แสงสลัวบนสะพานแก้ว
เสียงเครื่องยนต์ขนาดยักษ์คำรามอย่างเงียบงันในความมืดเหนือเมือง “ลินเทีย” แสงไฟสีฟ้าจางส่องลอดเมฆหมอกเบื้องล่างสะท้อนแผ่นแก้วโปร่งใสที่ทอดยาวเป็นสะพานลอยฟ้า กิ่งแก้ว ยืนกอดอกแน่น ข้างสองลูกที่ต่างเงียบงันขณะเครื่องโดยสารโปร่งแสงพาพวกเขามาถึงปลายสะพาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พี่ พ่อจะอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ” นรี ยกเสียงถามพิมาน พี่ชาย มองเข้าไปยังตึกสูงที่อยู่ลิบ ๆ “ถึงจะสืบไง ก็ไม่มีทางรู้หรอก ถ้าไม่มาดูด้วยตา” พิมานตอบเสียงหนัก นัยน์ตาดื้อดึงแล่นแววตั้งใจ กิ่งแก้วถอนใจ “ไม่ต้องทะเลาะกันอีกล่ะ มาเพราะสัญญาณของพ่อ ถ้าทีมค้นหาทำอะไรไม่ได้ เราต้องทำเอง” เธอเอื้อมมือจับไหล่ลูกชายและลูกสาวแน่น
เสียงประตูอัตโนมัติคลิกเปิด สายลมนอกอาคารพัดวูบ ฝ่ายความปลอดภัยของเมืองชะเง้อหน้ามอง ชายหนุ่มในเครื่องแบบสะท้อนแสงทักขึ้นแม้รอยยิ้มดูหวาดหวั่น “ลงทะเบียนหรือยังครับ” “เราแค่มาเยี่ยมญาติ” พิมานโกหกเนียนใช้ใบประจำตัวประชาชนปลอม นรีขยุ้มหลังมือมารดาแน่นกว่าก่อนหน้านี้…
ในห้องโถงหลัก พวกเขามองเห็นสนามยาวใต้หลังคาแก้ว สายฟ้าส่องแสงวาบบนพื้น ผู้อยู่อาศัยสวมเสื้อผ้าตามแฟชั่นอัตโนมัติ เดินรีบเร่ง ราวไม่เหลียวแลใครทั้งสิ้น กิ่งแก้วหลุบตา เห็นภาพในหัวทุกวันคืนที่สามี—ดร.เวทิน—หายตัวไปจากบ้าน ท่ามกลางข่าวลือว่าเขาเกี่ยวข้องกับการทดลองลับของบริษัทผู้สร้างเมืองนี้
“นรี อย่าแยกจากกัน” พิมานเตือนเบา ๆ ขณะนำทางเข้าลิฟต์โปร่งแสง กิ่งแก้วนั่งลงข้างลูกสาว มือสั่นเล็กน้อย “ความจริง ถ้าพ่อยังอยู่ เขาคงไม่อยากให้เรามาเสี่ยงแบบนี้…” เธอพูดเบา ๆ แต่นรีพูดสวนทันที “ถ้าไม่เจอพ่อ เสี่ยงแค่ไหนหนูก็เอา” พิมานแอบมองน้องแล้วเหลือบมองมารดา มีบางอย่างในสีหน้าทำให้เขาจำต้องเม้มปากแน่น
ลิฟต์ขึ้นช้า ๆ ข้ามตึกสูง เมฆหมุนวนคล้ายคลื่น นรีกลั้นหายใจมองวิว กิ่งแก้วทอดตามองฟ้าราวค้นหาทางหนี เสียงลิฟต์หยุด ใจทุกคนเต้นแรง เบื้องหน้าคือประตูกระจกขนาดมหึมา—ที่ว่ากันว่านำไปสู่ “ศูนย์เชื่อมต่อแห่งอดีต” ที่ได้ชื่อว่าผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องห้ามย่างกราย
พิมานต่อสายลับด้วยนาฬิกาข้อมือของพ่อที่เก็บไว้มานาน เขาเอียงข้อมือ กระซิบ “เปิดสัญญาณฉุกเฉิน” จอแสดงผลแสงสีเงินเรืองรองวูบขึ้น “ผู้ใช้งาน: เวทิน กำลังค้นหา…” ประโยคบนจอดับวูบ ทุกอย่างนิ่งเงียบ นรีเริ่มหายใจถี่ เหงื่อซึมฝ่ามือ
