ดินแดนเหนือแสง: เงาในเมืองลอยฟ้า
เสียงประกาศเบาจากลำโพงฝังเพดานกึกก้องทั่วโถงกระจก เมืองเหนือฟากฟ้าทอดยาวเบื้องล่างเป็นสายแสงระยิบระยับ เพลินยืนชิดหน้าต่างใส มือกุมมือชายหนุ่มน้อยอยู่ข้างตัว “โอม รอก่อนนะ เดี๋ยวพี่จะขออนุญาตเขาก่อน”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เด็กชายดึงแขนเพลินไว้ ดวงตาซ่อนประกายกลัว ๆ “พี่เพลิน อย่าทิ้งโอม…”
เสียงถอนหายใจแผ่ว ๆ เพลินคลายมือช้า ๆ “พี่สัญญา” เธอกระซิบ ก่อนเดินไปยังเคาน์เตอร์สอบถาม แจ็กเก็ตหม่นเก่าเก็บป้ายชื่อ หลุดลุ่ยเล็กน้อยตรงขอบ
ตรงมุมห้อง กระจกสะท้อนเงาเด็กชายโอม ใบหน้าจืดจาง ทันใด เสียงบางอย่างแผ่วเบาอยู่กรอบหู (“โอม…”) เด็กชะงักกึก เงาในกระจกบิดเบี้ยว จู่ ๆ ภาพสะท้อนกลายเป็นเขายืนอยู่ในสายหมอก ท่ามกลางเสียงโทรศัพท์ไร้ต้นสายตัดผ่านบรรยากาศ
เพลินหันกลับทันที สะดุดภาพว่างเปล่า เด็กชายหายไปในพริบตา เธอคว้ากระเป๋า พุ่งออกจากเคาน์เตอร์ ตะโกน “โอม! โอม!” ผู้คนหันซุบซิบ เสียงอึดอัดกดดัน “เขาหายไปไหน…”
ณ ชั้นล่างสุดของเมือง สถานีเทคโนโลยีเงียบนิ่ง นับแสงนั่งหลังค่อมอยู่ใต้โคมไฟนีออนค้างแสง มือจับแก้วกาแฟลายร้าวควันกรุ่น “วันหยุด ไฟดับทั้งเมือง ร้อนเหมือนอยู่ใต้กะทะ…”
เขาขยี้ศีรษะ เสียงเครื่องมือแยกส่วนประสาทหู “นับแสง ไปบ้านหน่อยได้ไหม” เสียงผ่านวิทยุจากแม่ ยังติดแฝงตำหนิเหมือนทุกครั้ง นับแสงเม้มปาก ถอนหายใจ “พรุ่งนี้เดี๋ยวไปครับแม่”
แสงไฟกระพริบวาบ จู่ ๆ ฝ้าขาว แตะผ่านข้างแก้ม เขาชะงัก เสียงกระซิบผ่านอากาศ จางเหมือนเสียงจากสมัยเด็ก (“กลับบ้าน…เถอะ…”) เขากอดอก มองไปรอบ ๆ ห้องว่างเปล่า
ในชุดยูนิฟอร์ม ชายหนุ่มรูปร่างใหญ่ ชื่อ “หัวหน้าคิม” กำลังจ้องจอมอนิเตอร์ อารมณ์ฉุนเฉียว “คนหายอีกแล้ว? ไม่เห็นจะน่าสนใจ ดึงข้อมูลเลย” เสียงลูกน้องสั่น ๆ: “แต่…เซ็นเซอร์เหมือนจะจับคลื่นผิดปกติ…”
นับแสงเดินออกจากสถานี คิ้วขมวด โทรศัพท์สั่น “น้องหายเหรอ” เพลินเอ่ย กระซิบผ่านปลายสาย น้ำตาปริ่ม “มีใครเห็นเด็กอยู่แถวนี้ไหม”
“ชื่ออะไร อายุกี่ขวบ ชุดอะไร” นับแสงขมวดคิ้ว พยายามใช้เหตุผลแทนอารมณ์ “ติดเครื่องติดตามไหม”
เสียงสะอื้นของเพลินหักห้ามไม่อยู่ “ไม่มีเงินซื้อ… เขาเพิ่งหายไปเมื่อกี้จริง ๆ ฉันเห็นกับตา”
เสียงในสายแผ่วลงทันควัน “ผมอยู่ข้างล่าง เดี๋ยวจะลองช่วยดู”
ในห้องพักเล็ก ๆ เพลินนั่งคู้ตัวบนเตียง เด็กหญิงข้างบ้านแวะมาทิ้งกล่องข้าว “อย่าไปเพิ่งโวยวายนะเพลิน เชื่อในระบบ…”
เพลินจ้องกล่องข้าว พลันจับจ้องเงาในกระจกบานเล็กอีกครั้ง เธอลูบนิ้วลอดขอบกระจก ถามเงาตัวเอง “ทำไมเธอไม่ช่วยโอม…?”
