เงาใต้หมอกวังเวียง
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้แห้งกรังดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของป่า หมอกขาวไหลอ้อยอิ่งปกคลุมเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ต้นไม้สูงตระหง่านเงียบงันราวกับจ้องมองผู้บุกรุกในยามค่ำคืน ทันทีที่รถตู้เก่าเคลื่อนตัวจอดสนิทที่หน้าบ้านไม้สองชั้นอายุเกือบศตวรรษ แสงไฟหน้ารถสาดไปเห็นเสาบ้านที่จมอยู่ในเงามืดเหมือนกำแพงที่ขวางกั้นโลกภายนอกกับสิ่งที่มีอยู่ข้างใน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปริญญา เด็กหนุ่มปีสี่หน้าตาเคร่งขรึม สะพายกระเป๋ากล้องลงมาก่อนใคร เสียงเขาแหบแห้งเอ่ยกับเพื่อนสองคนว่า “เราแค่เข้าไปเก็บหลักฐาน จะอยู่นานก็ไม่ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าต้องลงเขาแล้ว”
วีนัส หญิงสาวผมหยิกสั้น ใส่เสื้อกันหนาวสีเหลืองมัสตาร์ด เขยิบตัวชิดหลังเพื่อนอย่างระวัง เธอมองไปที่บ้านเก่าร้างราวกับมันกำลังหายใจช้า ๆ อยู่ในม่านหมอก “นายแน่ใจนะว่าอาจารย์เคยมาที่นี่จริง ๆ?”
อินทัช เด็กชายร่างสูงผอมท่าทางเก็บกด กำลังค้นกระเป๋าเป้ด้วยมือสั่น เขาหยิบไฟฉายขึ้นมาแต่ไม่กล้าส่องเข้าไปตรง ๆ “ถ้า…ถ้ามีคนอยู่ในบ้านล่ะ? หรือ…ไม่ใช่คน…”
ปริญญาถอนหายใจยาว แววตาเครียดกว่าปกติ “ไม่มีใครอยู่หรอก บ้านนี้ไม่มีคนมาหลายปีแล้ว แต่อาจารย์สมเกียรติเข้ามาพักที่นี่คืนนึง แล้วก็หายตัวไป…เราต้องช่วยกันหาคำตอบ”
เสียงเปิดประตูไม้ดังเอี๊ยดเบา ๆ ความเย็นยะเยือกปะทะหน้าเมื่อพวกเขาก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นไม้ผุเก่าและกลิ่นอับชื้นปะปนกันจนหายใจติดขัด เงาบนผนังเต้นระยับตามแสงไฟฉายที่ส่องไปมา
วีนัสเดินช้า ๆ มองรอยเท้าเก่าบนฝุ่นหนาแน่น เธอกระซิบ “ที่นี่เหมือน…หยุดเวลาไว้ตั้งแต่มีคนออกไปครั้งสุดท้ายเลยเนอะ”
อินทัชเดินตามหลังเงียบ ๆ เขามองขึ้นไปยังบันไดไม้ที่นำสู่ชั้นบน ในความเงียบมีเสียงกระซิบเบา ๆ ราวกับคลื่นสายลมแทรกตัวเข้ามา “…อยู่…ตรงนี้…” เขาชะงักกะทันหัน หัวใจเต้นแรงจนน้ำเสียงของตัวเองหลุดออกมา “ได้ยินเสียงมั้ย?”
