คดีลับในสตูดิโอสีเพี้ยน
เสียงหัวเราะผสมเสียงเพลงดังคลออยู่ในสตูดิโอศิลปะกลางมหาวิทยาลัยขณะที่พลอยยืนพิงผนัง กำลังขีดชอล์กด้วยนิ้วเปื้อนสีบนผ้าใบขนาดใหญ่ ดวงตาของเธอจัดการกับเงาสะท้อนแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างวงกลมฝุ่นหนา ลิน วาดเส้นโค้งบาง ๆ ในสมุดสเก็ตช์ของตัวเอง พลางเหลือบมองเพื่อนสนิทที่ดูตั้งใจแต่ห่างเหินกว่าเดิม วิศน์ กระโดดขึ้นเก้าอี้ยาวหัวโต๊ะอย่างไม่กลัวตก มือแหย่จานสีจนเละอย่างตั้งใจไปทั่ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถ้าพลอยวาดอย่างนั้น จานสีผมคงหมดแน่” วิศน์ยิ้มกวน พลอยปรายตามองแต่แอบยิ้มตรงมุมปาก ลินหัวเราะอย่างเกร็ง ๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอก จะเสร็จทันนิทรรศการไหมคะพี่พลอย?” ลินแกล้งเสียงตลกกลบความเครียด พลอยพยักหน้าสั้น ๆ รั้งใจให้มั่นคง
เสียงออดจากโถงสร้างความชะงัก — อาจารย์อธิบายว่าสตูดิโอจะปิดเร็วเพราะมีคณะอื่นจอง สัญญาณไฟกะพริบ ทุกคนต่างเก็บงานในแบบของตัวเอง ขณะที่แสงสีส้มไล้ไล่ขอบภาพท่ามกลางกลิ่นสีอะคริลิกและลมหายใจระคนกัน พลอยยืดตัวขึ้น พยายามซ่อนความหวั่นใจไว้ลึกสุดหัวใจ
พลอยเดินไปล้างพู่กันโดยไม่มองหน้าลิน ระหว่างปล่อยน้ำไหลผ่านขนแปรง เธอมองเศษสีย้อนกลับบนผนัง เงาสะท้อนตัวเองพร่ามัว
“พี่พลอย ถ้าต้องเลือกเก็บอะไรก่อนภาพวาดกับมิตรภาพ จะเลือกอันไหน?” ลินเอ่ยเสียงเบา พลอยนิ่ง
“ภาพก็แค่ผลงาน แต่มิตรภาพซ่อมไม่ได้” พลอยตอบทั้งน้ำเสียงสั่นๆ แววตาฉายรอยลังเล เธอก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดจริงรึเปล่า
วิศน์โผล่มาเบื้องหลัง แกล้งจ้องผืนผ้าใบแล้วร้องเสียงดัง “โอย จะไม่มีใครยิ้มให้รูปผมแล้ว!” เขาหัวเราะกลบเกลื่อนสายตาเครียดกระทบกันสั้น ๆ
แสงไฟในสตูดิโอบางส่วนดับลง สัญญาณเตือนปิดอาคารดังขึ้น ทุกคนต้องรีบเก็บของ อารมณ์ยังร้อนรุ่ม ไม่ได้พูดเรื่องที่จริง ๆ ค้างคาใจเลยแม้แต่นิดเดียว
รุ่งเช้าต่อมา ยามปลอดภัยผู้เฝ้าสตูดิโอดูหน้าตาตื่นเดินเข้าไปกับคณาจารย์ ข่าวแพร่ว่าภาพวาดชิ้นสำคัญที่สุดของปีหายไป! ทั้งกลุ่มนักศึกษาในห้องโต๊ะประชุมตกอยู่ในความเงียบงัน ก่อนเสียงซุบซิบเริ่มดังก้อง
พลอยลุกขึ้นมาอย่างตกใจใจ สบตาลินที่ดูซีดเซียว วิศน์ลดเสียงหัวเราะลงทันที ลินจับมือพลอยแน่น
อาจารย์นิรมลถือแว่นขึ้น “ภาพของใครยังอยู่บ้าง” เสียงอาจารย์แข็ง
ยามหอบเสื้อกันเปื้อนสีเปรอะขาด ๆ พลอยเหลือบมอง เสื้อคลุมเธอติดรอยสีแปลกตรงแขน ทุกสายตาหันมาที่เธอชั่วขณะ
“เมื่อวานพลอยอยู่ถึงสุดท้ายรึเปล่า” เพื่อนคนหนึ่งถาม ลินทำท่าจะอ้าปากแต่หยุด พลอยลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
“ก็…แต่ฉันวางรูปไว้ตรงนั้น จริงๆ นะ” พลอยเถียงน้ำเสียงสั่น
วิศน์ลุกขึ้นปกป้อง “พลอยไม่ทำแบบนั้นหรอก อย่าตัดสินชี้ขาดง่ายๆ”
ความตึงเครียดเริ่มจับตัว มิตรภาพพังลงทีละน้อย พลอยเดินออกจากห้องประชุม น้ำเสียงวิศน์ไล่ตาม “เฮ้! อย่าเพิ่งหนีสิ”
ในตรอกหลังตึก พลอยนั่งจมอยู่บนกล่องสีเก่า ลินเดินเข้ามา คำพูดติดค้างบนริมฝีปาก
“พลอย…รู้สึกยังไงบ้าง?” ลินพูดเสียงแผ่ว
“เหมือนโดนลากไปยืนกลางเวที ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร้องเพลงเลย” พลอยใช้มือขยี้หางตา ลินนั่งข้างๆ เงียบ
“ฉัน…ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด ฉันเห็นอะไรบางอย่างแต่ตอนนั้นกลัวว่า…”
