ฤดูที่แตกต่างไม่เปลี่ยนหัวใจ
เสียงฝนพรำลงบนหลังคาสังกะสีของหอพักชายดังแผ่วเบา ฤกษ์นั่งยองๆอยู่ข้างตะกร้าผ้า เหม่อมองหยดน้ำกลิ้งติดขอบหน้าต่าง ร่างสูงผิวเข้มใส่เสื้อกันฝนซีดจาง ภายในห้องแคบอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอับของผ้าซักไม่แห้ง ฤกษ์ลูบผ้าขึ้นพาดราว เหลือบดูโทรศัพท์ที่ส่องสว่างชื่อ “แม่” โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง เขาสูดหายใจลึกแต่ไม่ได้รับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บรรยากาศบนชั้นล่างตึกคณะศิลปกรรมฯ หลังเลิกเรียนวุ่นวายไปด้วยเสียงสนทนาจากกลุ่มเพื่อน เมเปิ้ลกำลังสวมแว่นกลมเช็ดกระจก เอาโทรศัพท์แนบหู
“แม่ เดี๋ยวเมเปิ้ลไปดูที่พักเอง ไม่ต้องห่วงค่ะ”
“อย่ายืนโทรนาน แพรวแม่งหิวแล้ว!” เสียงแพรวเพื่อนสาวท้วง เมเปิ้ลถอนใจ เธอรีบบอกลาแม่ก่อนจะยิ้มขอโทษกลุ่มเพื่อน
ฤกษ์รีบเดินฝ่าฝนตรงไปยังประตูคณะ แกล้มเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ข้างๆ ผิวกับการแต่งกายซอมซ่อทำเขาดูแปลกแยก ฤกษ์ยิ้มผ่านๆให้แพรวแต่ไม่ได้พูดอะไร
ในโรงอาหาร เสียงหัวเราะคุยกันจอแจ เมเปิ้ลนั่งโต๊ะรูดบัตรซื้อข้าว แพรวแซวเบาๆ “เห็นลูกสาวคุณผู้บริหารเดินหิ้วข้าวอยู่”
“พอเหอะแพรว” เมเปิ้ลแอบกวนตาขึ้น ก่อนตัดบทแล้วเปลี่ยนเรื่องไปถึงงานกลุ่มวิชาศิลปะ เธอคอยชำเลืองมองโต๊ะข้างๆ ที่ฤกษ์นั่งคนเดียว กำลังแบ่งข้าวไข่เจียวเป็นชิ้นเล็กจิ้มกับน้ำปลา
ช่วงประชุมงานกลุ่มฤกษ์กับเมเปิ้ลบังเอิญถูกจับให้ร่วมกลุ่มเดียวกัน เมเปิ้ลพยายามเอาน้ำใจช่วยใคร่ครวญไอเดีย “เราวาดรูปใช้ธีมฤดูดีไหม? ฤกษ์คิดไง?”
ฤกษ์ลังเล “เราไม่เก่งวาดนะ วาดแต่พวกลายผ้าเล็กๆ ที่บ้าน”
แพรวเสนอตัดบท “งั้นเมเปิ้ลกับเราออกแบบ ส่วนฤกษ์ช่วยในสิ่งที่ถนัดก็แล้วกัน” ฤกษ์ก้มหน้า เมเปิ้ลมองฤกษ์ด้วยแววตากังวล เธอกดโทรศัพท์ค้างไว้แต่ไม่ส่งข้อความหาฤกษ์
อาทิตย์ถัดมาทุกคนกำลังลงมือวาดภาพรวมกันในห้องดินสอ ฤกษ์นั่งวาดลวดลายติดผ้าให้กลุ่มแบบเงียบๆ เพื่อนบางคนเปรย “เงียบจัง” เมเปิ้ลยิ้มบางๆ “เขาเก่งงานปราณีตนะ แม่เรายังชมเลย” เธอกระซิบเสียงเบาจนฤกษ์ชะงักเม้มปากเก็บรอยยิ้มไว้
เสียงมือถือฤกษ์ดังขึ้น อักษรชื่อ “แม่” โผล่ เขารีบดับเสียงหันหน้าหลบ แพรวมองอย่างสงสัยแต่ไม่ได้พูดอะไร
วันหนึ่งหลังประชุม เมเปิ้ลเดินมาส่งฤกษ์ที่หน้าตึก เธอมองเยื้อย “ช่วงนี้โอเคไหม?”
