ฤดูที่รอเธอหันกลับมา
เสียงขลุ่ยไม้ไผ่ของชมรมดนตรีพื้นบ้านลอยคลออยู่กับเสียงฝนพรำยามบ่าย ริมบึงข้างคณะ ศิลป์-ธีร์-ยืนนิ่งกับกระเป๋าเป้ใบเก่า อากาศเย็นกำลังดี หากมือสองข้างกลับชื้นเหงื่อ เขาจ้องป้ายชื่อ “ชมรมวรรณกรรม” ที่เพิ่งแขวนใหม่บนบานหน้าตึก ก่อนถอนใจลึกแล้วเดินขึ้นบันไดอย่างระมัดระวัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภายในห้องชมรม ฝาผนังปูด้วยโพสต์อิทสีอ่อน เขาวาดสายตามองหาคนคุ้นหน้า ทว่าเห็นเพียงกลุ่มรุ่นพี่ที่หัวเราะคิกคัก เสียงสนทนาแว่วพาดผ่านเป็นบทกวี กึ่งสนุก กึ่งแข็งขืน ธีร์ขยับเข้าไปชิดผนังกว่าเดิม
อีกฟากหนึ่ง ปรางกำลังนั่งก้มหน้าอยู่กับกองแฟ้ม เรียวผมดำทิ้งตัวปิดแก้มขาว เธอใส่คอกลมสีเขียวอ่อนที่ยังมีรอยหยดน้ำจากละอองฝนด้านนอก ทุกท่าทางเต็มไปด้วยความเครียดเงียบ สายตาของธีร์ชะงักเมื่อจำได้ว่าคือใคร ใบหน้าที่เขาเฝ้าฝันถึงตลอดสองปีไม่ได้เจอ เธอคนที่วิ่งหายไปในวันวิวาทะใหญ่ แฝงอยู่ใต้สายฝนคล้ายวันนี้ไม่ผิด
มือของธีร์เผลอกำแน่นจนช้ำ ก่อนวางเป้ลงกับเก้าอี้ตัวสุดมุมห้อง หลังวินาทีแห่งความเงียบ ปรางเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงกระเป๋ากระทบ ธีร์เบือนสายตาออกทางหน้าต่าง แต่รับรู้ดีว่าเธอสังเกตเขาอยู่ เธอนิ่ง เขานิ่ง ฝนยังคงตก
เสียงหัวเราะขาดตอน รุ่นพี่ในชมรมหันมาทัก “น้องใหม่ใช่ไหม? มาลองช่วยเลือกบทกลอนที่ชอบเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาไปอ่านในงานนิทรรศการ” ธีร์พยักหน้า ส่งยิ้มฝืด ๆ
ขณะที่มือแตะกองกระดาษ มืออีกคู่ก็เอื้อมมาพร้อมกัน นิ้วมือของปรางเฉียดสัมผัสปลายนิ้วเขา ต่างคนต่างชักมือกลับ วงตาเธอกระพริบถี่ รอยยิ้มแผ่วนิดนึงก่อนละตัวเดินไปกดน้ำ ธีร์มองตามหลัง ก่อนสั่งใจตัวเองว่าแค่เว้าวอนสักครั้งก็คงดี
วินาทีเชื่องช้า ทั้งคู่จมอยู่กับเรื่องที่ไม่ได้เอ่ยออกมา ทุกถ้อยคำแฝงซ่อนเงาอดีตและความกลัวไม่กล้าเริ่มใหม่
เย็นวันนั้น ระเบียงชมรมเริ่มว่าง คนทยอยกลับบ้าน ฝนก็พรำหนักขึ้น ปรางชุดเดิมยืนนิ่งอยู่ที่หลังคาใสใกล้ฟุตบาท ธีร์เดินมาข้าง ๆ ปล่อยให้เสียงฝนดังกลบทุกความไม่สบายใจ
“ปราง…ฝนจะหยุดไหม” เขาถามเสียงแผ่ว
เธอยืนนิ่งก่อนพึมพำ “ก็ต้องหยุดแหละ มันไม่ตกตลอดไปหรอก”
ความเงียบอีกพักใหญ่ ปรางกระซิบอีกว่า “นายยังเขียนกลอนอยู่อีกเหรอ”
ธีร์ถอนใจ “ก็…แค่ยังพยายาม พยายามจะไม่ให้เหมือนเดิม” ปรางไม่ตอบ ลมเย็นลูบหน้า ความชื้นกระจายในเสียงหัวใจ
รอยต่อของสายฝนและอดีตชัดเจนราวกับมีเส้นแบ่ง แต่ไม่มีใครกล้าข้าม
วันต่อมา ข่าวชมรมจะต้องส่งตัวแทนสองคนขึ้นเวทีอ่านกลอนในวันมหกรรมศิลป์ รุ่นพี่จ่อปรางเป็นตัวแทนทันที ก่อนเหลือบตามองธีร์ “ถ้านายไม่กล้า ไม่เป็นไรนะ”
ธีร์เม้มริมฝีปาก คำว่าไม่กล้าตอกซ้ำอยู่ในอก ปรางยังนั่งกับสมุดจด เหลือบตามองเขาอย่างลังเล
