เงากลางป่าหมอก
เสียงเครื่องยนต์เก่าคร่ำครวญ ฝ่าหมอกขาวหนาที่คลุมแน่นทั่วเส้นทางแคบสู่หมู่บ้านป่าหมอก รถสองแถวสีเหลืองโยกคลอนตลอดทาง ครูบัวจับกระเป๋าหนังใบเก่าของตนแน่น สายตาเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามเพ่งหาปลายทาง แต่ภาพทุกอย่างขาวโพลนเหมือนไร้ขอบเขต
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ครูใหม่เหรอครับ?” เสียงโชเฟอร์วัยกลางคนถามพลางชำเลืองมองทาง
บัวพยักหน้า “ค่ะ… โรงเรียนบ้านภูหาย”
เขาหัวเราะแห้ง ๆ “ที่นั่นเงียบ คนในหมู่บ้านอยู่กันน้อย โรงเรียนก็เหมือนกัน”
บัวถอนใจ หลบตากลับมา เธอไม่ได้เลือกที่นี่ด้วยความสมัครใจ มันคือทางรอดเดียวหลังจากปัญหาชีวิตสะสมจนถูกบีบให้ย้ายออกจากโรงเรียนเดิม
รถหยุดที่ป้ายไม้เก่า หน้าปากทางเข้าสู่หมู่บ้าน บ้านไม้ทรงไทยหลังเล็ก ๆ เรียงรายริมทาง เงียบสงัดจนได้ยินเสียงแมลงร้อง บัวลงจากรถ สบตาชายแก่อีกคนที่ยืนรออยู่ข้างทาง
“ครูบัวใช่ไหม” เขาเอ่ยเสียงเบา “ผมลุงทัน เป็นผู้ใหญ่บ้านเอง ทางนี้ครับ”
บัวเดินตามลุงทันไปตามทางดินแคบ ๆ ผ่านทุ่งหญ้าและต้นไม้สูงที่ใบไม้ร่วงกรอบ ทุกย่างก้าวเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมอง แม้จะไม่มีใครอยู่รอบข้าง
“ที่นี่หมอกลงตลอดปีนะ” ลุงทันบอกขณะเดิน “สักพักก็จะชินเอง”
บัวเงียบ ไม่อยากดูอ่อนแอแต่ในใจหวาดวิตก เสียงฝีเท้าตัวเองกับลุงทันดังชัดในความเงียบ มีบางช่วงคล้ายมีเสียงฝีเท้าเพิ่มขึ้น เธอหันกลับไปดู แต่กลับพบเพียงหมอกหนาเท่านั้น
บ้านพักครูตั้งอยู่บนเนินเล็กตรงข้ามโรงเรียน หลังไม้มุงสังกะสีเก่า เสียงลมพัดใบไม้กรอบๆ เคล้าเสียงหมอกที่ไหลผ่านเหมือนกระซิบอะไรบางอย่าง ลุงทันยื่นกุญแจให้ก่อนเดินจากไป
“มีอะไรให้เรียกผมตอนค่ำก็ได้ อย่าออกไปเดินนอกบ้านดึก ๆ”
บัวฝืนยิ้ม “ขอบคุณค่ะ”
ภายในบ้านเรียบง่าย แสงไฟเหลืองสลัว เธอวางกระเป๋าลงบนเตียงแล้วเดินสำรวจ ทุกอย่างดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยกลิ่นฝุ่นอับ เงาไม้ปลิวไหวยามลมพัดผ่านหน้าต่าง เสียงอะไรบางอย่างเหมือนเล็บขูดอยู่บนผนัง เธอหยุดฟัง หัวใจเต้นแรง แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ กลับไม่มีอะไร
รุ่งเช้า หมอกยังคงหนา เธอเดินข้ามถนนไปโรงเรียน เสียงเงียบจนน่าขนลุก เด็กนักเรียนมีเพียงห้าคน กระจายกันนั่งในห้องเรียนเล็ก ๆ ดวงตาทุกคู่จ้องมองเธออย่างสำรวจ
“ครูชื่อครูบัวนะจ๊ะ”
เด็กหญิงผมสั้น พูดเสียงแผ่ว “ครู… เคยมาที่นี่ไหมคะ?”
บัวชะงัก “ไม่เคยจ้ะ ทำไมถามแบบนั้นล่ะ?”
