ฤดูที่(ไม่)ตรงกัน
ในค่ำคืนก่อนเปิดเทอมใหม่ ลมฝนตกกระทบใบไม้ดังเปาะแปะ แก้วนั่งอยู่ริมระเบียงห้องพักนักศึกษาชั้นสี่ สายตากวาดไปที่สนามหญ้าเยื้องโรงอาหารสายฝนพรำ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ใจหนึ่งนึกถึงโอกาสงานดีที่เพิ่งได้สัมภาษณ์ อีกใจคล้ายน้ำหนักของบางสิ่งที่ถ่วงไว้ในอก สายเข้าจากแม่แวบขึ้นมา แก้วถอนหายใจยาว ก่อนจะกดเงียบแล้วก้มหน้าลงกับเข่าตัวเอง ปล่อยให้เสียงฝนกลบทุกอย่างรอบตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เช้าวันปฐมนิเทศ นักศึกษาหลั่งไหลเข้าสู่หอประชุมใหญ่ วงดนตรีเล็กๆ บนเวทีเริ่มซ้อมกันเอง ปุณ มือกีต้าร์หนุ่มผมหยิก รอยยิ้มเปิดเผย เขาเดินเข้ามาหาพี่ปีสี่ซึ่งยืนจัดเอกสารใกล้เวที
“ขอผ่านหน่อยครับพี่แก้ว ซ้อมนิดเดียว”
แก้วพยักหน้า ไม่หันมามองอาหารเช้าในมือ จิบกาแฟเงียบ ๆ เหงื่อซึมใต้ขมับจากความกังวลเรื่องงานและการเรียนจบปีนี้
เพื่อน ๆ เข้ามาล้อมปุณ บางคนทักทาย บางคนแซวว่าเขาใส่เสื้อผ้าฉูดฉาดอีกแล้ว ปุณหัวเราะกลบเกลื่อน ไม่แคร์สายตาใคร แล้วหันไปหยิบกระเป๋าผ้าใส่สเก็ตช์งานตัวเองขึ้นมา วิ่งไปเตรียมของหลังเวที
หลังเลิกงานวันนั้น ฝนตกหนักกว่าเดิม แก้วยืนรอรถเมล์หน้าคณะ ท่ามกลางนักศึกษาที่ทยอยหายไปทีละคน จู่ ๆ ปุณก็เดินถือร่มคันหนึ่งมาเสนอให้
“พี่จะรอให้เปียกฝนหรอ ร่มผมใหญ่พอแบ่งได้”
แก้วลังเล ไม่ได้ตอบทันที เธอมองหน้าปุณซึ่งส่งยิ้มจริงใจและดูเหมือนไม่คาดหวังอะไร
แล้วเธอก็ตัดสินใจพยักหน้ารับเล็กน้อย เดินเคียงข้างเขาไปในฝนที่กระหน่ำ
“ขอบใจนะ” เธอพูดเบา ๆ
“แค่นี้เองครับ” ปุณตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ
ระยะห่างใต้ร่มไม่มากนัก แต่ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างเคลื่อนเข้าหากันโดยที่ไม่มีใครพูดออกมา
รุ่งขึ้นในห้องชมรมศิลปะ แก้วรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษากิจกรรมมหาวิทยาลัย ปุณคือหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการวางแผนจัดนิทรรศการเสื้อผ้า เขาสเก็ตช์ลวดลายหลากสี กล้าหาญ ท่ามกลางเสียงปรบมืออื้ออึงของเพื่อนในกลุ่ม
แต่แก้วอดไม่ได้จะพูดขึ้นระหว่างพักเบรก “แบบนี้… จะขายได้จริงหรือ”
ปุณชะงักไป ก่อนหันมายิ้มเจื่อน “ผมว่ามันเจ๋งนะแต่ไม่รู้…พี่คิดว่ายังไงล่ะครับ”
“ตลาดอาจยังไม่รับ” เธอพูดนิ่ง จิบกาแฟต่อ ภายในใจเธอกลับรู้สึกผิดเล็ก ๆ ที่เอาความกลัวตัวเองไปฉุดรั้งความฝันของเขาไว้
“บางที ก็ต้องรอให้ใครสักคนทำให้เขาเห็นว่าไปได้มั้ง” ปุณว่าเสียงเบา พลางเก็บสเก็ตช์ใส่กระเป๋า
