เรื่องลับบนเกาะศิลป์
เสียงจักจั่นดังกลบเสียงคลื่นในยามเย็น ขณะที่เมธัสลากกระเป๋าผ่านป่าสนหนาทึบ มีป้ายไม้ซีดสลักว่า ‘ไลลา สตูดิโอ’ แขวนเอียงอยู่ที่ทางเข้าของบ้านไม้สองชั้นริมทะเล แผ่นกระดานส่งเสียงวิบขณะเขาก้าวขึ้นเฉลียงก่อนจะผลักประตูเข้าไป เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ จากพื้นที่ด้านในทำให้อดลูบแขนตัวเองไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใช่คนใหม่หรือเปล่า?” อินทิราซึ่งกำลังนั่งเขียนลายเส้นอยูค่อนไปทางหน้าต่างหันขวับมาถาม ดวงตาของเธอวาวโรจน์เหมือนจะทดสอบอะไรสักอย่าง
เมธัสวาดลมหายใจ พลางพยักหน้าเงียบ ๆ ไม่ตอบคำถามใดเพิ่มเติม ครู่ต่อมาภัทร หนุ่มแว่นท่าทางอารมณ์ดีเข้ามาทัก ยื่นมือให้ชนแบบที่วัยรุ่นนิยมกัน “ภัทรนะ มาสเตอร์ด้านสีน้ำ เกาะนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก นอกจากศิลปินเอง!”
ทุกคนในห้องขำออกมา แต่เมธัสทำได้เพียงยิ้มบาง ดวงตามองไปที่ภาพแขวนผนัง ภาพหนึ่งดูเหมือนจะมีกลิ่นอายผิดแปลก ไม่ชวนสบายใจ มีเพียงหญิงสาวคนเดียวที่ไม่หัวเราะ ญาดาก้มหน้าวาดดอกไม้บนผ้าใบราวกับโลกนี้ไม่มีใคร
กลางคืนวันนั้น เมธัสนอนไม่หลับ เสียงกระซิบแผ่วเบาผ่านหน้าต่างกระจกที่ลมเย็นตีเข้ามา เสียงเหมือนขอให้เขา ‘วาดบางอย่าง’ เสียงนายทุนขัดจังหวะเมื่อจูลี่เด็กหญิงหน้าตาเศร้าสร้อยมาเคาะประตู พูดแผ่ว “ช่วยวาดด้วยกันไหม ฉันฝันแปลก ๆ มานานแล้ว”
รุ่งเช้ากิจกรรมเริ่มต้น เสียงอาจารย์จักรปรากฏพร้อมรอยยิ้มประหลาด “ศิลปะคือกระจกสะท้อนใจ… ลองวาดสิ่งที่ไม่กล้าพูดออกมาด้วยสีที่กลัวที่สุด” อินทิรางัดหน้าขึ้น “แล้วถ้ากลัวของสีขาวล่ะคะ?” อาจารย์หัวเราะในลำคอ “ไม่มีอะไรกำจัดความกลัวได้ นอกจากเผชิญ” ครั้งนี้เมธัสหลบสายตา เพราะบางอย่างข้างในมันไหวเสียวขึ้นมา
เมื่อแสงแดดสีทองสาดชายหาด ภัทรยกผลงานสีน้ำขึ้นอวด “ไม่โชว์ไม่ได้!” ทุกคนล้อมวงตบมือยินดี แม้นัยน์ตาญาดาจะเศร้าอยู่ลึก ๆ เธอพึมพำ ‘ของฉันยังไม่เสร็จ’ เสียงจูลี่ถูกกลบด้วยเสียงคลื่น เธอนั่งกอดเข่าอยู่มุมโต๊ะ ฝีมือวาดภาพเด็กผู้หญิงยืนเดียวดายในดงไม้สูง เรียวเส้นสั่นราวกับมือกำลังกลัวอะไรสักอย่าง
เช้าวันต่อมา จู่ ๆ ภัทรหายไปตั้งแต่รุ่งสาง ไม่มีใครเจอร่องรอยอินทิราพุ่งเข้าโต้เถียงกับอาจารย์ “เต็มทีแล้วใช่ไหมคะ คนถึงได้หายไปทีละคน!” อาจารย์ชะงัก แต่พอเมธัสเดินเข้าไปหา ทั้งคู่กลับหยุดเงียบ เสียงคลื่นและลมผ่านม่านหน้าต่างกลายเป็นเสียงเดียวที่หลงเหลือ
ในความเงียบนั้น เมธัสเดินออกไปแอบมองที่ห้องเก็บภาพใต้ถุน เขาเห็นภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่คลุมด้วยผ้าขาว ในแสงตะวันที่ลอดเข้ามาผ่านช่องไม้กร่อน ใต้ผ้าขาวนั้นคือภาพชายคนหนึ่งกำลังพยายามปีนขึ้นมาจากน้ำ มือล่องหนกำลังดึงรั้งข้อเท้าไว้ เมธัสมือเย็นเฉียบ รอยยิ้มในภาพนั้นคุ้น ๆ อย่างบอกไม่ถูก
