เงาในสตูดิโอศิลปะ
เสียงขูดเส้นพลาสติกบดกับพื้นปูนดิบในสตูดิโอศิลปะเก่า วีณาก้มหน้าตั้งใจปั่นผลงานสุดท้ายของภาคเรียนโดยไม่กล้าละมือ แม้เหงื่อจะไหลซึมตามขมับ แม้แสงแดดจากหลังคากระเบื้องจะกลืนกินความเย็นของเครื่องปรับอากาศไปจนหมด เธอเหลือบมองเพื่อนชายที่นั่งข้าง ๆ ศักดิ์ชัย กำลังยกขวดสีขึ้นดูแววตาง่วงซึมก่อนจะถอนใจเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เหลืออีกกี่ชิ้น?” เสียงของอินทิรา เพื่อนสนิทที่นั่งเงียบอยู่มุมเรือนไม้ถามขึ้นมาโดยไม่เงยหน้าจากจานสี
วีณาหยุดคิด ชั่วครู่หนึ่ง “สามชิ้น แต่…ฉันยังหาความรู้สึกไม่ได้ ภาพมันเหมือนกันหมด”
มีเสียงสนทนาเบา ๆ จากปลายห้อง เสียงหัวเราะของปริม ศิลปินรุ่นพี่ชื่อดังของคณะ ที่มักเข้ามาทำงานดึกดื่นและแปลกแยกในฝูงชน เธอหันกลับมา แววตาคมวูบหนึ่งสบตาวีณา แต่ไม่พูดอะไรต่อ
ขณะวีณากำลังจะเติมสีน้ำเงิน โปสเตอร์เก่าของนิทรรศการศิลปะที่ปักไว้บนผนังหล่นลงพื้นเอง สีหน้าทุกคนเปลี่ยนทันที อินทิราเบิกตากว้าง
“มันหล่นบ่อยเหรอ?” วีณาถามเบา ๆ
“เปล่า…ไม่เคยเห็น”
แสงอาทิตย์เย็นยอมหักเหลี่ยมกระจก เงาคนในสตูดิโอกะพริบสั้น ๆ เหมือนถูกฉีกขาด
คืนนั้น หลังเลิกเรียน วีณาเป็นคนสุดท้ายในห้อง เธอเก็บบรรจุภัณฑ์ หันไปมองผนังที่โปสเตอร์หล่นอีกครั้ง คราบน้ำเก่า ๆ บนผนังคล้ายรูปเงาคนยืนประหลาด ทันใดนั้นมีเสียงขูดผิวปูนวูบหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง เธอชะงักหายใจแรง เงาในผนังเหมือนขยับตัวได้
วีณาฝืนใจเดินเข้าใกล้ ก้มมอง พวกเส้นแตกของปูนสีขาววาดตัวตนคล้ายคนก้มหน้า ด้วยความหวาดกลัวและปะปนความสนใจ วีณาเอื้อมแตะปลายนิ้ว ก่อนดึงมือกลับเมื่อได้กลิ่นอับชื้นแรงผิดปกติ
วันถัดมา อินทิราสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีดำบนปลายนิ้ววีณา “ไปจับอะไรมา?”
“ผนังนั่น…มันเหมือนมีรูปคนงอกขึ้นมาเรื่อย ๆ” วีณาว่าเบา ๆ ทั้งห้องเงียบไป
ศักดิ์ชัยหัวเราะกลบเกลื่อนแต่สายตาประหม่า “อย่าคิดมาก ห้องนี้ออกจะสว่างขนาดนี้”
อินทิราเงียบ มีรอยลึกในสายตา “ฉันไม่ชอบตรงนั้นตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว ฉันฝันถึงมันด้วย”
ระหว่างกินข้าวเย็น อินทิรากระซิบกับวีณา “รู้ไหม คนที่เคยใช้ห้องนี้ปีที่แล้ว เขาหายตัวไป”
วีณาหยุดมือทันที “จริงเหรอ?”
เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วดังเหมือนตั้งใจ ศักดิ์ชัยแทรกขึ้น “ไม่ต้องฟังเขาหรอก ข่าวลือทั้งนั้น”
ปริมเดินเข้ามาในร้านอาหาร ทิ้งตัวลงข้างกลุ่มด้วยท่าทีไม่สนใจใคร “พูดถึงห้องหรอ แปลกเหรอฉันอยู่เป็นปี”
สายตาเธอวาววับ “แต่จริงนะ คนที่ว่า…เขายังอยู่ตรงนั้น”
เกิดความเงียบอึดอัด ปริมขยับยิ้มกว้าง “แค่ล้อเล่น”
วีณากลืนไม่ลง อินทิราหยิบมือถือขึ้นดูแล้วลุกกลับก่อนพูด “เจอกันพรุ่งนี้ อย่าอยู่ห้องดึกนะ”
เช้าวันใหม่ สนามหญ้าหน้าที่พักสว่างจ้า วีณานั่งวาดภาพเงียบ ๆ ปริมเดินเข้ามาโยนดินสอให้ “เธอวาดรูปอะไรก็เหมือนเดิม ทำไมไม่กล้าวาดอะไรที่มันจริงจังหน่อย”
วีณาไม่พูด เธอคลำปลายนิ้วตัวเองที่ยังคงรอยดำจาง ๆ ปริมโน้มตัวมากระซิบ “กลัวอะไร…หรือกลัวรู้จักตัวเองจริง ๆ?”
ดวงอาทิตย์ไล้ผิวผนังอาคารสีโอวัลติน เสียงประกาศจากลำโพงในสตูดิโอดังเตือนถึงการประกวดศิลปะใหญ่ที่จะจัดในอีกหนึ่งเดือน เสียงนักศึกษาหลายคนฮือฮา
ศักดิ์ชัยยิ้มเจื่อน “ไปแข่งกันไหม?”
อินทิราเงยหน้ามองวีณา “ฉันอยากเข้าประกวดนะ เธอล่ะ?”
วีณาถอนใจ “ฉันไม่แน่ใจ…ฉันกลัวภาพของฉันมันจะไม่มีความหมาย”
ปริมจ้องนิ่ง “เพราะเธอไม่กล้าหรือเปล่า?”
วันต่อมา วีณานั่งอยู่ในห้องสมุด พลิกหาแรงบันดาลใจ เธอเปิดหนังสือเก่าจนเจอภาพถ่ายขาวดำห้องสตูดิโอเดิม สังเกตเห็นรอยเงาคนเหมือนในผนังห้องตอนนี้ เธอจดรายละเอียดด้วยความตื่นเต้นแต่ขณะเดียวกันก็ขนลุก
ค่ำในสตูดิโอ เสียงพู่กันไล้บนผ้าใบละเอียดละไม ปริมเดินมาดูงานของวีณา “แกไม่ต้องกลัวที่จะ ‘พูดความจริง’ ผ่านภาพหรอก มันกลับทำให้แกเป็นศิลปิน”
มีเสียงขยับบางอย่างใกล้ผนังเก่า เงาร่างดำค่อย ๆ ขยายขึ้นจนบดบังแสงไฟ ทุกคนหยุดมือ วีณาตกตะลึง อินทิรากระซิบ “เห็นไหม?” นิ้วของเธอสั่นศักดิ์ชัยยืนนิ่งเหมือนต้องมนต์
ปริมกัดฟัน พยายามเรียกสติ “ออกไปก่อน ทุกคน!”