เด็กหญิงก้มหน้า “หนูฝันเห็นครูเดินอยู่ในป่า… ได้ยินเสียงครูร้องไห้”
บัวหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ความรู้สึกเย็นวาบไหลผ่านสันหลัง เธอเปลี่ยนเรื่องแล้วเริ่มสอน พลางแอบสังเกตสายตาเด็ก ๆ ที่ดูไม่ไว้ใจและหวาดระแวงอย่างประหลาด
หลังเลิกเรียน บัวเดินตรวจรอบโรงเรียน ห้องเรียนที่ปิดตายเกือบทั้งตึก สังเกตว่าห้องหนึ่งถูกล่ามโซ่สนิมเขรอะเอาไว้ เมื่อถามแม่บ้านชรา เธอหลบตาแล้วบอกแค่ “ห้องนั้นใช้ไม่ได้”
บัวพยายามไม่สนใจ แต่คืนนั้น เธอได้ยินเสียงร้องแผ่วลอดมากับสายหมอก เสียงสะอื้นของผู้หญิงดังไกล ๆ จากป่าหลังบ้าน เธอลุกขึ้นนั่งตัวแข็งทื่อ เพ่งมองออกไปในความมืด เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ริมชายป่า ลางเลือนจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นคนหรือเพียงเงาไม้
รุ่งเช้าเธอถามลุงทันว่าเคยมีคนตายหลังหมู่บ้านหรือไม่ ลุงทันเงียบไปนานก่อนตอบว่า “ที่นี่… มีอะไรเก่าแก่ซ่อนอยู่ อย่าไปยุ่งดีกว่า”
คืนถัดมา หมอกหนาจนมองอะไรไม่เห็น เสียงฝีเท้าลากผ่านหน้าต่างบ้าน เสียงเล็บขูดไม้กลับมาอีกครั้ง บัวพยายามข่มตานอนแต่เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอหยิบไฟฉายออกไปดู
เธอฉายไฟไปตามทางเดินจนถึงข้างบ้าน เห็นรอยเล็บยาวบนผนังไม้ และเงาลาง ๆ วิ่งเลียบกำแพงหายเข้าไปในป่า เธอก้าวตามไปอย่างลืมตัว หมอกขาวกลืนทุกอย่างรอบกาย เสียงกระซิบดังขึ้นเป็นภาษาแปลกประหลาดที่เธอฟังไม่ออกแต่รู้สึกคุ้นเหมือนเคยได้ยินมาก่อน
บัวหลงเดินวนในป่า ไม่อาจหาทางกลับบ้าน เสียงกระซิบแปรเปลี่ยนเป็นเสียงผู้หญิงร้องไห้ เสียงฝีเท้าไล่หลัง เธอหันกลับ แต่ไม่พบใคร
ในที่สุดเธอพบตัวเองอยู่หน้าศาลไม้เก่ากลางป่า ศาลเล็ก ๆ เต็มไปด้วยเศษผ้าและตุ๊กตาดินเผาเก่าแก่ กลิ่นอับโชยแรง เงาแปลก ๆ เคลื่อนไหวรอบศาล เธอถอยหลังชนต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะได้ยินเสียงเด็ก ๆ ร้องเรียกชื่อเธอแผ่วเบา
“ครูบัว… กลับบ้าน… เดี๋ยวจะหลง…”
บัวแทบร้องไห้ออกมา เธอรีบวิ่งกลับตามเสียงเด็กจนหลุดออกจากป่ามายังบ้านพัก
รุ่งเช้า เธอพบรอยเล็บยาวบนประตูบ้าน และเศษผ้าเก่า ๆ พันอยู่ที่ลูกบิด
ในห้องเรียนวันนี้ เด็กชายคนหนึ่งแอบกระซิบกับเพื่อน “เขากลับมาอีกแล้วใช่ไหม?”
บัวเดินเข้าไป เด็กชายหุบปากทันที เธอพยายามยิ้มแต่ดวงตาเด็ก ๆ เต็มไปด้วยความกลัวปะปนสงสัย
หลังเลิกเรียน เธอไปถามแม่บ้านถึงศาลไม้กลางป่า แม่บ้านเบือนหน้าหนี “อย่าไปยุ่งกับศาลนั้นเลย… มันไม่ใช่เรื่องของคนต่างถิ่น”
บัวอดถามไม่ได้ “ทำไม… ใครกันที่อยู่ในหมอก?”