ปริญญาส่ายหน้า “อย่าคิดมากน่า อินทัช”
ทั้งสามเดินสำรวจห้องโถงใหญ่ พบว่าโต๊ะไม้ยังมีแก้วน้ำและกระดาษจดหมายเก่า ๆ วางอยู่ราวกับเจ้าของเพิ่งลุกไปเมื่อวาน อินทัชมองจดหมายนั้นอย่างลังเลแต่ไม่กล้าแตะต้อง
ปริญญาเปิดไฟฉายส่องไปที่ประตูห้อง ๆ หนึ่งซึ่งมีผ้าขาวคลุมไว้ เงาดำบางอย่างเคลื่อนไหวแวบหนึ่งแต่เขาตัดสินว่าเป็นเพียงจินตนาการ
เสียงนาฬิกาโบราณดังติ๊กต่อกในมุมมืด ส่งเสียงก้องในห้องโล่ง ๆ ทั้งสามคนหยุดฟัง ราวกับมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในเงาสลัวของบ้านหลังนี้
วีนัสห่อตัวแน่น เสียงเธอเบาเกือบเป็นกระซิบ “ใครเคยบอกว่าบ้านผีสิงจะเงียบขนาดนี้บ้าง…มันแปลกกว่าบ้านผีสิงในหนังอีกนะ”
อินทัชกลืนน้ำลาย มองปริญญาที่เดินไปห้องด้านหลัง เงาเขาถูกไฟฉายขยายยาวไปตามผนัง เหมือนเงาของคนอื่นที่ไม่มีตัวอยู่จริง
ชั้นบนของบ้านปกคลุมด้วยฝุ่นหนาและหยากไย่ อินทัชเดินขึ้นบันไดเป็นคนแรกด้วยความรู้สึกกังวล เขาหยุดอยู่หน้าห้อง ๆ หนึ่ง ประตูไม้แง้มออกเองโดยไม่มีใครแตะต้อง
ลมหายใจของวีนัสขาดช่วง “นาย…เห็นมั้ย ประตูมัน…”
ปริญญาพึมพำ “ลมหรอก…แค่ลม…” แต่เขาเองก็หน้าเสีย
ในห้องนอนใหญ่มีเตียงไม้ หลังเตียงมีรอยขีดเขียนด้วยของมีคมเป็นลายมือเด็ก ร่องรอยการขุดเจาะบนผนังจาง ๆ อินทัชรู้สึกคันยิบ ๆ ที่ต้นคอเหมือนมีบางอย่างจ้องอยู่จากเงามืด
วีนัสจับแขนอินทัชแน่น “เราลงไปข้างล่างเถอะ ฉันไม่โอเคกับที่นี่แล้ว…”
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นที่ปลายบันได ทุกคนหยุดนิ่งเหมือนรูปปั้น อินทัชกลืนน้ำลาย เสียงกระซิบเดิมดังกว่าเดิม “…อยู่ตรงนี้…”
ปริญญารีบเดินไปที่บันได ส่องไฟฉายลงไปเจอแต่ความว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ที่นั่น
ความกดดันในอากาศหนาขึ้น ทุกคนรู้สึกว่าบ้านหลังนี้เริ่มแคบลงเหมือนกำลังถูกบีบ
ในห้องครัว อินทัชพบกระดาษแผ่นหนึ่งซุกอยู่ใต้กล่องไม้ เขาเปิดอ่าน ลายมือสั่นคลอน “เขา…เฝ้ามองอยู่ในหมอก อย่าเปิดประตูหลัง…”
วีนัสรีบคว้ากระดาษนั้นไปดู เธอพึมพำเบา ๆ “นี่ลายมืออาจารย์สมเกียรติ…ใช่มั้ย?”
ปริญญานิ่งไป ก่อนพูดเสียงต่ำ “อาจารย์กลัวอะไรกันแน่…”
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นที่ประตูหลังบ้าน ทุกคนหันขวับไปมอง อินทัชกอดอกแน่น พึมพำกับตัวเอง “อย่าเปิดประตูหลัง…อย่าเปิด…”
เวลาผ่านไปอย่างกดดัน ทั้งสามคนนั่งจับกลุ่มกันที่โต๊ะรับแขก ความอึดอัดแผ่คลุมเหมือนหมอกขาวด้านนอกที่หนาขึ้นเรื่อย ๆ วีนัสเริ่มพูดกับตัวเอง “ถ้าเราออกไปตอนนี้จะเจออะไรมั้ย…หรือ…มันจะตามมาด้วย?”