เสียงหยาดฝนเบาบางมาเยือนตอนค่ำ นับแสงเดินลับกับดาดฟ้าเทียม มองออกไปที่เมืองลอยฟ้าสว่างไสว พลันสายตาหยุดลงที่ขอบกระจกใหญ่ มีรอยแตกร้าวเล็ก ๆ ผู้ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมขาดวิ่น สะพายกล้องหยุดมองเช่นกัน ชายคนนั้นยิ้มเจื่อน “ใคร ๆ ก็ว่าท้องฟ้าสะอาด แต่ผมเห็นเงาดำลอยไปมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว”
นับแสงไม่ได้โต้ตอบ หันเดินผ่านไป เสียงตามหลัง “ถ้าวันหนึ่งนายเห็นอะไรผิดปกติ… ตั้งคำถามเถอะ”
ห้องควบคุมติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับพิเศษ หัวหน้าคิมกับลูกน้องมองเส้นกราฟกระตุกขึ้นลง “คลื่นบางอย่างแปลกตรงจุดที่มีเด็กหาย…”
ลูกน้องชะเง้อ “หัวหน้า…ที่กล้องวงจรปิด เห็นเหมือนเด็กเดินเข้ากระจกเอง…”
ในคืนเดียวกัน เพลินนั่งแก้มชิดกระจก น้ำตาไหลผ่านปลายนิ้ว “โอม…” เสียงในหูอื้ออึง (“อย่าทิ้งฉัน…”) เธอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
นับแสงได้ยินเสียงโทรศัพท์ปลุกในฝัน “นับแสง ช่วยฉันที” เพลินโทรมาอีกครั้ง เสียงร้าวราน “ฉัน…ฉันนึกอะไรขึ้นได้ คืนที่โอมหาย ฉันเห็น… เงาของฉันในกระจก ไม่เหมือนตัวเอง”
วันรุ่งขึ้น ทั้งสองนัดเจอที่ศูนย์สืบสวนใจกลางเมือง ผู้คนจอแจเพ่งความสนใจไปที่กรณีเด็กหาย นับแสงถือซองข้อมูลชุดหนึ่ง “ผมลองตรวจสอบกรณีอื่น ๆ เทียบเหตุการณ์ก่อนหน้า เจอข้อมูลงานซ่อมระบบโฮโลแกรมช่วงที่ทุกคนหายไป…”
เพลินแค่นหัวเราะติดขม “หรือมันมีบางอย่างที่…ไม่ใช่มนุษย์อยู่ในเมืองนี้?”
นับแสงเงียบไปครู่ใหญ่ “คุณเคยเห็นอะไรแปลก ๆ ในกระจกมั้ย”
เพลินกลืนน้ำลาย “หากสิ่งนั้นอยู่ตรงนี้มานานจนเราไม่เคยตั้งคำถาม?”
ในห้องพัก หัวหน้าคิมยืนกอดอกครุ่นคิด หน้าเครียด เสียงก๊อกน้ำหยดระหว่างความเงียบ “ถ้าทุกอย่างคือการทดสอบของใครบางคน…” เขาหยิบแฟ้มรูปเด็กหาย ออกไปยังห้องทดลองลับ
เพลินกับนับแสงกลับไปบริเวณที่โอมหาย ทั้งสองเงียบอยู่นานก่อนนับแสงเปรย “ผมไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ แต่…คลื่นอิเล็กทรอนิกส์ผิดปกติข้อหนึ่งคือ… ‘คลื่นเงา’”
เพลินหัวเราะร่วนพร้อมน้ำตา “จะเป็นเงาในกระจก? หรือว่า… เราเองที่สร้างมันขึ้นมา?”
