เงาในห้อง 210
สายฝนโปรยปรายลงมาตลอดช่วงเย็น กลิ่นเปียกของดินลอยปะปนกับกลิ่นไม้เก่าในทางเดินแคบของหอพักนักศึกษาหญิง “หอเกษมศรี” อรลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ฝ่าความเงียบผ่านหน้าห้องต่าง ๆ ที่ปิดแน่น เหลือเพียงแสงไฟหรี่ๆ จากโคมข้างประตูห้อง 210 ที่เธอได้รับมอบหมายในเทอมแรก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มือของอรสั่นเล็กน้อยขณะเสียบกุญแจ กลิ่นอับชื้นเจือกลิ่นจางๆ ของน้ำยาย้อมผมเก่าๆ เธอเปิดประตูเข้าไป เจอห้องขนาดเล็ก มีเตียงสองชั้น โต๊ะไม้เก๋าๆ กับตู้เสื้อผ้าเก่า ฝั่งขวาติดหน้าต่าง แสงจากไฟถนนลอดผ้าม่านสีซีดเข้ามา
“ในนี้…เงียบดีจัง” อรพึมพำกับตัวเอง ขณะลากกระเป๋าไปวางข้างเตียงล่าง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูข้อความผ่านหน้าจอแตก คำทักทายจากแม่ยังค้างคาอยู่แต่เธอไม่ตอบ อรปิดโทรศัพท์ ใจเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล
เสียงฝนหายไปแล้วเหลือแต่ความเงียบ อรเริ่มจัดของเอาผ้าปูเตียงใหม่ออกมา มือแตะโดนอะไรแข็งๆ ใต้หมอน หล่อนหยิบมันขึ้นมา เป็นกล่องไม้เล็กๆ ไม่มีลวดลาย
“เจ้าของเก่าคงลืมไว้…” เธอวางกล่องไว้ข้างโต๊ะ แต่พอจะเอาผ้าปูที่นอนพาดเตียง เธอกลับได้กลิ่นเย็นๆ เหมือนกลิ่นอากาศย่ำรุ่งในป่า เธอหันขวับไปมองประตูห้องที่ยังปิดแน่น ไม่มีอะไรผิดปกติ
คืนแรกผ่านไปโดยไม่มีเหตุร้ายแรง แต่ในความเงียบสงัด อรเหมือนรู้สึกว่ามีใครบางคนยืนอยู่ในมุมห้อง เธอหลับตาแน่น ฝืนใจกลั้นหายใจจนหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงรองเท้ายางกระทบพื้นกระเบื้องนอกห้องปลุกอรให้ตื่น หล่อนลุกมามองนาฬิกา พบว่าตัวเองตื่นสายกว่ากำหนด เธอรีบล้างหน้า หวีผมแล้วออกจากห้องไปเข้าชั้นเรียนโดยไม่ได้สนใจตรวจสอบกล่องไม้ที่เจอเมื่อคืน
หลังเลิกเรียน อรกลับมาห้อง ทันทีที่เปิดประตู เธอหยุดยืนค้าง กล่องไม้วางอยู่บนเตียงทั้งที่เธอแน่ใจว่าวางไว้ข้างโต๊ะ
“ใครเข้ามานะ…” เธอพึมพำพลางกวาดสายตามองรอบๆ ไม่มีร่องรอยของการงัดแงะ เธอเดินไปแตะกล่องไม้ ยกขึ้นดู มันหนักกว่าที่คิดและเย็นเฉียบ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น อรสะดุ้ง หันไปเปิด พบหญิงสาวหน้าตาเฉย ๆ ผมสั้นดำสนิท สวมชุดนักศึกษา กางเกงขายาว “สวัสดี เราชื่อเนตร อยู่ข้างห้อง เห็นว่าเพิ่งย้ายมา เลยมาทัก”
“อ๋อ…เราชื่ออรนะ ขอบคุณค่ะ” อรตอบแบบไม่กล้าสบตา เนตรยิ้มแปลก ๆ แล้วมองเข้าไปในห้อง
“ห้องนี้…เอ่อ…หวังว่าจะชินไว ๆ นะ” น้ำเสียงของเนตรเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แล้วเธอก็ขอตัวกลับห้องไป
อรปิดประตู เธอได้กลิ่นเย็นๆ อีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม หล่อนเอากล่องไม้ไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าแล้วพยายามนั่งอ่านหนังสือ แต่เสียงกระซิบเบาๆ ดังมาจากใต้เตียง
“ขอโทษ…ขอโทษ…” เสียงแผ่วเหมือนลมลอดหน้าต่าง อรผงะ ไม่แน่ใจว่าเธอประสาทไปเองหรือเปล่า
คืนนั้นอรนอนกระสับกระส่าย ได้ยินเสียงบางอย่างขูดกับพื้นห้อง เสียงฝีเท้าช้า ๆ เดินวนไปมาเหนือหัวเตียง เธอกลั้นหายใจแน่น พยายามไม่ขยับตัว