ฤกษ์พยักหน้า “ก็… ไม่ค่อยได้นอน เพราะต้องรับจ้างทำงานเสริมช่วงดึก”
เสียงฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง เมเปิ้ลยื่นร่มให้ “ถ้าจะกลับหอ ให้เราซ้อนจักรยานไปส่งไหม?” ฤกษ์เขินอายปฏิเสธ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราเดินเอง… ขอบใจนะ”
บทสนทนาเงียบลง ต่างคนต่างยืนนิ่ง เมเปิ้ลลังเลอยากพูดบางอย่าง สุดท้ายแค่ยิ้มบางๆ แล้วหมุนตัวกลับเข้าตึก
หลังจากวันนั้น ฤกษ์มักเห็นเมเปิ้ลกับกลุ่มเพื่อนสาวเดินหัวเราะอยู่ด้วยกันบ่อยขึ้น แต่แววตาเธอยังแอบเหลือบมามองเขาอยู่เสมอ แม้ช่วงหนึ่งเขาจะหลบหน้าทุกครั้งที่กลุ่มเธอเดินผ่านก็ตาม
งานกลุ่มเสร็จสิ้น เมเปิ้ลกลับหอพักในคืนเงียบเหงา เธออ่านข้อความจากแม่ว่า “อย่าไปสนิทกับคนที่ไม่รู้จักดี ความแตกต่างมันลำบาก” เมเปิ้ลวางโทรศัพท์หันออกนอกหน้าต่างน้ำตาคลอ เจ็บจากความคาดหวังและความกลัวของครอบครัวที่ไม่ยอมรับทางเลือกใหม่
อีกวันหนึ่ง ฤกษ์เดินเข้าโรงอาหาร คนเต็มห้องแต่เขาหาที่นั่งไม่ได้จนเมเปิ้ลโบกมือ “นั่งด้วยกันสิ” ฤกษ์นิ่งไปชั่วขณะ แพรวจ้องหน้าทั้งคู่พลางยักไหล่ปล่อยให้ไหลไปตามน้ำ
“ขอบใจ” ฤกษ์พูดเสียงเบา เงียบไปพักหนึ่ง เมเปิ้ลถาม “มีอะไรอยากเล่าไหม?” ฤกษ์ส่ายหน้า “เปล่า แค่อยากกินข้าวเงียบๆ” สิ้นเสียงความเงียบซ้อนทับ สุดท้ายเมเปิ้ลหัวเราะหายเขิน “งั้นเราช่วยแบ่งน้ำปลากายไหม?” ฤกษ์หัวเราะเบาๆ หยิบขวดส่งให้เธอ
ฤกษ์เริ่มเปิดใจคุยกับเมเปิ้ลมากขึ้น นาทีหนึ่งเขากล้าถาม “เวลาเหนื่อยมากๆ เธอทำไง?”
“ก็… อาจจะร้องไห้ หรือไม่ก็ฟังเพลงเก่าๆ จนง่วง” เมเปิ้ลหันมองเขา “แล้วฤกษ์ล่ะ?”