“ไม่ได้ เขาบล็อกเข้าระบบ!” พิมานสบถ “เดี๋ยวก่อน…” นรีจับข้อแขนพี่ชายทัน “มีคนเดินตามเรา” พิมานเงียบลงทันที ยื่นมือลูบหลังมือของกิ่งแก้ว “เตรียมไว้ ถ้ามีอะไรแปลก ห้ามตะโกน”
เสียงฝีเท้ากังวาน โถงแก้วว่างเปล่า แต่เงาวูบหนึ่งสะท้อนใต้ฝ่าเท้าของนรี เด็กสาวชะงัก “ใคร?” เสียงนั้นดังขึ้นอย่างหัวเสีย ทันใดดวงไฟจากแถบผนังสว่างพรึบ เผยร่างคนในชุดเสื้อคลุมสีดำล้วน ใบหน้าลึกลับ “คุณไม่ควรอยู่ตรงนี้ คุณกำลังทำลายระเบียบ” เสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้น
พิมานกลืนน้ำลาย “เราต้องแค่คุยกับวิศวกร เวทิน ธนากร” นรีพูดสวน “เขาคือพ่อเรา!” ชายชุดคลุมยิ้มบาง ๆ “ความจริงบางอย่าง มาพร้อมราคาที่ไม่ควรจ่าย ไล่กลับไปเสีย ก่อนที่ทั้งหมดจะสาย—”
แต่กิ่งแก้วสะกดกลั้นความกลัว “ถ้าเวทินยังหายไป ครอบครัวฉันจะอยู่กับตัวเองได้อย่างไร ไหนว่าที่นี่คือเมืองที่ปกป้องผู้อยู่อาศัยทุกคน?” ชายชุดคลุมชะงัก—แล้วถอยหลัง เงาร่างหายไปราวกับละลายกลืนในควันจาง ๆ
บรรยากาศตึงเครียด พวกเขาเดินต่อกลั้นใจไปข้างหน้าผ่านโถงซับซ้อน วนเวียน คล้ายเขาวงกต กระจกเงา สะท้อนภาพบิดเบี้ยวในอดีต ป้ายเล็ก ๆ บนผนังจารึก “พื้นที่ฉุกเฉิน ห้ามเข้า” พิมานกระซิบ “เราจะทำยังไง?”
นรีมองกระจก ตาสั่น “ถ้าพ่ออยู่ตรงนั้นจริง เขาคงรอเราช่วย…” กิ่งแก้วขยับเข้าหาลูกสาว “พ่อเลือกอะไรไว้ที่นี่? ทำไมถึงหายไปจากบ้าน?” เงียบงัน แต่พิมานแตะจุดบนผนัง เนื้อแก้วปริแตก เผยทางลับเปิดสู่ห้องแคบ ๆ ด้านใน
อากาศในห้องแคบเย็นเฉียบ ไฟสีเงินกระพริบราดผ่าน โต๊ะทำงานเก่า ๆ วางโน้ตบุ๊กพัง แผ่นกระดาษรอยขีดเขียนลายมือคุ้นตา “ถึงกิ่งแก้ว, พิมาน, นรี ถ้าเธอเห็นจดหมายนี้ หมายความว่าฉัน…” กิ่งแก้วแทบทรุด “เขาทิ้งเราไว้จริง?” พิมานแย่งจดหมายอ่านต่อ เสียงเขาสั่น
ในขณะที่อ่าน จู่ ๆ ไฟดับวูบ ทั้งอาคารถูกผนึกด้วยม่านพลังงานโปร่งใส เสียงสัญญาณเตือนภัยดังเป็นจังหวะ พิมานคว้าข้อมือแม่ “ต้องออกไป!” นรีประคองแม่ “แต่พ่อ—” ฝุ่นควันเริ่มลอยปกคลุมพื้นแก้ว เสียงกลไกทะมึน สะเทือนสะพานแก้วทั้งเส้น
เสียงปริแตกของแก้วแผ่วเบาดังขึ้น กลุ่มคนในชุดป้องกันร่างวูบกรูเข้ามาหา ทั้งสามคนพยายามวิ่ง โถงกว้างกลายเป็นสนามหลบหนี ฝีเท้าดังทั่ว ไฟส่องพรึบไปมาบนสะพานแก้ว กิ่งแก้วเหนื่อยหอบ ลมแรง ไฟท่วมหลัง “แม่ต้องรอด!” พิมานผลักสองมือพานรีไปข้างหน้า
ชายชุดคลุมเมื่อครู่วิ่งสวนทางเข้ามาอีกครั้ง “ทางลงอยู่ไหน!” พิมานตะโกน ใบหน้าอีกฝ่ายบึ้งตึงก่อนสบตา “ทางลับ หลังโถงควบคุมชั้นห้า—แต่คุณจะไม่สามารถออกได้ ถ้าข้อมูลนี้หลุด…”
นรีสบตากับชายแปลกหน้าก่อนพูดเสียงกร้าว “พื้นที่นี้เต็มไปด้วยความลับ กลัวอะไรนัก?”