เมื่อลงบันไดมา ทุกคนหอบหายใจ วีณาถามอินทิรา “เธอเห็นแบบฉันไหม?” อินทิราพยักหน้า “มัน…เหมือนคนจริง ๆ”
ศักดิ์ชัยรีบวิจารณ์ “มันเป็นแค่เงาแสง ผนังเก่าเอง อย่าคิดมาก”
อินทิราจ้องเขม็ง “แล้วปีที่แล้วคนหายตัวไปล่ะ…”
วีณาลังเล เธอกำมือแน่น คืนนั้นในห้อง วีณานั่งวาดเงาคนในผนังอย่างละเมียดละไม ทว่าเงาในสายตาดูเหมือนเคลื่อนไหว
รุ่งเช้า บนโต๊ะกลางสตูดิโอ พบสีดำหยดเป็นรอยเท้าเดินเข้าไปในผนัง วีณาใจสั่น อินทิราเดินมาหา “ฉันไม่เอาแล้ว ฉันกลัว”
ปริมกลับเดินเข้าหาเงายิ้มมุมปาก “ฉันอยากรู้ ว่ามันคืออะไร”
วันประกวดใกล้เข้ามา วีณาไม่มีทางเลือก เธอต้องวาดภาพของตัวเอง แต่ทุกครั้งที่ใกล้ผนัง เงาดำจะเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น เหมือนทวงบางอย่างที่ขาดหายไปจากอดีตของสถานที่นี้ ทุกคนเริ่มรู้สึกล้า ประสาทสัมผัสลุกลี้ลุกลน อินทิราเริ่มฝันร้าย ศักดิ์ชัยแสดงความลังเลไม่อยากมาสตูดิโออีกต่อไป
วีณารวบรวมความกล้า เธอไปค้นหาข้อมูลห้องนี้ จนพบว่าครั้งหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน มีศิลปินหนุ่มฆ่าตัวตายและทิ้งภาพเขียนที่ไม่มีใครกล้าดูไว้ในห้องนี้ ภาพนั้นยังคงถูกล็อคเก็บหลังผนัง
เธอตัดสินใจชวนอินทิราและศักดิ์ชัยเปิดผนัง เผยให้เห็นภาพวาดใบหน้าคนจมทุกข์ใต้รอยขีดสีดำ วีณาพยายามวาดภาพที่สะท้อนความรู้สึกเจ็บปวดของตัวเองลงบนผ้าใบ เคียงคู่เงานั้น แทนที่จะหลบหนี
ศักดิ์ชัยร้อง “อย่าทำเลย เดี๋ยวมันจะ…” แต่คำนั้นไม่ทันจบ ผนังเริ่มสั่น เงาดำเคลื่อนออกมาเหมือนจะกลืนกลุ่มเพื่อน อินทิราร้องไห้ วิ่งออกไป
ปริมกลับยิ้มเย็น เดินเข้าสู่เงานั้นด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเรากล้าพอ มันจะพาเราไปสู้ความจริงของตัวเอง”
วีณามองตาม น้ำตาไหล เธอวางพู่กันหลับตาแน่น ข้างในหัวสั่นคลอนความกลัวอย่างสุดขีด ก่อนตัดสินใจเดินตามปริมเข้าไปในเงามืดพร้อมภาพของตน
ข้างในนั้น มีเสียงกระซิบ เรื่องราวความเจ็บปวด ผิดหวัง ความกลัวของอดีต พร้อมกับความรู้สึกผิดที่ศิลปินคนนั้นแบกไว้ วีณาตะโกนสู้เงานั้น “ฉันก็กลัว ฉันยอมรับว่าฉันไม่สมบูรณ์…แต่ฉันยังเลือกวาดภาพ”
เงาค่อย ๆ ถอยกลับ กลายเป็นภาพวาดใหญ่กลางห้อง ทุกคนได้เห็นความเศร้า คุณค่า และความกล้าที่ซ่อนอยู่ในความกลัวของมนุษย์ วีณาโอบกอดอินทิราที่กลับมา ศักดิ์ชัยน้ำตาคลอทุกคนต่างเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเอง
งานประกวดศิลปะ วันสุดท้าย วีณานำเสนอภาพของตัวเองต่อหน้าหลายร้อยคน หมอกแดดยามเย็นตกกระทบสีดำหนักกับสีสว่างจาง ๆ บนผืนผ้าใบ เสียงเงียบงัน เธอยอมรับตัวเองผ่านงานศิลป์ ปริมยืนยิ้มข้างหลังบนเวที อินทิราจับมือเธอ สตูดิโอเก่าสุดเงียบสงัด ราวกับว่าเงานั้นจากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่แรงบันดาลใจจากความกล้า ปิดฉากด้วยแสงสว่างของศิลปินที่กล้าเผชิญเงาในใจ