เย็นย่ำวันถัดมา เขากลับมาเจออินทิรานั่งรอ ข้าง ๆ มีญาดาจ้องหน้าอยู่ ร่องรอยความขัดแย้งฝังลึกในสายตา “นายคิดว่าภาพนั่นเกี่ยวอะไรกับทุกอย่างใช่ไหม?” อินทิราเอ่ยเบา ๆ ญาดาวางมือบนผ้าใบแล้วสวน “เราทุกคนต่างก็ซ่อนอะไรไว้ทั้งนั้น”
จูลี่โผล่มาอย่างเงียบ ๆ พร้อมกระดาษแผ่นหนึ่ง พึมพำเสียงสั่น “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียง… เขาว่าให้ฉันวาด ‘ประตูที่หายไป’ มันจะช่วยพาพวกเรากลับมา” แม้อินทิราจะหัวเราะเบา แต่แววตาเผยความระแวงออกมาชัด
เมธัสกลับไปดูภาพเก่า ๆ ในห้องเก็บของ และพบรูปถ่ายเก่าที่มีอาจารย์จักรกับชายอีกคนยืนคู่กัน ใต้ภาพระบุคำว่า ‘สัญญาแห่งสี’ เขาส่งรูปให้ญาดาดู เธอเงียบไป ก่อนจะพูดเสียงเบา “เราต่างมีอดีตที่อยากหนี…” ดวงตานั้นเหมือนจะร้องขอให้เขาเข้าใจบางอย่าง
กลางค่ำคืนนั้น เสียงกระซิบกลับมาอีกคราแต่ดังชัดขึ้น ‘วาดมันสิ… วาดให้จบ’ เมธัสหลับตานิ่งจับพู่กัน จุดน้ำตาลไหลซึมลงผ้าใบ เขาเห็นภาพมือหลายร้อยมือในสายตาตนเอง ทุกคนต่างโหยหาการถูกพบเห็น
รุ่งเช้า อินทิรานำทุกคนมาดูผลงาน วาดสีขาวเต็มผืน แต่ข้างใต้คือภาพสีน้ำเงินดำเลือนลาง ญาดาร้อง “นายกลัวสิ่งไหนกันแน่?” เมธัสสบตาเธอ แล้วเอ่ยเสียงสั่น “ฉันกลัวว่า… ถ้าทุกคนเห็นตัวฉันจริง ๆ พวกเธอจะหายไป เหมือนอาจารย์คนนั้น”
ญาดาเดินมาแตะมือ “แต่เราทุกคนยืนอยู่ตรงนี้เพราะยอมรับกันได้ไม่ใช่เหรอ?” อินทิราพยักหน้า “ชีวิตบนเกาะนี้สอนให้ฉันเลิกหนีเหมือนกัน” จูลี่ปล่อยมือที่กำสมุดวาด และพูดช้า ๆ “ถ้ามีแต่ศิลปะที่กล้าสะท้อนความเจ็บปวด เราก็อาจเจอทางออก”
คืนสุดท้ายมีพิธีเงียบ ๆ อาจารย์จักรเปิดภาพปริศนา ภาพนั้นคือทุกคนในสตูดิโอ กำลังยืนจับมืออยู่บนผืนทรายใต้ฟ้า พระอาทิตย์ขึ้น อาจารย์พูดเสียงโล่ง “ปลดปล่อยความกลัว แล้วศิลปะจะพาไปถึงแสงสว่าง” เมธัสหยิบพู่กันสร้างเส้นใหม่ หน้าตาเปลี่ยนไปจากวันแรกอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อรุ่งสาง อากาศชุ่มด้วยกลิ่นทะเล เมธัส วาดภาพสุดท้าย เคียงข้างญาดา อินทิรา และจูลี่ ใบหน้าทุกคนมีรอยยิ้มแม้แววตาจะยังซ่อนบาดแผลการเติบโตไว้ ผลงานศิลปะนับสิบชิ้นแขวนเรียงราย ใต้ประกายแดดสายแรกของวันใหม่ ทว่าทุกคนรู้สึกว่าหัวใจเบากว่าเดิม
เพื่อนที่หายไปกลับมา ภัทรโผล่มาเคาะประตูห้องเรียนอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง เหงื่อท่วมตัว เขาหัวเราะ เขิน ๆ ก่อนจะรายงานว่าเพียงแค่เดินหลงในป่าเท่านั้น เมธัสสบตาภัทร พร้อมรู้ว่า… แม้บางความลับนั้นไม่อาจเล่าด้วยเสียง แต่ศิลปะในใจต่างหากที่พูดแทนกันได้ทุกอย่าง
บนผนังสตูดิโอศิลป์ ภาพกลุ่มเพื่อนใหม่คราวนี้ถูกแขวนไว้ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยแสงแดดและลมหายใจของเพื่อนที่กลับสู่กันอีกครั้ง เสียงหัวเราะค่อย ๆ ก้องไปทั่วเกาะศิลป์ และในหัวใจของเมธัส ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกต่อไป