ้น
“แก้ม สู้ ๆ นะ” — ทีส่งมา
แก้มอ่านข้อความนั้น พิมพ์กลับสั้น ๆ “ทีด้วย สู้มาก ๆ นะ” เธอยิ้มแผ่วให้ตัวเอง
หลังสอบเสร็จ ทีชวนแก้มไปเดินเล่นในสวนหลังมหาวิทยาลัย เขาเว้นระยะห่างเบา ๆ ราวกับต้องการทดสอบว่าความสัมพันธ์จะไปต่ออย่างไร มือทั้งสองถือขวดน้ำเย็นแน่น
“แก้ม… เราถามอะไรหน่อย” ทีเว้นจังหวะนาน “ถ้าสอบไม่ผ่านรอบนี้… จะว่าอะไรไหม”
แก้มยิ้มบาง ๆ “ก็จะผิดหวังนิดหนึ่งแหละ แต่ที่แย่กว่าคือไม่รู้ว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีให้นายได้อีกไหม”
ทีหัวเราะแผ่ว เสียงค่อย “แก้ม…นายไม่รู้ตัวเลยหรือว่าทำให้เราอยากตั้งใจ เหมือนตอนปีหนึ่ง”
แก้มเหงื่อตก พยายามเปลี่ยนเรื่อง “ไปกินน้ำแข็งใสกันไหม ร้อนจะแย่แล้ว”
ทั้งสองคนเดินต่อ ในความรู้สึกที่เหมือนจะใกล้แต่ก็ยังไม่ใกล้พอที่จะพูดเรื่องใหญ่ในใจออกมา
วันรับผลสอบมาถึง ทีได้เกรดที่ดีแต่แก้มติด F วิชาสำคัญ เธอร้องไห้ในห้องน้ำ ทุบประตูเบา ๆ
ทีได้ยินเสียงสะอื้น เขาเคาะเบา ๆ “แก้ม เปิดหน่อยสิ”
“ขออยู่คนเดียวเถอะ” เสียงแก้มสั่นเครือ
ทีเว้นช่วงนาน “แก้ม…เราตกรอบรับเข้ามาที่นี่เกือบไม่ได้ เรายังคงมาได้จนถึงวันนี้เพราะแก้ม เชื่อเรา…แก้มก็จะผ่านเหมือนกัน”
แก้มยืนเงียบ ๆ อยู่หลังประตู น้ำตายังไหลแต่เหมือนคำพูดนั้นเติมเชื้อให้หัวใจ
หลังจากวันนั้นแก้มเริ่มเปลี่ยน เธอกล้าขอความช่วยเหลือจากเพื่อน กล้าเล่าเรื่องที่กลัวกับอาจารย์มากขึ้น ส่วนทีก็เปิดใจยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง งดดื้อรั้นจากอดีต กลายเป็นแรงสนับสนุนที่คอยอยู่ข้างเธออย่างเงียบ ๆ
เวลาผ่านไปในแต่ละวัน ปีการศึกษาใหม่เข้ามา ทั้งคู่ต้องอยู่กันคนละคณะ มีช่วงเวลาห่างกัน แก้มเริ่มสานกิจกรรมใหม่ เรียนรู้อะไรที่ไม่ได้อยู่กับทีทุกวัน ความเหงาเย็นวาบแทรกผ่านรอยยิ้มจาง ๆ เสมอ ขณะเดียวกัน ทีเริ่มลุยงานวิจัยและได้โอกาสฝึกงานกับรุ่นพี่ต่างคณะที่เคยเป็นแรงบันดาลใจเขา
หนึ่งเดือนผ่านไป ทั้งสองคนแทบไม่ได้คุยกันนอกจากแชทสั้น ๆ เรื่องงาน เหตุผลของระยะห่างต่างก็ไม่มีใครกล้าอธิบาย เพียงแต่ทั้งคู่ต่างรู้สึกถึงช่องว่างประหลาดในใจ
ค่ำวันหนึ่งระหว่างกิจกรรมรับน้องใหม่ทีเจอแก้มกับเพื่อนกลุ่มใหม่ เขาคิดจะเข้าไปทักแต่ลังเล เห็นเธอหัวเราะและเป็นตัวเองในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