“กลัวว่าอะไร?” พลอยถามเบาๆ
ลินเงียบนานก่อนหลบตา “กลัวว่าถ้าฉันพูด ไป มันจะทำลายทุกอย่าง”
พลอยฟังแล้วกลืนน้ำลาย ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ น้ำเสียงเหมือนคำสารภาพแฝงแผลเก่าไว้
กลางวันในสตูดิโอ วิศน์เอากล้องฟิล์มมาตั้งบนขาตั้ง ถ่ายรูปหมู่เด็กศิลป์ห้องเดียวกันเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียด เจตนาแอบซ่อนเบื้องหลังรอยยิ้มในภาพ
“ยิ้มหน่อยครับ เผื่อภาพหายอีกจะได้มีรูปใหม่แทน ฮ่าๆๆ” วิศน์พูด กลุ่มเพื่อนบางคนหลุดขำ บางคนแค่ฝืนยิ้ม
วิศน์ฉุดแขนพลอยกับลิน “คืนนี้เรามาสืบเองไหม? พวกเราอาจได้เบาะแสอะไรบ้าง การปล่อยเรื่องนี้ไปมันอึดอัดเกินไป…”
พลอยกับลินสบตากัน ลินพยักหน้า ในที่สุดพลอยก็ยอม พวกเขาจับกลุ่มกันแบบไร้แผนที่แน่นอนแต่ด้วยใจเต็มไปด้วยความหวัง
คืนนั้น กรงเล็บเงาของต้นโพธิ์ใหญ่หน้าสตูดิโอพาดบนสนามหญ้า บานหน้าต่างทาสีสดโดนลมพัดดังเอี๊ยด วิศน์ปีนเข้าไปทางหน้าต่างบานเล็ก ใจกล้ากว่าความคิด ส่วนลินยืนรอข้างนอก พลอยกลั้นหายใจแว้บหนึ่งก่อนตามเข้าไป
แสงไฟฉายเล็ก ๆ ส่องฉากศิลป์ที่เคยคุ้น พลอยเดินตรงเข้าไปที่โต๊ะพับข้างผนัง สังเกตว่ามีกระดาษทิชชู่เปื้อนสีม่วงครามถูกขยำซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ
“นี่มัน…” พลอยกระซิบเรียกลินมาดู ทั้งสามคนถกเถียง ลินคิดว่าอาจเป็นเบาะแส วิศน์มองรอบห้องค้นหาอีกจุด
วิศน์โผล่หัวออกมา “ดูนี่! มีเศษผ้าเปื้อนสีทองซุกในกระถางดิน”
พลอยขมวดคิ้วยกมือแตะอก “ทำไมทั้งหมดเหมือนสีงานของฉัน”
“แต่พี่ตั้งใจแต่แรกใช่ไหมว่าอยากชนะ?” ลินเผลอถามด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ
“ฉันเคยอยาก… แต่ไม่ถึงกับจะขโมยใคร” พลอยพูดด้วยน้ำเสียงใกล้ร้องไห้ วิศน์สบตากับลิน มีบางอย่างเปลี่ยนไปในท่าทีของทั้งกลุ่ม
เสียงประตูหน้าสตูดิโอเปิดกระแทก เด็กชายคนหนึ่งวิ่งหนีกลับไป พลอยออกวิ่งตาม วิศน์กับลินรีบตามทัน
พวกเขาเจอเด็กน้องปีหนึ่งชื่อโย่งยืนหลบอยู่หลังเสาไฟ เขาพูดตะกุกตะกัก บอกว่าคิดจะเอางานไปแกล้ง แต่พอเห็นน้ำหนักใจในกลุ่มก็เสียใจและนำกลับมาไม่ได้ทันก่อนทุกคนจับได้
“ทำไมถึงกล้าขนาดนั้น?” พลอยถามทั้งปวดใจ
โย่งน้ำตาซึม “มันอึดอัด… ผมแค่กลัวว่าคนจะลืมงานผม…เหมือนที่ทุกคนลืมคุณ” เขามองพลอยเศร้า ๆ ลินยืนข้าง ๆ แล้วดันกล่องไม้คืนให้โย่ง
นิรมล ครูศิลป์สาวมาถึงพอดี สถานการณ์เกือบไปกันใหญ่ หลังพูดคุยและให้อภัย โย่งน้ำตาไหลรับผิด ชุมชนศิลปะเล็ก ๆ ที่ดูเย็นชาเริ่มละลายลงด้วยน้ำใจและการพูดคุยจริงใจ
พลอยเดินกลับสตูดิโอกับลินและวิศน์ พวกเขานั่งล้อมกันใต้ไฟสลัว โทรศัพท์ดังบอกข่าวนิทรรศการเลื่อนไปอาทิตย์หน้า ทุกคนถอนหายใจโล่งอกแต่ก็รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นใหม่
“งานเราไม่ได้แย่ มันแค่ยังไม่ถึงเวลาถูกเห็น” วิศน์พูดด้วยรอยยิ้ม ลินพยักหน้า พลอยเงียบไปนานก่อนจะยิ้มกว้าง เธอรู้แล้วว่าความกลัวถูกตัดสินไม่ใช่ปลายทาง แต่มิตรภาพต่างหากที่ต้องรักษาไว้
รุ่งเช้าในสตูดิโอ ทุกคนกลับมาวาดภาพใหม่ นั่งล้อมโต๊ะเดียวกัน เสียงหัวเราะก้องกังวาน พลอยเติมสีสดใสบนผืนผ้าใบ เงาสะท้อนหน้าต่างฉายภาพเพื่อนทั้งสองคนยืนด้วยกัน พลอยหยิบพู่กันใหม่ วางสีแดงฉานลงอย่างมั่นใจ ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยแสงอาทิตย์