เงาสะท้อน ณ ทิศตะวันจม
ลมเหนือพัดวูบผ่านไร่อ้อยแห้งกรอบในยามเย็น ฟ้าสีเทาขุ่นก่อนมืดสนิท บ้านไม้สองชั้นริมคลองเคยครึกครื้นด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เวลานี้กลับเงียบงัน บัวยืนลังเลบนบันไดหน้าบ้าน มือกำกุญแจแน่นจนเหงื่อซึม เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนตัดสินใจไขประตูไม้เก่าที่ขึ้นราและเปิดช้า ๆ เสียงประตูครางเหมือนใครครางเบา ๆ ในคอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลิ่นอับเก่าและฝุ่นตลบอบอวล บัวก้าวเข้าไปในบ้านที่เธอไม่ได้เหยียบย่างมานับสิบปี ทุกอย่างเหมือนหยุดอยู่ในคืนที่เธอจากไป—คืนที่พี่ชายเธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เธอเดินผ่านห้องรับแขกที่โซฟาขาด ๆ ยังอยู่ตรงเดิม ผ้าม่านสีน้ำตาลซีดปลิวไหวตามลมเย็น
เสียงไม้พื้นลั่นเอี๊ยดใต้เท้า ภาพสะท้อนตัวเองในกระจกเงาแตกร้าวตรงหัวบันไดทำให้บัวชะงัก เธอเหลือบมอง เห็นเงาตัวเองบิดเบี้ยวและคล้ายมีเงาอีกเงายืนซ้อนอยู่ข้างหลัง ก่อนจะกระพริบตาเงานั้นก็หายไป
“แม่จะอยากได้อะไรจากบ้านหลังนี้กันแน่…” บัวพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงปนรังเกียจและเจือเศร้า เธอเดินลากกระเป๋าเดินทางขึ้นชั้นบน ฝุ่นเกาะกับราวบันไดจนเป็นคราบหนา บัวเปิดประตูห้องนอนเก่าของตัวเอง ทั้งผนังและเพดานยังเต็มไปด้วยรอยดินปั้นและลายมือเด็กที่เธอวาดกับพี่ เมื่อสิบกว่าปีก่อน
เธอปัดเตียงเก่าให้ฝุ่นฟุ้ง แล้วทรุดตัวนั่งลง มองรูปถ่ายครอบครัวเก่าในมือที่เพิ่งหยิบออกมา “ถ้าขายบ้านนี้ได้ เราคงได้เริ่มใหม่เสียที…” เธอกระซิบ แต่ในใจยังหนักอึ้ง ความรู้สึกผิดและคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบยังคงวนเวียนรอบตัว
เสียงอะไรบางอย่างขูดเบา ๆ ตรงพื้นใต้เตียงทำให้บัวหยุดหายใจ เสียงนั้นเงียบไปแล้วตามด้วยเสียงลมหายใจแผ่ว ๆ เหมือนมีใครนอนอยู่ข้างล่าง เธอก้มลงดูแต่ไม่พบอะไรนอกจากเงามืด
กลางดึก เสียงกระซิบคล้ายเรียกชื่อเธอเบา ๆ ดังแว่วในความเงียบ “บัว…บัว…” เธอลืมตาโพลง นั่งนิ่งฟัง หัวใจเต้นแรง แต่เมื่อเธอเดินออกจากห้อง สายลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดปะทะหน้า มีเสียงประตูห้องพี่ชายกระแทกปิดเองดังปัง
เช้าวันต่อมา บัวนั่งอยู่หน้าบ้าน จิบกาแฟที่รสขม เธอมองไปที่ทุ่งอ้อยและคลองด้านหลัง ความทรงจำสมัยเด็กกับพี่ชายไหลกลับมา พวกเขาเคยวิ่งเล่นริมคลองแห่งนี้ พี่ชายเคยสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเธอไว้ลำพัง แต่เขากลับหายไปในคืนหนึ่ง ไม่มีใครเจอศพ ไม่มีร่องรอย