แม่บ้านก้มหน้า “มีคนเคยหายไปในหมอก แล้วก็ไม่เคยกลับมา… ศาลนั้นคือที่ฝังวิญญาณคนเหล่านั้นไว้”
คืนนั้น บัวนอนไม่หลับ จู่ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง เธอเดินไปเปิด เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ในหมอก เด็กหญิงพูดว่า “ครู… อย่าไปป่าอีกนะ”
บัวเอื้อมมือจะจับ แต่เด็กหญิงหายวับไปกับหมอก
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น “คืนของเรา… คืนของเรา…”
เช้าวันต่อมา เด็กหญิงคนนั้นไม่ได้มาเรียน บัวถามเด็กคนอื่น ๆ ทุกคนเงียบ ไม่มีใครกล้าตอบ
บัวตัดสินใจไปหาลุงทันในตอนบ่าย “เด็กในหมู่บ้านเวลานี้… ทุกคนเคยเห็นผีในหมอกหรือเปล่า?”
ลุงทันถอนหายใจ “เด็กที่นี่… โตมากับเรื่องเล่า ไม่มีใครไม่กลัวหมอก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรอดออกมาได้”
บัวกลืนน้ำลาย “แล้วคนที่ไม่รอด…?”
ลุงทันมองเธอนิ่ง “หายไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่”
บัวเริ่มหวาดหวั่นกับความจริงที่ทุกคนไม่พูดถึง เธอรู้สึกว่าทุกสายตาในหมู่บ้านเฝ้ามองเธออย่างรู้ทันอะไรบางอย่าง
คืนนั้น หมอกหนากว่าทุกวัน เสียงกระซิบในบ้านดังแทรกเสียงลม เสียงเล็บขูดกลับมาอีกครั้ง คราวนี้แรงขึ้น ผนังไม้สั่นสะท้าน เธอใช้ผ้าห่มคลุมหัว นั่งตัวแข็งจนน้ำตาไหล
เสียงหญิงสาวร้องไห้ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าวิ่งวนรอบบ้าน เสียงเด็กเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ “ครูบัว… ครูบัว…”
เธอกรีดร้องแต่ไร้เสียง ภาพทุกอย่างรอบตัวบิดเบี้ยว เงาลาง ๆ เคลื่อนไหวรอบ ๆ ผนังบ้าน เธอหมดสติไป
เมื่อฟื้นตื่น เธอพบตัวเองนอนอยู่หน้าศาลไม้กลางป่า รอบศาลเต็มไปด้วยรอยเท้าและเศษผ้าเก่า บัวจำได้ว่าได้ยินเสียงกระซิบชัดขึ้น “ความลับของหมอก… อยู่ที่เธอ”
เธอพบแผ่นกระดาษเก่า ๆ ใต้ศาล เป็นจดหมายเขียนด้วยลายมือผู้หญิง ข้อความบอกถึงครูคนหนึ่งที่หายไปในป่าเพราะถูกกล่าวหาว่าขโมยของศาล จบชีวิตอย่างเดียวดาย และคำสาปว่า “ใครที่ได้ยินเสียงเรียก… จะเป็นรายต่อไป”
บัวนั่งทรุด มือสั่นเครือ เธอคิดถึงแม่บ้าน เด็ก ๆ และลุงทัน ทุกคนดูเหมือนจะรู้ความลับนี้แต่ไม่พูด
เธอกลับบ้านพักอย่างหมดแรง พบเด็กหญิงคนเดิมนั่งรออยู่ เด็กหญิงพูดว่า “ครู… ต้องขอโทษศาล ไม่อย่างนั้นจะไม่มีวันได้กลับบ้าน”
บัวน้ำตาไหล ร้องถาม “ต้องทำยังไง…?”
เด็กหญิงนิ่ง “ไปคืนของที่ศาล”
บัวรื้อของในกระเป๋า เจอกระดุมไม้เก่า ๆ ที่หล่นมาโดยไม่รู้ตัว เธอจำได้ว่าเก็บมาจากใต้พื้นบ้านพักวันแรกที่ย้ายเข้า เธอพากระดุมไปวางไว้หน้าศาล หมอกหนาเริ่มบางลง เสียงร้องไห้และเสียงขูดไม้ค่อย ๆ เงียบหาย
เช้าวันต่อมา หมอกจางจนเห็นแสงอาทิตย์ บัวไปโรงเรียน เด็กหญิงคนนั้นกลับมาเรียนตามปกติ ทุกคนดูเหมือนลืมเหตุการณ์เมื่อคืน
ลุงทันยิ้มให้เธอ “บางอย่างแค่ต้องคืนที่ของมัน”
แต่ในใจบัวยังไม่แน่ใจ ทุกคืนเธอยังคงได้ยินเสียงกระซิบในสายหมอก “คืนของเรา… คืนของเรา…”
เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองหมอกขาวที่ยังคงปกคลุมหมู่บ้าน สงสัยว่าเรื่องราวนี้จะจบจริงไหม หรือเธอเพียงแค่เป็นส่วนหนึ่งของความลับในหมอกนั้น… ตลอดไป