รุ่งเช้าอรตื่นมาด้วยความเหนื่อยล้า เธอเห็นรอยฝุ่นยาวเหมือนมีอะไรลากผ่านพื้น เธอหยิบไม้กวาดมากวาดเสียงดังเพื่อกลบความกลัว
ในชั้นเรียนวันนั้น อรไม่เป็นอันตั้งใจเรียน สีหน้าเธอหม่นหมอง เพื่อนร่วมกลุ่มชื่อฟ้าเห็นท่าไม่ดีจึงถาม “หน้าซีดเป็นผีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า”
“เมื่อคืนได้ยินเสียงแปลกๆ น่ะ…” อรตอบเสียงเบา ฟ้าทำหน้ากังวล “พักห้อง 210 ใช่ไหม…เคยได้ยินว่ามีคนพูดกันว่าห้องนั้นแปลก ๆ”
“แปลกยังไง?” อรรีบถาม ฟ้าเหมือนไม่กล้าพูดต่อ เพียงแค่ยิ้มเจื่อน ๆ “เอาเป็นว่า…อย่าอยู่คนเดียวดึก ๆ ก็แล้วกัน”
อรเดินกลับห้องอย่างลังเล ใจหนึ่งอยากย้ายออก แต่อีกใจก็ยึดติดด้วยความจนและความจำเป็นต้องเรียน เธอคิดถึงแม่ที่ต่างจังหวัด ไม่มีทางเลือกอื่น
คืนนั้น เธอนั่งอ่านหนังสือจนดึกแล้วเผลอหลับไปบนโต๊ะ เสียงเคาะแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง “ขอโทษ…ขอโทษ…” คราวนี้เสียงเหมือนดังออกมาจากตู้เสื้อผ้า อรลืมตาโพลง รู้สึกหนาวเยือกถึงกระดูก
เธอลุกขึ้น เดินช้า ๆ ไปที่ตู้เสื้อผ้า มือสั่น ขาก้าวหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าบานตู้ เธอรวบรวมความกล้าเปิดออกช้า ๆ กล่องไม้ยังอยู่ที่เดิม แต่มีรอยนิ้วมือเปื้อนฝุ่นขึ้นที่ฝา อรรีบปิดตู้อย่างรวดเร็ว
วันต่อมา อรเริ่มสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนร่วมหอพักมากขึ้น ทุกครั้งที่เดินผ่านห้อง 210 สาว ๆ แถวนั้นจะเหลือบตามองอย่างรวดเร็วแล้วเดินหนีไป ไม่มีใครมาคุยกับอรอีกเลย ยกเว้นเนตรที่ทักทายสั้น ๆ ทุกครั้งที่เจอ
“เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ไหม?” อรลองถามเนตรในเช้าวันหนึ่ง
เนตรนิ่งไปทันที ก่อนจะพูดเบา ๆ “อย่าไปสนใจมาก เดี๋ยวก็ชินเอง”
“แล้ว…มีใครเคยอยู่ห้องนี้มาก่อนเหรอ?” อรรีบถามต่อ
เนตรหลบตา “เราไม่ค่อยรู้…แต่ได้ยินว่า…ตอนที่เราอยู่ปีหนึ่ง…มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งย้ายออกไปกะทันหัน…หลังจากนั้นก็ไม่มีใครอยู่ห้องนี้นาน ๆ เลย”
อรเงียบไป สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ เธอเริ่มจดบันทึกเหตุการณ์ในสมุดเล่มเล็กทุกคืน
คืนถัดมา เสียงขูดกับพื้นดังขึ้นอีก บางครั้งเหมือนเสียงเล็บข่วน เสียงลมหายใจเฮือก ๆ ที่ไม่มีเจ้าของดังสลับกับเสียงกระซิบ อรซ่อนตัวในผ้าห่ม ดวงตาเบิกโพลง มองเห็นเงาดำขยับช้าๆ อยู่ปลายเตียง
วันต่อมา อรตัดสินใจโทรหาบรรณารักษ์ที่เคยดูแลหอพักในอดีต “ขอโทษค่ะ…หนูขอถามเกี่ยวกับห้อง 210 หน่อยได้ไหมคะ?” ปลายสายเงียบไปนาน
“…ห้องนั้นเคยมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นนานมาแล้ว แต่หนูไม่ต้องกลัวหรอก อยู่ไปเดี๋ยวก็ชิน” เสียงแหบพร่าของผู้สูงวัยเหมือนมีอะไรปิดบัง
ความสงสัยของอรยิ่งมากขึ้น เธอกลับห้องแล้วค้นดูตามขอบหน้าต่าง เห็นรอยขีดคล้ายตัวเลข “22/8” จาง ๆ เธอถ่ายรูปเก็บไว้
คืนนั้นฝนตกหนัก อรนอนไม่หลับ เสียงกระซิบและเสียงขูดพื้นดังถี่ขึ้น เธอเอากล่องไม้ออกมาวางบนโต๊ะ ดวงตาเธอสะท้อนแสงไฟวูบไหวอย่างหวาดผวา
เธอเปิดกล่องไม้ พบกระดาษแผ่นหนึ่ง มีลายมือหวัดสั่น “ขอโทษ…หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูแค่เหงา” กับกิ๊บติดผมสีฟ้าจาง ๆ อรขนลุกซู่ เธอปิดกล่องทันที