บรรยากาศฝึกร่วมค่ำวันถัดมา ท่ามกลางเสียงจั๊กจั่น ธีร์ยืนข้างปรางบนเวทีเปล่า ไฟห้องประชุมหลอดเดียวสว่างริบหรี่ ต่างฝ่ายต่างมีต้นฉบับในมือ แต่ยืนห่างกันครึ่งเมตร ไม่มีใครยื่นสมุดให้กัน
ปรางเริ่มอ่านก่อน เสียงสั่นเครือจนบทกวีหวานเศร้า ใบหน้าซีดเงยขึ้นจ้องตา ธีร์สบมองเพียงเสี้ยววิแล้วก้มลงอ่านต่อ แต่เนื้อความกลับพาไปสู่ถ้อยคำที่เป็นอดีต “บางที เราไม่รู้จะให้อภัย หรือแค่อยากลืมกันแน่”
ปรางนิ่งไป หลบตา ธีร์กลืนน้ำลาย เสียงฝนเบา ๆ เริ่มตกอีกครั้งเมื่อประตูเปิดลมโบกเข้ามา
“นาย…นายเกลียดเราเหรอ” ปรางเสียงเบา
ธีร์สั่นศีรษะ เงียบ รีบเก็บสมุด “ถ้ามีใครเข้าใจผิด มันนานแล้ว แค่…มันยังกลับมาใหม่ทุกทีที่เรามองหน้ากัน” เขาก้มหน้า เสียงสะท้อนปะทะผนังจนน้ำตาในเสียงสั่น
“แล้วถ้าเราอยากเริ่มใหม่—” ปรางหยุดชั่วครู่ ก่อนกลับมาด้วยเสียงเบา “…มันจะยากไปไหม”
ธีร์นิ่งนาน “ไม่รู้ แต่คงต้องใช้เวลามากกว่าที่คิด”
หลังการฝึกทั้งคู่ยังคงไม่กล้ามองตา ทั้งสองเดินแยกทาง …แต่ฝนยังพรำเดิม
เช้าวันงาน นิทรรศการศิลป์เต็มไปด้วยผู้คน ธีร์กับปรางยืนนิ่งหลังเวที มือทั้งคู่เย็นเฉียบ ต่างไม่กล้าจับมือใคร ธีร์เหลือบเห็นหุ่นปั้นดินน้ำมันในตู้กระจก คล้ายใบหน้าปรางในคืนฝนเก่า
“คืนนั้นนายยังจำได้ไหมที่ฝนตก…” ปรางเปรย “เราคิดว่าตัวเองผิดหมดแต่…ก็ไม่กล้าขอโทษนาย” เธอยิ้มจืดจาง “บางทีเรากลัวว่านายจะโกรธจนไม่มองหน้าเราอีกเลย”
ธีร์พูดช้า ๆ “มันไม่ได้จบตรงนั้น …เราเองก็เลือกหนี ที่จริงอยากรอให้เธอมาพูด แต่เราก็ไม่กล้าเริ่มเองเหมือนกัน”
เสียงประกาศเวที เรียกชื่อทั้งคู่ ทั้งคู่ก้าวขึ้นไปกลางแสงไฟ ปรางลอบมองธีร์ มือสั่น แต่รวบรวมสติอ่านบทกวีของตัวเองจนจบ ท่ามกลางเสียงปรบมือ ธีร์ต่อด้วยบทของเขา น้ำเสียงหนักแน่น แต่เปี่ยมไปด้วยความสะเทือนใจ
เมื่อจบงาน ทั้งสองยืนใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่เพิ่งผลิบาน ฝนหยุดตกแล้ว กลีบชมพูโปรยบาง ๆ เหมือนสายฝนเสมอมา
“เราก็ยังกลัวอยู่ดี” ปรางพูดเบา ๆ “กลัวจะผิดหวังเหมือนเดิมอีก”
ธีร์ไม่ตอบทันที เขานิ่งคิด สายตาว่างเปล่าค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น “แต่ถ้า…เราเดินไปด้วยกัน ก็คงจะกลัวน้อยลงมั้ง”
ความเงียบระหว่างสองคน ยาวนานพอให้ได้ฟังเสียงฤดูใหม่ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ฤดูเดิม
สัปดาห์ต่อมามีข่าวการคัดเลือกชมรมวรรณกรรมไปแข่งระดับประเทศ ปรางลังเล ธีร์เองก็กังวลว่าจะสอบไม่ผ่านกลางภาค ไม่มีใครพูดเรื่องอนาคตที่ไปด้วยกันได้ลงตัว มีแต่เสียงถอนใจและรอยยิ้มเอาใจช่วยต่างคนต่างเงียบ
เย็นหนึ่งขณะกำลังเก็บของในชมรม ปรางถามเฉย ๆ “สมมติ…เราเลือกไปแข่งต่างจังหวัด นายจะโกรธไหมถ้าเราไม่ได้อยู่ช่วยงานมหาลัย?”