“เราจะนึกถึงบ้าน คิดถึงกลิ่นฝน คิดถึงเสียงนกยามเช้า” ฤกษ์เงียบไป “บางคืนก็… ฝันว่าได้กลับไปนั่งวาดลายผ้ากับแม่”
เมเปิ้ลฟังอย่างตั้งใจ อารมณ์โหยหาสะท้อนในดวงตาสองคู่ ฤกษ์หลบสายตา ถอนใจ “เรากลัวกลับไปมือเปล่า กลัวทำให้แม่ผิดหวัง”
“เราเองก็กลัวเหมือนกัน กลัวเดินตามความฝันแล้วยังหาที่ของตัวเองไม่ได้” เมเปิ้ลยิ้มขมขื่น
หลังจากวันนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มอุ่นกว่าเดิม แม้ใครๆ จะยังมีความระแวงในความแตกต่าง เมเปิ้ลเคยชวนฤกษ์ไปเดินตลาดกลางคืน เขาตอบรับ แม้จะเก้อเขิน ทั้งคู่แวะร้านเครื่องประดับหัตถกรรมพื้นเมือง ฤกษ์อธิบายลายผ้าให้ฟัง เมเปิ้ลตั้งใจฟัง สายตาเธอสว่างขึ้นเล็กน้อย
ในวันที่ฝนตกหนัก ฤกษ์เดินกลับหอคนเดียว ทันใดนั้นเขาเห็นเงาเมเปิ้ลยืนหลบกันฝนใต้ต้นไม้ เธอโบกมือ “รอเราหน่อยได้ไหม?” ฤกษ์หันกลับไปยืนข้างๆ ในเงียบ เธอส่งถุงพลาสติกคลุมหัวให้ทั้งคู่ “จะได้ไม่เปียก”
สายตาอบอุ่นแต่ต่างคนต่างเขิน ต่างมองพื้น ต่างไม่ได้กล้าเงยหน้า ปล่อยให้เสียงฝนคลอเคลียอยู่รอบตัว
เมื่อฤดูเปลี่ยน งานสอบปลายภาคใกล้มาถึง ฤกษ์โหมรับจ้างพิเศษจนหน้าซีด เมเปิ้ลเป็นห่วงแต่ไม่กล้าเข้าใกล้มาก เดี๋ยวแพรวก็ถาม “จะดีเหรอ เก็บใจบ้าง” เมเปิ้ลแค่ยิ้มเศร้า
วันหนึ่งฤกษ์ล้มป่วยหนักในห้อง เมเปิ้ลออกตามหา จนสุดท้ายเจอเขานอนซม แพรวตามมาด้วย ทั้งสองรีบช่วยกันดูแลและพึ่งพิงแพทย์ ฤกษ์ขอบคุณแบบอายๆ “ขอบคุณ… ที่ช่วยเรานะ”
เมเปิ้ลมองหน้าเขา “อย่าแบกไว้คนเดียวเสมอไปนะฤกษ์ บางทีคนเราต้องยอมให้ใครบางคนดูแลบ้าง” ฤกษ์มองตาเมเปิ้ลนิ่ง เธอเมินหน้าก้มลง น้ำเสียงเธอสั่นไหวซ่อนความรู้สึกบางอย่าง
หลังจากหายป่วย ฤกษ์ตั้งใจเรียนและทำงานหนักขึ้น เมเปิ้ลเอาเอกสารโน้ตมาให้ แต่ไม่ได้กล้าส่งมือให้ตรงๆ เธอวางไว้แค่ที่โต๊ะ ฤกษ์รับไปมองตามหลังเธอเดินออกห้องไป
ความใกล้ชิดค่อยๆ กลายเป็นความผูกพันที่ไม่รู้ตัว ฤกษ์เรียนรู้ว่าการแบ่งปันความหนักใจออกไปบ้างก็ทำให้หัวใจเบาลง
ในงานรับน้อง เมเปิ้ลกับฤกษ์ร่วมเป็นพี่สันทนาการ ต่างคนต่างแอบชำเลืองอีกฝ่ายเป็นระยะ เมื่อเสียงหัวเราะกลบความกังวล เมเปิ้ลกระซิบขอบคุณ “ขอบคุณที่กล้าลุกขึ้นยิ้มให้พวกน้องๆ” ฤกษ์กระซิบกลับ “ขอบคุณที่ให้เรามีที่ยืนตรงนี้”
แต่เมื่อทุกอย่างดูจะดีขึ้น คนรักเก่าของเมเปิ้ลจากกรุงเทพฯ กลับมาหาเธอโดยไม่ทันตั้งตัว ความทรงจำและอดีตย้อนแทรกไล่เมเปิ้ลติดมุม เธอลังเลและห่างเหินฤกษ์อย่างไม่ทันตั้งใจ ฤกษ์รับรู้แต่ไม่ถาม เงียบเดินออกไปตามกิจกรรมของตัวเอง