วันรุ่งขึ้น อรเริ่มมีอาการหวาดระแวงมากขึ้นในชั้นเรียน เธอเริ่มพูดคุยกับตัวเอง เพื่อน ๆ หลีกเลี่ยงเธอมากขึ้น ฟ้าลองเดินมาหาแต่เมื่อเห็นสีหน้าอร กลับถอยออกห่างโดยไม่กล้าถามอะไร
อรเริ่มฝันถึงเด็กผู้หญิงผมยาวนั่งร้องไห้อยู่ปลายเตียง เสียงร้องไห้นั้นตามหลอนแม้ในยามตื่น เธอเริ่มเห็นเงาแปลก ๆ ในห้อง แม้แต่ตอนกลางวัน
คืนหนึ่ง อรสะดุ้งตื่นจากเสียงประตูห้องเปิดเอง เธอเห็นเงาดำยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า มันนิ่ง เฉยชา เหมือนไม่สนใจว่าเธอจะเห็นหรือไม่ เธอพยายามตะโกนแต่ไม่มีเสียงออกจากลำคอ
เช้าวันถัดมา อรเผชิญหน้ากับเนตรด้วยความเครียด “เนตร…บอกเรามาตรง ๆ ได้ไหม ห้องนี้…มันเกิดอะไรขึ้น?”
เนตรถอนหายใจ “เราก็ไม่รู้รายละเอียด แต่…เขาว่ากันว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง…เหมือนจะตายเพราะคิดสั้นในนี้…ก่อนจะกลายเป็นข่าวลือ แล้วห้องนี้ก็ไม่มีใครกล้าอยู่”
อรรู้สึกใจหล่นวูบ เธอนิ่งไปนาน ก่อนเอ่ยเสียงเครือ “แล้ว…ถ้าเรา…ยังอยู่ต่อ…”
“บางที…เขาอาจอยากให้ใครสักคนรับฟัง” เนตรพูดเสียงแผ่ว
อรเริ่มเปิดกล่องไม้ออกซ้ำ ๆ อ่านข้อความขอโทษนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ความรู้สึกผิดในใจของเธอเองเริ่มก่อตัวขึ้น เธอหวนนึกถึงอดีตที่เคยเฉยชาใส่เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่มีปัญหา คล้ายกับกรณีนี้
คืนนั้น เสียงร้องไห้ดังชัดเจนขึ้นจนข่มตาหลับไม่ได้ เธอลุกไปนั่งที่ปลายเตียง วางกิ๊บติดผมในกล่องไม้ไว้บนมือ มองมันน้ำตาไหล
เสียงฝีเท้าดังขึ้นรอบห้อง เงาดำคลานเข้ามาช้า ๆ จากใต้เตียง เสียงกระซิบ “ขอโทษ…ขอโทษ…” ดังวนซ้ำ ๆ อรพูดเบา ๆ “ขอโทษนะ…ขอโทษที่ฉันไม่เข้าใจ…”
ทันใดนั้น เงาดำเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ใบหน้าขาวซีดของเด็กหญิงค่อย ๆ เผยในเงามืด เธอยื่นมือมากดมืออรแน่น น้ำตาไหลที่ใบหน้า
“ช่วยรับฟังหนูที…” เสียงเงียบเป็นวินาทีอึดอัด ก่อนที่ทุกอย่างจะหายวับไป เหลือเพียงอรนั่งอยู่คนเดียวในห้อง
เช้าวันต่อมา อรตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกหมดแรงแต่ไม่หวาดกลัว เธอเดินไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่านให้แสงแดดสาดเข้ามา กล่องไม้ยังวางอยู่บนโต๊ะพร้อมกิ๊บติดผม อรตัดสินใจเขียนข้อความสั้น ๆ ใส่กระดาษ “ฉันขอโทษและรับฟังเธอแล้ว” แล้ววางไว้ในกล่อง
คืนนั้น ไม่มีเสียงขูด ไม่มีเสียงกระซิบ ความเงียบแปลก ๆ กลับมาแทนที่
วันถัดมาอรเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าสงบนิ่งกว่าเดิม แต่แววตายังคงเศร้าลึก ๆ เธอเดินสวนกับเนตรที่ยิ้มให้บาง ๆ “เป็นไงบ้าง”
“ก็ดีขึ้น…แต่ความเงียบมันหนักกว่าที่คิดนะ” อรตอบ ก่อนจะเดินไปที่ห้องเรียน
ในคืนต่อ ๆ มา เสียงเงากลับมาอีกครั้ง แต่เปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบเบา ๆ เหมือนขอบคุณ อรยังต้องอยู่ในห้องนี้ต่อไป แต่เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าบางความผิดพลาดในอดีต…ไม่มีวันลบเลือน มีเพียงการยอมรับและอยู่กับมันให้ได้