พักกลางวันเพื่อน ๆ กินข้าวเฮฮาในโรงอาหาร กลุ่มแก้วกับปุณชนกันโดยบังเอิญ ต่างฝ่ายต่างเก้ ๆ กัง ๆ ตอนคุยทักทาย จนเพื่อนของแก้วแซวขึ้นว่า “ปีสองจีบพี่ปีสี่ใช่มั้ย”
บรรยากาศอึดอัดระหว่างเพื่อน ปุณหัวเราะกลบเกลื่อน “จะกล้าก็กลัวโดนไล่น่ะครับ”
แก้วหน้าแดงนิด ๆ แต่ขำในลำคอ สายตาบอกทั้งไม่จริงจังและมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
ผ่านไปหลายวันงานนิทรรศการเริ่มเครียด งานน้อยคนช่วย เพื่อนบางคนถอนตัว ปุณกับแก้วต้องลงมือแก้ปัญหาด้วยกันบ่อยขึ้น
คืนหนึ่ง พวกเขาติดอยู่กับการจัดเรียงชุดโชว์ ขณะหอพักใกล้ปิด แก้วถอนหายใจแรง “ถ้าสอบไม่ผ่านปีนี้ ชีวิตก็จบละ”
ปุณหยุดมือแล้วเงียบไปนาน เขาขยับเข้าไปยืนข้างแก้วอย่างลังเล “แล้วถ้าผมล้มเหลว งานนี้เจ๊ง… ก็โดนพ่อแม่ด่าเหมือนกัน”
เงียบงัน คล้ายต่างคนต่างแบ่งความกดดันกันโดยไม่มีใครช่วยได้
“บางที…ถ้าผมไม่ฝันใหญ่ขนาดนี้ ก็จะไม่ลำบาก”
“แต่ถ้านายไม่ฝัน ก็คงไม่ใช่นายน่ะสิ…” แก้วพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความเขินที่พูด
เสียงโทรศัพท์แก้วสั่น หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัทในฝันของเธอส่งข้อความมา “เห็นว่าหลังนิทรรศการจะมีสัมภาษณ์งานรอบสุดท้าย ฝากผลงานให้ดีนะ” แก้วเก็บโทรศัพท์แทบจะทันที สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
วันแถลงข่าวนิทรรศการ ทั้งสองต้องขึ้นเวทีร่วมกัน ด้านล่างเต็มไปด้วยอาจารย์ นักข่าว และเพื่อนนักศึกษา ปุณสวมชุดที่ออกแบบเอง มั่นใจแต่ตื่นเต้น ส่วนแก้วยืนเงียบสงบแต่ใจเต้นแรง
“เดี๋ยว… ขึ้นเวทีต้องพูดยังไงนะ” ปุณหันมาถามด้วยเสียงสั่น
แก้วมองหน้าเขานิ่ง ๆ ก่อนยื่นมือมากุมมือปุณแน่น “มั่นใจไว้ เราทำได้”
ระหว่างพูดจบ ทั้งห้องจับตามอง พวกเขาผ่านไปได้โดยไม่มีใครล้มเหลว สายตาปุณหันมองแก้วคล้ายขอบคุณแต่ไม่พูดอะไร
หลังเวที ปุณถามเบา ๆ “ถ้าไปทำงานกรุงเทพฯ จะยังคุยกับผมมั้ย”
แก้วนิ่งไป หัวเราะฝืน ๆ “ไม่แน่ บางทีเราอาจไม่มีเวลาให้ใครเลย”
“แปลว่าถ้าใครอยากอยู่ก็ต้องสู้เอาเองสินะ” ปุณพูดติดตลก
แก้วทำเป็นไม่สนใจ หัวเราะกลบเกลื่อน ทั้งสองต่างไม่พูดถึงอนาคตที่อาจไม่มีอีกฝ่ายอยู่
หลายวันผ่านไป หลังงานนิทรรศการจบลง ปุณเอาผลงานไปเสนออาจารย์และโดนติเรื่องความจริงจังในสายอาชีพที่เลือก เขาเริ่มลังเลในตัวเอง ในขณะที่แก้วกำลังตระหนกกับเรื่องสัมภาษณ์งานรอบสุดท้ายในกรุงเทพฯ
คืนหนึ่ง แก้วนั่งมองรายชื่อบริษัท หัวใจสับสนระหว่างชีวิตที่มั่นคงกับบางอย่างที่กำลังเติบโตในใจเธอ เธอไลน์หาปุณแต่ลบข้อความทิ้ง แล้วยกมือปิดหน้า นอนฟุบกับโต๊ะ
ปุณเอง คืนนั้นนั่งออกแบบเสื้อผ้าโดยไม่มีไอเดีย ร่างแบบถูกขยำทิ้งกองกับพื้น เขามองมือว่างเปล่า คิดถึงแก้วที่หัวเราะเบา ๆ กับเสียงคำแนะนำของเธอ