เสียงแตกร้าวดังขึ้นอีก กิ่งแก้วโผเข้ากอดลูก นรีวิ่งนำเข้าไปตามรอยแตกบนทาง พิมานตามหลัง ตะโกนให้แม่วิ่งเร็วขึ้น เสียงคนข้างหลังใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะนั้น ตูม—เสียงระเบิดใต้สะพาน แรงสั่นสะเทือนเขย่า ผิวแก้วแตกกระจาย พวกเขาล้มกลิ้งลงกับพื้น เลือดไหลซึมจากข้อศอกของนรี กิ่งแก้วร้องไห้ เสียงอื้ออึงของบอดี้การ์ดดังไล่หลัง
พิมานประคองแม่ขึ้นอีกครั้ง “เราเกือบไปไม่รอด พ่อทำอะไรไว้ที่นี่กันแน่” นรีพูดเสียงต่ำ ฝุ่นควันบาง ๆ ในอากาศคล้ายฝันร้ายที่กรีดทิ่มจิตใจทุกคน ทุกย่างก้าวหนักอึ้ง
ด้านหลัง กลุ่มชายชุดป้องกันห่างแค่ไม่กี่เมตร พิมานหยุด มองเห็นช่องว่างหลังผนัง “ทางนี้!” พวกเขาพุ่งเข้าไปในทางลับแคบ เดินเรื่อย ๆ จนออกสู่ห้องที่ปกคลุมด้วยแสงสีฟ้าเรืองรอง เงาในอดีตซ้อนทับในสายตา
โต๊ะกลางห้องมีฮาร์ดดิสก์ขนาดเล็กและโน้ตที่เขียนด้วยลายมือเวทิน “ถ้าสิ่งนี้ถึงมือเธอ สะพานแก้วจะเปลี่ยนเป็นเครื่องมือทำลายล้างถ้าตกอยู่ในมือผิด…” กิ่งแก้วอ่านตัวสั่น นรีถาม “แล้วทำไมต้องหนี?” พิมานนิ่ง ใจเต้นรัว “บางที… พ่อเลือกหายไป เพื่อไม่ให้ใครได้สิ่งนี้”
เสียงฝีเท้านอกห้องใกล้ขึ้น พิมานวางฮาร์ดดิสก์ลงในช่องซ่อนบนผนัง “เราต้องซ่อนไว้” กิ่งแก้วสั่น “ถ้าเราออกไป จะถูกจับไหม?” พิมานหลบตา “ไม่รู้…แต่เราต้องเสี่ยง”
ขณะสะพานแก้วยังคงสั่นสะเทือน พวกเขารีบวิ่งทะลุห้องโถง ก่อนมาถึงจุดตรวจอัตโนมัติ นรีหยุดกะทันหัน “แม่ ถ้าพ่อยังอยู่…หนูอยากบอกว่าหนูไม่โกรธที่พ่อทิ้งพวกเรา” กิ่งแก้วกอดลูกแน่น เสียงสะอื้นของแม่ลูกดังในความเงียบของสะพานแก้ว…
เวลาผ่านไปไม่กี่นาที กลุ่มเจ้าหน้าที่รุดตามทัน พิมานวางมือให้ทั้งสองรีบออก “ผมจะถ่วงเวลาเอง!” เขาผลักแม่กับน้องผ่านประตู หน่วยบอดี้การ์ดล้อมเขาไว้ พิมานหลบหลีกอย่างช่ำชอง เขาถาม “ถ้าผมยอมมอบข้อมูล จะปล่อยครอบครัวผมไหม?”
หัวหน้าหน่วยบอดี้การ์ดกล่าวเสียงเรียบ “เราต้องการของที่อยู่กับคุณเท่านั้น” พิมานนิ่งชั่วขณะ ยอมควักโน้ตเก่า ๆ ปลอมที่พ่อเขียน—ก่อนเดินสวนเจ้าหน้าที่ออกทางประตูอีกบาน
สะพานแก้วเปลี่ยนเป็นเส้นทางหนีแห่งมรณะ อากาศหนาวเหน็บ กิ่งแก้วกับนรีวิ่งไปปลอดภัยท่ามกลางความโกลาหล ทุกอย่างล่มสลายเพียงชั่วขณะ แผ่นแก้วใต้อาคารฉีกขาดส่งเสียงแตกกึกก้อง เหนือแสงฟ้าเปิดออก—โอบกอดครอบครัวไว้ในคืนมืด
กิ่งแก้วกอดลูกน้อยแน่น น้ำตาซึมในอ้อมแขน นรีมองสะพานแก้วเบื้องหลัง ไฟสว่างจาง ๆ เหมือนความหวังที่ยังคงอยู่ แม้ครอบครัวเธอจะไม่มีทางได้คำตอบทั้งหมด แต่อย่างน้อย—พวกเขากลับมารวมกันอีกครั้ง ท่ามกลางความหวาดกลัวและแสงสุดท้ายที่ทอดผ่านเงาสลัวบนสะพานแก้ว