เงาดอกไม้ในหอพักกลางคืน
แสงไฟในทางเดินหอพักชั้นสี่กะพริบจาง ๆ เมื่อภูผาหยุดยืนตรงหน้าห้อง 417 มือหนึ่งถือกระเป๋าผ้าขาด ๆ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์วาดภาพ อีกมือควานหากุญแจด้วยความเหนื่อยล้าหลังกลับจากงานประกวดศิลปะซึ่งเขาตกรอบอย่างไม่คาดคิด เสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นปูนเยียบเย็นบอกให้รู้ว่ามีใครบางคนเดินตามมา แต่พอหันไปกลับพบเพียงความว่างเปล่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!"แกกลับมาดึกจังวะวันนี้ เครียดจนลืมกินข้าวอีกล่ะสิ" บอย เพื่อนร่วมห้อง รูปร่างสันทัดใส่เสื้อยืดลายทางนั่งล้วงของในกล่องขนมบนเตียง ฝน เพื่อนห้องข้าง ๆ ยืนพิงประตู ปากยู่ ๆ ถือสมุดสเก็ตซ์ที่อาศัยขอยืมตลอด "แล้วผลงานแกเป็นไงวะ"
ภูผาไม่ตอบ นั่งลงกับเตียงกับเสียงถอนหายใจยาว มือวางกระเป๋าเสียงดัง เหงื่อยังซึมจากความกดดันที่ยังไม่คลายจากคนในบ้าน ครู และตัวเอง "เขาว่าฉันไม่มีหัวใจ เห็นแต่เทคนิค" เขาพึมพำ เบียดตัวเองกับหมอนผืนเดียวที่เหลือห้อยขอบเตียง
บอยมองออกไปนอกห้อง ไม่พูดอะไรต่อ ฝนก้าวเข้ามา เหลือบเห็นรอยเหมือนกลีบดอกไม้สีเข้ม ๆ บนผนัง "ไอ้ผา…ผนังตรงนั้น มันมีรอยอะไร"
ภูผาหันตาม เห็นแค่เงาจาง ๆ แต่ไม่ใส่ใจ "เดี๋ยวคงล้างออกแหละ มันคงสีจากแปรง"
ฝนนั่งลงข้าง ๆ เสียงของเธอโทนแผ่ว "มันแปลกอะ เหมือนดอกไม้…แกเห็นมั้ย"
บอยหัวเราะ "ผนังห้องกูมีแต่ลายเท้าหนู แกจะกลัวไปทำไม"
อากาศในห้องเหมือนหนักขึ้นนิดนึง ภูผาหันหน้าหนี กลืนน้ำลายฝืด สายตาจ้องรอยเงาบนผนังนั่นนานกว่าที่ใจคิดว่าจะทำได้ เงาดอกไม้ เติบโตขึ้นเงียบ ๆ ในความมืด
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงโทรโข่งปลุกตามกิจวัตร ภูผาตื่นด้วยอาการสะลึมสะลือ บอยยังกรน ฝนกลับหายไปแต่เช้า เขาเดินออกไปที่โถง พบเพื่อนร่วมชั้น บางคนมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ ราวกับรับรู้ว่ามีอะไรไม่ปกติในหอพักมาตั้งแต่ค่ำเมื่อคืน
"เมื่อคืนมีใครเลือกเปิดไฟนอนมั้ย" เก๋ถามขณะถือลังใส่เสื้อผ้าเดินผ่าน เสียงเธอสั่น ๆ
ภูผากระพริบตา "ไม่อะ มีอะไรเหรอ"
"เหมือนมีเสียงผู้หญิงร้องไห้ข้ามห้อง" เธอก้มหน้าหลบตา
ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไร เสียงฝนดังมาจากบันได "เมื่อคืนเราไม่ได้ยินอะไรนะ…แต่ฝันแปลก ๆ ว่ามีดอกไม้สีม่วงไหลมาจากผนัง" เสียงหัวเราะประสานกับความเงียบชั่วขณะ
บอยเดินเข้าร่วมวง "จะว่าไป…ผนังเราก็เหมือนจะเปลี่ยนสีเองทุกวัน จะลองขูดออกดูไหม"
ภูผานิ่ง เงาดอกไม้อยู่ในใจ แค่คิดผิวหนังก็ขนลุก
ค่ำวันนั้น ภูผาปรับแสงไฟให้เบาเพื่อร่างภาพใหม่ เขาค้นหาความหมายของดอกไม้ในรูป ตลอดเวลามีเสียงฝีเท้าคนวิ่งผ่านประตูหน้าห้องเป็นระยะ ๆ แต่ไม่มีใครเคาะเข้ามา เพียงเสียงปริศนาจากลมหายใจบางครั้ง
ขณะบอยเริ่มนั่งขูดผนังอย่างไม่ใส่ใจ ฝนเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นพัดเข้ามา "เมื่อกี้เหมือนรู้สึกว่ามีใครอยู่ข้างหลัง" ฝนพูดไม่เต็มเสียง
ภูผาก้มหน้าวาดต่อ ไม่กล้าตอบ สายตาเริ่มเห็นเงาสีม่วงเลือนรางวาดวนซ้อนโลกจริงกับกระดาษ
"แก…คิดว่าเรื่องคำสาปดอกไม้ที่เขาว่ากันจริงมั้ย" บอยเอ่ยช้า ๆ เสียงเบา
ภูผามองตาเพื่อน รู้อยู่ลึก ๆ ว่าในใจตนก็กลัวเช่นกัน "ไม่รู้…แต่ถ้ามันจริง บางทีเราคงต้องรู้ความจริงมันละ"
ช่วงสัปดาห์ต่อมา ข่าวลือเรื่องดอกไม้บนผนังและเสียงผู้หญิงร้องสะอึกสะอื้นลามไปทั่วหอพัก หลายคนเริ่มย้ายห้อง หรือไม่ก็ลงไปนอนที่โถง กฎหอพักเปลี่ยนไปโดยไม่มีใครประกาศ ทุกคืนมีเพื่อนในกลุ่มเดินตรวจทางเดินนิ่งเงียบ
ภูผาเริ่มเห็นรอยดอกไม้ในทุกมุม บางทีเหมือนมีมือใครแตะเข้ากับไหล่ ก่อกวนใจไม่เลิก บอยกับฝนบางวันก็เหมือนพูดจากันแปลก ๆ มากขึ้น เหมือนลับตนเองจากเขา เขาได้ยินเสียงกระซิบข้างหูว่า "อย่าปล่อยให้มันเติบโต…" จนเขากลัวจะเป็นบ้า
คืนหนึ่งหลังกลับจากซ้อมวาด เขาเปิดไฟไว้นั่งทำงาน เสียงขูดกำแพงข้างห้องและเสียงฝนพูดคุยกับใครเหมือนล่องลอยผ่านกำแพง ตัดสินใจเดินออกไปโยนขยะช่วงตีสอง พอมาตรอกหอพักชั้นล่าง เขาเห็นเงาคนยืนพิงตรงเสากลางโถง หันกลับมาเป็นหน้าฝนที่เปียกน้ำตา
"เราคุยกันหน่อยได้มั้ย" ฝนเอ่ยทั้งเสียงสั่น ๆ
"มีอะไร" ภูผายืนพิงกำแพง หลีกสายตา
"บางทีเรากลัวตัวเอง…กลัวว่าถ้าเรารู้ความจริงเรื่องหอพักนี้ เราจะคุมอะไรไว้ไม่ได้อีก" ฝนกลืนน้ำลาย มองรอยดอกไม้บนแขนตัวเอง "ฝนก็เห็นมันเหมือนกันนะผา…ตั้งแต่เด็กแล้ว"
ภูผาเงียบ หัวใจเต้นรัว ไม่มีคำตอบใดนอกจากลมหนาวข้างนอกหน้าต่าง
วันต่อมาในห้องเรียนศิลปะ บอยขีดภาพลงกระดาษ แล้วกระซิบกับภูผา "ถ้าแกอยากรู้เรื่องคำสาปดอกไม้จริง ๆ คืนนี้ไปที่ดาดฟ้า เดี๋ยวเราจะรอ"
หลังพระอาทิตย์ตก ภูผาขึ้นไปยังดาดฟ้าตามสัญญา ฝนและบอยนั่งอยู่ข้างกัน สายตาคล้ายจะปกปิดบางอย่าง
"ดอกไม้…มันเป็นเครื่องหมายของคนที่เคยเสียอะไรบางอย่างที่นี่ คนที่ไม่ยอมให้อภัยตัวเอง" ฝนพูดในความเงียบ บอยสบตาภูผาแววเศร้า ๆ
"จริงจังแค่ไหน" ภูผาเสียงแผ่ว
"มากพอจะตามมาถึงความฝัน มากพอจะเปลี่ยนใจคนได้" บอยบอก เสียงค่อย ๆ แตกพร่า
ภูผานั่งลง เดินนิ่ง ๆ มองจากดาดฟ้า เห็นเงาดอกไม้เป็นรอยนิ้วมือรอบ ๆ สะท้อนจากกระจกบนพื้น กรุ่นกลิ่นดอกไม้แปลกปลอมปะปนกับความกลัว ร่องรอยความล้มเหลวและอดีตโถมใส่
"แกกลัวอะไรที่สุดในชีวิต" ฝนถามโดยไม่มองหน้า
ภูผาส่ายหัว "กลัวว่าความผิดหวังจะกัดกินจนไม่มีแรงสร้างอะไรอีก…กลัวว่าฉันจะเหมือนพ่อ แกก็รู้ไหมว่าฉันเกลียดตัวเองจนอยากหายไป"
บอยแตะบ่าเบา ๆ "แล้วถ้ามึงต้องเผชิญทั้งที่กลัวล่ะ"
เงียบไปนาน ฝนเพียงสบตา น้ำตาคลอเบ้า หนึ่งในบรรยากาศหนักอึ้งที่ต่างคนต้องอยู่กับความเสียใจ
ขณะกำลังกลับเข้าห้อง เห็นฝนหยุดเดิน นิ่งหายใจกระชั้น เธอกระซิบ "เมื่อคืนเราเห็นรอยดอกไม้ขึ้นเต็มผนังห้องเลยผา…มันกำลังจะโตออกมาจริง ๆ "
บอยจับมือฝนไว้แน่น "ถ้ามันจะโตออกมา…เราคงต้องยอมรับมันแล้วหาวิธีอยู่กับมัน"
ภูผามองคนที่ตัวเองรักและคนที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุด เขาตัดสินใจปาดน้ำตา เดินกลับไปยังผนังห้อง กางมือแตะเงาดอกไม้นั้นอย่างแผ่วเบา ข้างหน้ามีเพียงความกลัวกับอดีตที่เขายังไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย
คืนต่อมา ทุกคนในหอพักต่างกลับไปสองสามห้องด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบา ภูผาตื่นมาตอนเช้า พบว่ารอยดอกไม้บนผนังหายไป เหลือเพียงรอยนิ้วมือเคียงข้าง งานวาดของเขากลับมีชีวิต ราวกับหัวใจใหม่กำลังก่อตัวขึ้น
ภูผาเดินออกไปบนระเบียง ฝนยิ้มบาง ๆ บอยเดินถือกล่องสี จู่ ๆ ฝนเอ่ยเบา ๆ ว่า "บางทีเราทุกคนก็มีรอยแผลของตัวเองจริง ๆ แหละ แต่ถ้าเรากล้าจะมองมันตรง ๆ มันก็จะค่อย ๆ จางลงเอง"
ภูผาสบตาเพื่อนทั้งสอง ก่อนหลุดหัวเราะกับคำพูดธรรมดา ๆ ที่ทำให้อะไร ๆ เปลี่ยนไป เขาคิดได้ว่า ความผิดพลาดและความสูญเสียไม่ใช่สิ่งที่ต้องลบหรือซ่อนตลอดไป มันคือส่วนหนึ่งที่ต้องรับไว้กับใจ แล้วสร้างสิ่งใหม่จากตรงนั้น
หอพักศิลปะยังคงมีเงาดอกไม้ซ่อนอยู่ตามผนังบ้างบางค่ำคืน แต่เสียงหัวเราะกลับมาดังกว่าคำกระซิบ ภาพจำสุดท้ายในใจภูผา คือรอยยิ้มของฝนและบอยท่ามกลางแสงอ่อนจากหน้าต่างหอ…ที่ไม่มีเงาของคำสาปอีกต่อไป