ต่อมาแก้วกับปุณเจอกันโดยบังเอิญในร้านอาหารข้างมหาวิทยาลัย ต่างคนเงียบ ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไงจนกระทั่งเพื่อนปุณเข้ามาให้กำลังใจเสียงดัง ทำให้เธอหัวเราะหลุดอย่างไม่ตั้งใจ
“ผมคิดว่าพี่คงไม่อยากเจอผมอีกแล้ว” ปุณเปลี่ยนหัวข้อกระทันหัน
“นายน่ะ…บางทีก็พูดมากไปนะ” แก้วเอ่ยพลางยิ้ม
เงียบไปครู่หนึ่ง ปุณพูดต่อ “แต่ถ้าไม่พูดก็ไม่รู้จะเข้าใจกันได้ยังไง”
หลังจากนั้นทั้งสองกลับมาทำกิจกรรมด้วยกันอีกครั้ง แต่ขอบเขตระหว่าง ‘เพื่อน’ เริ่มชัดและคลุมเครือกว่าเดิม
เย็นหนึ่ง ขณะเดินกลับหอ ปุณหยุดเดินกลางทาง
“พี่แก้ว…ถ้าผมขอให้พี่อยู่ ต่อไปด้วยกัน…พี่จะ…จะว่ายังไง”
แก้วนิ่งไปยาว ใจหนึ่งอยากไขว่คว้า อีกใจกลัวจะเสียทุกอย่างที่ฝันไว้
“เราทั้งคู่ต่างมีทางที่ต้องไป” เธอตอบเสียงเรียบแต่เศร้า
ปุณเงียบ ไม่กดดัน แต่รอยยิ้มเศร้าบนหน้าเขาทำให้แก้วใจสั่น เธอบอกลาแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับ
ระยะเวลาแห่งความห่างไกลเริ่มต้น ทั้งคู่ต่างจมอยู่กับความคิดตัวเอง
แก้วได้งานในกรุงเทพฯ โดยต้องฝึกงานหนักจนแทบไม่มีเวลาคุยกับใคร เธอรู้สึกโดดเดี่ยวในเมืองใหญ่ ทุกครั้งที่เข้าโซเชียลจะเห็นปุณอัพงานออกแบบชุดใหม่ ๆ แต่ก็เหมือนต่างไม่มีพื้นที่ของกันและกันแล้ว
ปุณเองก็เริ่มมีชื่อเสียงในสายงานดีไซน์ มีโอกาสร่วมงานกับรุ่นพี่ กลับห้องดึก ๆ มองข้อความที่ค้างคาในมือถือแต่ไม่กล้ากดส่ง ความฝันและความกลัวเริ่มกัดกินหัวใจซ้ำไปมา
ผ่านไปเป็นเดือน แก้วกลับมหาวิทยาลัยมารับปริญญา ในพิธี เธอเจอปุณในชุดนักศึกษา ทั้งสองเงียบ ไม่รู้จะเริ่มคำไหน สายตาทั้งคู่ปะทะกัน ทว่าความเงียบก็ถูกเติมเต็มด้วยความรู้อะไรบางอย่างที่ไม่กล้าพูด
หลังพิธีจบ ทั้งสองแยกย้าย คนละทาง ระยะห่างชัดเจนกว่าเดิม
เวลาผ่านมาอีกปี แก้วเก็บกระดาษจดหมายฉบับหนึ่งที่ปุณเคยเขียนถึงเธอไว้ในสมุด จากนั้นเธอเดินเข้าคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เคยฝันอยากเปิดวันหนึ่ง
ขณะที่เธอเขียนแผนธุรกิจอยู่ ปุณเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความหมายในชุดออกแบบเอง
ทั้งสองสบตากัน ไม่มีคำพูดใด ๆ สักพัก ก่อนที่ปุณจะหยิบสเก็ตช์ต้นแบบเสื้อผ้าออกมา
“ผม…อยากขอความเห็นจากพี่อีกครั้ง…ถ้ายังไม่สาย”
แก้วยิ้ม น้ำตาซึมเล็ก ๆ “ถ้านี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ เราก็ลองไปด้วยกันอีกสักครั้งมั้ย”
ปุณพยักหน้าช้า ๆ มือสั่นขณะวางสเก็ตช์ไว้ระหว่างโต๊ะ เหมือนเชื้อเชิญคำตอบใหม่ ในฤดูที่ความฝันของทั้งคู่เริ่มตรงกันสักที