ช่วงเวลานี้ ฤกษ์เริ่มกลับไปสนิทกับเพื่อนจากบ้านเกิดที่มาเรียนด้วยกันใหม่ๆ เขาเริ่มรู้สึกเหมือนตนเองไม่ควรมีตัวตนในชีวิตของเมเปิ้ล
ค่ำหนึ่งฤกษ์พบเมเปิ้ลนั่งอยู่หน้าคณะ เธอเงียบ ฤกษ์นั่งข้างๆ “เรารู้สึกว่า… เราเป็นแค่คนชั่วคราวในชีวิตเธอ”
เมเปิ้ลน้ำตาซึม “คนที่กลับมาเขาเป็นอดีตแล้ว เราแค่สับสน”
ฤกษ์พูดเสียงแผ่ว “งั้นเราจะถอยไปก่อน รอให้เธอแน่ใจ ถึงตอนนั้นค่อยบอกเรา”
เมเปิ้ลเงียบ หยุดไว้แต่เพียงถ้อยคำของฤกษ์
วันเวลาผ่านไป ฤกษ์กับเมเปิ้ลห่างกันไปจริงๆ ต่างคนต่างไม่กล้าทัก สายตาที่เคยมองหากลายเป็นการหลบสายตา ฤกษ์จมจ่อมกับกองงาน เมเปิ้ลวุ่นกับโปรเจกต์เรียนและตัดสินใจว่าจะไปฝึกงานกรุงเทพฯ หรืออยู่เชียงใหม่ดี
คืนหนึ่งฤกษ์ตัดสินใจโทร. กลับบ้าน เขานั่งซึมในความมืด น้ำเสียงของแม่จากปลายสาย “อย่ากลัวผิดหวังเลยลูก แค่อย่าลืมว่าตัวเองฝันอะไรอยู่” ฤกษ์ปาดน้ำตา พึมพำขอบคุณแม่ผ่านน้ำเสียงสั่น
เมเปิ้ลกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมย้ายออกจากหอ เพื่อนถาม “แล้วฤกษ์ล่ะ?” เมเปิ้ลนิ่งอึ้ง “เราไม่รู้ว่า… ยังมีที่ในชีวิตเขาอยู่ไหม” เธอตัดสินใจพิมพ์ข้อความยาวแต่ลังเลจะกดส่งดีหรือไม่ มือชะงักค้างอยู่บนหน้าจอ
วันสุดท้ายก่อนเมเปิ้ลลงไปกรุงเทพฯ เธอเดินไปที่คณะฤกษ์กำลังเก็บอุปกรณ์งานหัตถศิลป์ เธอยืนที่ประตูนานมากจนเขาเงยหน้าขึ้นมาเห็น
“ฤกษ์…”
ทั้งสองสบตากัน เงียบไปอึดใจ เมเปิ้ลสูดหายใจ “เราเคยคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผน แต่สุดท้าย… เราแค่อยากให้มันเป็นจริง”
ฤกษ์ถามเบาๆ “แล้วจริงของเธอคืออะไร?”
“จริงคือ… เราอยากมีกันอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าสุดท้ายมันจะยากหรือง่าย”
ฤกษ์สบตาเธอนิ่ง “บางทีเราอาจต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง และยอมให้บางอย่างเปลี่ยนแปลงตามฤดู”
เมเปิ้ลน้ำตาคลอแต่หัวเราะ “งั้นเธอจะไปส่งเราที่ขนส่งไหม?”
“ไปสิ”
บนรถสองแถวที่วิ่งออกจากคณะ เมเปิ้ลซบไหล่ฤกษ์ ทั้งสองนั่งเงียบดูวิวหลากฤดูกาลผ่านหน้าต่าง ยิ้มน้อยๆ ให้กัน ต่างคนต่างรับรู้ว่าข้างหน้าคือฤดูใหม่ซึ่งอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นฤดูที่ต่างคนต่างเลือกเดินเคียงข้างอย่างที่ใจต้องการ