เสียงบางอย่างสะท้อนจากผนังรอบตัว เงาของเพลินขยับแยกตัวออกจากกระจกวาบหนึ่ง ก่อนกลับเข้ารูปเดิม นับแสงผงะไปชั่วขณะ
เพลินใจเต้นรัว “ขอฉันกลับไปคนเดียว คืนนี้… จะลองเผชิญหน้ามันเอง”
คืนนั้น เพลินนั่งคนเดียวหน้ากระจก เงาสะท้อนเริ่มต่างไปจากเดิม แววตาในกระจกจ้องกลับมา “ถ้าเธออยากได้โอม…ต้องกลับไปที่เดิม…”
เพลินพึมพำ “ถ้าอย่างนั้นช่วยฉันด้วยนะ” เงาในกระจกยิ้มเยือกเย็น ก่อนแสงในห้องดับพรึบ เหลือเพียงความหนาวเย็นที่ไหลรินอยู่รอบกาย
นับแสงได้รับข้อความจากเบอร์แปลก (“สมมติว่าคุณต้องเลือกระหว่างความจริงกับคนที่คุณรัก…คุณจะเลือกอะไร?”) เขาขบกรามแน่น “ถ้าผมรู้ว่าทำไม…คงไม่กลัวแบบนี้”
กลางดึก เพลินลุกไปยังโถงกระจกใหญ่ แม้กลัวจนขาแข็ง มือกลับผลักบานกระจกออกนิดหนึ่ง แต่…ปลายนิ้วผ่านเข้าไปในหมอก!
เสียงเรียกแผ่วในหมอก “โอม…โอม!” มือบางปรากฏในเงา เธอคว้ามันไว้สุดแรง ก่อนร่างและจิตใจโดนกระชากเหมือนจะขาด
ในมิติระหว่างกระจก ทุกอย่างไม่มีสีสัน โอมยืนร้องไห้ “พี่เพลิน… หนูหนาว… หนูกลัว” เธอโผกอดน้อง “หนูไม่ได้หาย พี่แค่ลืมหันมองหนู”
เงาสะท้อนของเพลิน ขยับแยกตัวออก “ถ้าอยากอยู่ด้วยกัน ต้องแลกบางสิ่งไว้ที่นี่”
นับแสงตามเสียงกรีดร้องมาถึงโถงกระจก พยายามตามจับคลื่นเงา ทุกฝีเท้าเต็มไปด้วยความกลัวในอดีต (อดีตที่พ่อแม่เคยสูญหาย) เสียงสะท้อนในหัว “จะเลือกปิดบัง หรือจะปล่อยทุกอย่างให้สว่าง?”
เขายื่นมือสั่น ๆ ไปแตะขอบกระจก เงาสะท้อนบิดตัวกลายเป็นรูปร่างเด็กชาย “ทุกคนมีเงาในใจ… ถ้าไม่ยอมรับ จะสูญเสียอีกหลายครั้ง”
เพลินร้องไห้ “ฉันจะแลกอะไรก็ได้ ขอแค่ได้โอมคืนมา” เงาในกระจกสบตา “แลกกับความกลัวของเธอ”
ทันใด แสงจ้าโหมกระหน่ำ ทุกคนโดนดูดกลับจากมิติหมอก นับแสงดึงร่างเพลิน โอมกลับมาอยู่ในอ้อมแขน สองพี่น้องกอดกันแน่น ตัวสั่นสะท้าน นับแสงน้ำตาซึมงุนงง
เงาในกระจกเงียบหาย ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ หัวหน้าคิมปิดแฟ้ม หันหลังให้ฉากในอดีตที่เงาผ่านเวทีชีวิตของตน
ตะวันฉายผ่านกระจก เพลิน โอม และนับแสงยืนเงียบข้างกัน ไม่มีบทสนทนา—เพียงความเข้าใจซึ่งกันและกันในความเงียบ
เมืองลอยฟ้ายังคงลอยนิ่ง ฟากฟ้าเหนือโลกนี้ยังคงเต็มไปด้วยร่องรอยของเงา ไม่มีใครรู้ว่าอีกกี่ครั้งที่จะมีใครต้องเผชิญหน้ากับเงาในใจตัวเอง… แต่ภายหลังจากค่ำนั้น พวกเขาเรียนรู้ที่จะหันมาเผชิญหน้า และเก็บเงานั้นไว้ในความทรงจำ—มากกว่าจะปล่อยให้มันตามหลอกหลอนตลอดไป