แก้มหันมาเห็นที สองสายตามองกันอย่างเงียบ ๆ ไม่มีคำว่า “คิดถึง” ไม่มีคำว่า “โกรธ” แต่มีหลายคำที่ไม่ได้พูด
กลางคืนวันนั้น ทีนั่งเหงาในหอพัก เปิดดูรูปรุ่นน้องกับกลุ่มกิจกรรมที่แก้มลงในไอจี เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง – ความสัมพันธ์นี้เป็นเพียงเพื่อนจริงหรือ
แก้มเองนอนคิดย้อนถึงคำพูดของที — “เราจะผ่านไปด้วยกัน” สิ่งที่เธอไม่เคยกล้าตอบกลับ
หลังจากนั้นพวกเขาก็ค่อย ๆ ถอยห่างเหมือนห้วงน้ำไหลย้อนกลับไปยังปลายทางเดิม ไม่มีการบอกรัก ไม่มีคำลา มีแต่ความรู้สึกคั่งค้างที่ยังปล่อยไม่หมด
เวลาผ่านไปจนวันงานเปิดโครงการมหาวิทยาลัย แก้มได้รับเลือกให้นำเสนอผลงาน คนดูนั่งเต็มหอประชุม เสียงปรบมือดังเมื่องานของเธอจบลง เธอมองลงมาจากเวที หวังจะเห็นใครบางคนในกลุ่มคนดูที่วุ่นวาย
ทีไม่ได้อยู่ในหอประชุม เขาอยู่ข้างเต็นท์นิทรรศการ เดินวนอย่างลนลาน เบอร์โทรแก้มยังคาอยู่ในมือ ลังเลอยู่นานว่าจะกดโทรดีไหม ก่อนจะตัดสินใจเดินไปรอหน้าประตูทางออก
ผู้คนทยอยออกมา สองสายตาเจอกันอีกครั้ง เหมือนเวลาหมุนย้อนกลับไปวันแรกของการรู้จักกัน ทีเอ่ยช้า ๆ “ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูจนจบ”
แก้มยิ้มบาง “ไม่เป็นไร เรารู้อยู่แล้วว่านายคงยุ่ง”
ทั้งสองเดินไปด้วยกันเงียบ ๆ เหมือนช่วงเวลาวัยเด็กที่เดินกลับบ้านด้วยกันหลังเลิกเรียน
“แก้ม…เราไม่ได้อยากห่าง เราแค่กลัว” ทีหยุดเดิน หน้าตาเต็มไปด้วยความลังเล
แก้มเงียบไปนานมาก “เราก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าถ้าต้องเลือกฝันกับนาย…เราจะเลือกไม่ได้”
ทีเว้นช่วงนาน ๆ ก่อนจะตอบ “เราอยากอยู่กับแก้มในวันที่ฝันเป็นจริง ถึงตอนนั้นก็ยังอยากให้แก้มอยู่”
แก้มหันไปสบตาที “ถ้าเราต้องพลาดฝัน…นายจะอยู่ไหม”
ทีพยักหน้า “อยู่สิ ขอแค่มีแก้มอยู่ตรงนี้”
ความเงียบกินเวลานาน ทั้งสองเพียงเดินเคียงกันโดยไม่มีคำบอกรัก ไม่มีสัญญาว่าจะไม่มีวันจากกัน แต่สัมผัสได้ถึงความเข้าใจและความอดทนที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาแทนที่อดีตอันขมขื่น
ฤดูร้อนอีกปีเวียนมา ทั้งคู่ได้เรียนรู้ว่าความรักไม่ใช่การมีอยู่เพื่อเติมเต็ม แต่คือการยืนหยัดข้างคนที่เราเอาใจใส่ แม้แต่ในวันที่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง พวกเขายิ้มให้กันในความเงียบ และพบว่าความสัมพันธ์ที่แท้จริง คือการไม่ยอมแพ้ต่อกันแม้ในวันที่โลกผันแปร