ปริญญามองนาฬิกาข้อมือ “อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว อดทนไว้…”
อินทัชช้อนตาขึ้นมองหน้าต่าง ผ้าม่านบางขยับไหวด้วยลมหรืออะไรก็ตาม เขากระซิบกับวีนัส “ถ้ามัน…ถ้ามันไม่อยากให้เรารู้อะไรบางอย่างล่ะ?”
วีนัสสั่นศีรษะ “แต่เราต้องหาให้เจอว่าทำไมอาจารย์ถึงหายตัวไป…”
ทันใดนั้นเอง เสียงเหมือนลูกโซ่ลากพื้นดังขึ้นจากห้องใต้บันได อินทัชเป็นฝ่ายลุกขึ้นก่อน “ผมจะไปดูเอง…”
เขาเดินเข้าไปในความมืด เงาของเขาถูกกลืนเข้าไปในห้องเก็บของใต้บันได แสงไฟฉายของปริญญาไล่ตามเข้าไป อินทัชหยุดยืนแข็งทื่อ หน้าประตูไม้เล็กซึ่งมีโซ่เก่าล็อกไว้แน่น เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังขึ้นข้างหู “เปิด…เปิด…”
อินทัชลังเล เขาเอื้อมมือไปแตะโซ่ ก่อนจะชะงักเพราะเสียงวีนัสร้องห้าม “อย่า อินทัช อย่าเปิดนะ!”
แต่ปริญญากลับดันอินทัชให้ถอยออกมา “อย่าเพิ่ง!” ดวงตาของปริญญาเต็มไปด้วยความกลัวที่พยายามกลบเกลื่อน
วีนัสน้ำตาคลอ เธอเหลือบมองหน้าปริญญา “นาย…ปิดบังอะไรพวกเราอยู่หรือเปล่า?”
ปริญญาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงเบา “ฉัน…ฉันเคยมาอยู่ที่นี่นานแล้ว ตอนเด็ก ๆ กับแม่…แต่ไม่จำอะไรได้มาก ทุกครั้งที่กลับมาฝันร้าย… ฉันกลัว…กลัวว่ามันจะจริง”
อินทัชหันไปจ้องปริญญา “นายรู้เรื่องอะไร…”
เสียงกระซิบในห้องเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้แผ่ว ๆ ที่ไม่มีตัวตน ทุกคนหยุดฟัง หัวใจเต้นแรง
วีนัสถามเสียงสั่น “ปริญญา…นายเคยได้ยินเสียงนี้มั้ย?”
ปริญญาส่ายหน้า แต่ในดวงตาเขามีความลังเลเจืออยู่
ทั้งสามคนตัดสินใจขึ้นไปชั้นบนอีกครั้ง คราวนี้ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเงียบที่ผิดปกติและเสียงติ๊กต่อกของนาฬิกา พวกเขาเปิดประตูห้องลับบนชั้นสองออก พบผนังห้องถูกขูดเป็นร่องลึกคล้ายมีใครพยายามหนีออกมา
อินทัชพบสมุดบันทึกหน้าปกขาด ๆ ซ่อนอยู่หลังกรอบรูป สมุดเล่มนี้เป็นของเด็กชายคนหนึ่งที่เคยอยู่ที่นี่เมื่อยี่สิบปีก่อน เนื้อความขาดหายเป็นช่วง ๆ แต่เต็มไปด้วยคำว่า “เฝ้ามอง” และ “อย่าเปิด”
เสียงกระซิบและเสียงร้องไห้ดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ประตูห้องที่เปิดค้างอยู่เองก็ปิดลงอย่างช้า ๆ ด้วยแรงที่มองไม่เห็น
วีนัสขยับตัวเข้าใกล้เพื่อน “เราไม่ควรอยู่ที่นี่…ถ้าอยู่นานไปจะออกไปไม่ได้…”
อินทัชตอบเสียงเบา “หรือจริง ๆ แล้ว…มันไม่ได้ให้เราออกไปตั้งแต่แรก”
ปริญญามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นหมอกขาวข้นปกคลุมทั้งบ้าน เงาดำ ๆ เคลื่อนไหวอยู่ริมหญ้าเหมือนกำลังวนเวียนรอบบ้าน
ในชั้นใต้ดิน ทั้งสามคนพบร่องรอยการประกอบพิธีกรรมโบราณ มีเทียนไขแดง คราบขี้ธูปแห้ง และกระดาษที่เขียนคาถาแปลก ๆ อินทัชหยิบกระดาษนั้นขึ้นอ่าน เสียงกระซิบข้างหูเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะต่ำ ๆ
ปริญญาเผลอพูดออกมา “ที่นี่…มันไม่ใช่แค่บ้านเก่า มันเป็นกับดัก…กับดักที่คนข้างนอกไม่รู้หรอก”
วีนัสน้ำตาไหล เธอสะอื้น “เราจะออกไปยังไง…”
เสียงฝีเท้าและเสียงโซ่ลากพื้นเริ่มดังขึ้นทั่วบ้าน เงาดำใต้แสงไฟฉายขยายใหญ่และเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต อินทัชเดินไปที่ประตูหลังบ้าน เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง “เปิด…เปิด…จะได้ออกไป…”
อินทัชลังเลอยู่นาน ก่อนค่อย ๆ บิดลูกบิดประตู ประตูเปิดออกช้า ๆ หมอกขาวทะลักเข้ามาในบ้านพร้อมกลิ่นแหลมคมที่ทำให้ทุกคนแสบจมูก
ด้านหลังหมอก เงาร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ในความเงียบ หันหน้ามาช้า ๆ ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองพวกเขา เสียงร้องไห้ของเด็กชายดังขึ้นซ้อนทับเสียงหัวเราะต่ำ ๆ วงจรเสียงไม่รู้จบ
วีนัสถอยหลังสะดุดล้ม อินทัชยืนแข็งทื่อ ปริญญาเหมือนถูกตรึงกับที่ เงาร่างนั้นค่อย ๆ ก้าวเข้ามาอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวของมัน หมอกข้นขึ้นจนแทบมองไม่เห็นกันเอง
ปริญญาเอื้อมมือคว้าแขนเพื่อนสองคนไว้แน่น เขาพูดเสียงสั่น “อย่าหันหลังกลับ…อย่ามองมันตรง ๆ…”
อินทัชพยายามหลับตาแต่เสียงในหัวดังขึ้นเรื่อย ๆ “อยู่…อยู่ตรงนี้…”
หมอกปกคลุมทั้งบ้าน แสงไฟฉายดับพรึบลงพร้อมกัน เงาดำสุดท้ายหายวับไปในความเงียบ วีนัสสะอื้นเสียงดัง ลมหายใจหอบรัว
เมื่อหมอกจางลง ทั้งสามคนพบว่าพวกเขากลับมายืนอยู่หน้าประตูบ้านอีกครั้ง กลางถนนกรวด สายหมอกจาง ๆ ลอยอยู่บนพื้น
แต่ในหัวของแต่ละคน ยังได้ยินเสียงกระซิบและร้องไห้นั้นอยู่ตลอดเวลา ปริญญาเหลียวหลังกลับไปมองบ้านหลังนั้นอีกครั้ง ประตูยังคงเปิดค้างไว้ เงาดำบางอย่างโผล่มาที่กรอบหน้าต่างชั้นบนก่อนจะจางหายไปช้า ๆ
ทั้งสามคนเดินออกจากบ้านไปโดยไม่พูดอะไรต่อกัน ไม่มีใครกล้าพูดถึงสิ่งที่ได้พบในคืนนั้นอีกเลย
และไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน เสียงกระซิบในหมอกก็ยังตามหลอกหลอนอยู่เสมอ — เฝ้ามองอยู่ตรงนั้น…และไม่มีใครหนีพ้น