ธีร์สบตานิ่ง “ไม่หรอก ถ้ามันสำคัญกับปราง เราก็อยากให้ไป”
เธอก้มหน้า “แล้วกับนายล่ะ…อะไรสำคัญที่สุดตอนนี้”
“คง…ขอโทษที่เมื่อสองปีก่อนไม่กล้าพูดตรง ๆ” ธีร์เหมือนกำลังฝืนยิ้ม “แต่ตอนนี้…อยากซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น”
เงียบอีก ปรางยิ้มละมุน “โอเค เราจะพยายามซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยเหมือนกัน”
ตลอดปีถัดมา ทั้งสองเริ่มห่างกันบ้างด้วยภาระงาน กิจกรรมที่โอเวอร์แล็ปน้อยลง โอกาสเจอกันน้อยลง มีไม่เข้าใจกันบ้าง ธีร์น้อยใจปรางที่ทุ่มเวลาให้ทีมแข่งขัน ปรางเองก็อึดอัดใจเวลาเห็นธีร์กลับบ้านดึก แต่ทั้งคู่เลือกจะคุย แม้ครั้งละไม่มาก หรือแม้จะจบด้วยคำว่า “ไว้ค่อยเล่า” หรือแค่กำมือผ่าน ๆ
เย็นหนึ่งหน้าหอพัก ปรางโทรมาหลังเงียบหายไปหลายวัน เสียงสั่น “…เราตกแข่งรอบสุดท้าย…เฟลมาก”
ธีร์ฟังอยู่เงียบ ๆ “เสียใจด้วยนะ…”
“นายคิดว่าเรา…ล้มเหลวรึเปล่า” เสียงปรางแผ่วหนักอึ้ง
ธีร์ส่ายหน้า “มันเป็นเรื่องธรรมดา…แต่เราอยากให้ปรางยังอยู่ต่อ”
เธอนิ่ง แล้วร้องไห้ “…ขอบคุณนะที่ฟัง”
ในหลายความเงียบ คืนฝนพรำ เดือนผ่านไป ความอบอุ่นเล็ก ๆ ค่อย ๆ เติบโตผ่านการเลือกอยู่ข้าง ๆ แม้ในวันที่อีกฝ่ายพูดน้อยหรือไม่มีคำพูดใด ๆ
วันสุดท้ายของเทอมแรก ธีร์นั่งเก็บของในห้องชมรม ปรางเดินเข้ามา มือถือกล่องข้าวสองกล่อง “กินด้วยกันไหม” เธอยิ้มบาง
ธีร์ยิ้ม “ก็ดี”
ทั้งสองแลกเปลี่ยนกล่องข้าว เล่าเรื่องธรรมดา ๆ เรื่องบ้าน เรื่องหนังสือ เรื่องแมวหน้าคณะ ทุกถ้อยคำธรรมดาซ่อนหัวใจที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่อาจพูดออกมาตรง ๆ
หลังอาหาร ปรางเอ่ยขึ้น “ถ้าเราขอย้อนเวลากลับไป…เราจะกล้าพูดอะไรบางอย่างเร็วขึ้น”
ธีร์หัวเราะ “เราเหมือนกัน…แต่บางทีการใช้เวลามันก็ช่วยให้เรารู้ว่าบางอย่างควรค่าพอจะรอ”
ต่างคนต่างกล้าจ้องตากว่านี้แล้ว ฝนในฤดูใหม่โปรยลงสั้น ๆ ก่อนแดดจะออกอีกครั้ง
ปรางวางมือลงบนโต๊ะ “ในที่สุด…ระหว่างฤดูฝน เราก็ยิ้มกันได้ซะที”
ธีร์ส่งรอยยิ้มบางเบา ยื่นมือไปแตะกล่องข้าวของเธอ ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกัน เสียงหัวใจจางแต่มั่นคง เงียบสงบในตอนจบฤดูกาลหนึ่ง กับฤดูของเราที่จะเริ่มใหม่…อย่างเต็มใจ