“บัว…” เสียงชายแก่ดังขึ้นจากหลังบ้าน นายต่าย เพื่อนบ้านเก่าแก่ เดินเข้ามาด้วยท่าทางระแวดระวัง “เอ็งจะขายบ้านจริงหรือ”
“ค่ะ ลุงต่าย บ้านหลังนี้…ไม่น่าอยู่ต่อแล้ว” เธอหลบตา
ลุงต่ายมองเข้าไปในบ้าน สีหน้าไม่สบายใจ “ของบางอย่าง มันอยู่นานก็…ยิ่งฝังราก”
บัวยิ้มแห้ง ๆ “ของ หรือ คนคะลุง”
ลุงต่ายนิ่ง เงียบไประยะหนึ่ง “บางที…ของกับคนมันก็เหมือนกัน คนไม่ปล่อย ของก็ไม่ไป”
บัวขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจว่าลุงหมายถึงใครหรืออะไร เธอพยายามไล่ความกังวลออกจากใจ แต่แววตาของลุงต่ายยังคงติดอยู่ในหัว
คืนนั้น ขณะบัวกำลังเช็ดกระจกที่แตกร้าวตรงหัวบันได เธอสังเกตเห็นเงาในกระจกเคลื่อนไหวช้ากว่าจังหวะของตัวเอง เธอหยุดมือ หัวใจเต้นแรง เงานั้นเหมือนหันมามองเธอ ก่อนจะคล้ายยิ้มน้อย ๆ ที่ไม่ควรเห็นในกระจก
เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหู “คืนสุดท้ายนั้น…จำได้ไหม”
บัวสะดุ้ง หันขวับ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เธอสั่นไปทั้งตัว รีบปิดไฟกลับเข้าห้อง
บัวนอนหลับไม่สนิท ฝันร้ายที่ไม่ปะติดปะต่อ เธอเห็นตัวเองยืนอยู่หน้าบ้าน ฝนตกหนัก เสียงพี่ชายร้องเรียกจากในเงามืด เธอพยายามจะเข้าไปหา แต่เหมือนมีมือมืด ๆ จับขาเธอไว้แน่นจนขยับไม่ได้ เสียงร้องไห้สะท้อนในความมืด
วันรุ่งขึ้น บัวเดินสำรวจบ้าน หยุดที่ห้องเก็บของใต้บันได เธอเปิดประตูเข้าไปในความมืดจาง ๆ พบกล่องไม้เก่า ๆ ฝุ่นจับหนาแน่น เธอเปิดกล่อง พบสมุดภาพฝีมือพี่ชาย ภาพสุดท้ายคือภาพบ้านหลังนี้ในคืนฝนตก มีเงามืดด้านหลังหน้าต่างชั้นบน
“พี่เคยกลัวอะไรในบ้านนี้…” บัวพึมพำ พลิกหน้าสมุด มีจดหมายสั้น ๆ แทรกระหว่างหน้า เขียนด้วยลายมือรีบร้อน “ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น”
เสียงขูดเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ตรงผนังหลังบ้าน เธอเดินตามเสียงไป พบว่าประตูหลังเปิดแง้มไว้ทั้งที่เธอจำได้ว่าล็อกแน่น เงามืดใต้ถุนบ้านเหมือนเคลื่อนไหว เธอส่องไฟฉายลงไป แต่ไม่พบอะไร
ตกเย็น ลุงต่ายเดินมาอีกครั้ง สีหน้าหนักใจกว่าเดิม “คืนที่พี่เอ็งหายตัว…เอ็งยังจำอะไรได้บ้าง”
บัวนิ่งไปนาน “จำไม่ได้หมดค่ะลุง คืนนั้นฝนตก หนู…ทะเลาะกับพี่เรื่องเล็ก ๆ แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย”
ลุงต่ายถอนหายใจ “บางทีมันไม่ใช่เรื่องเล็กหรอกบัว เอ็งเคยได้ยินเสียงในบ้านตอนกลางคืนไหม”
บัวพยักหน้า สายตาหวาดระแวง “เสียง…กระซิบ เรียกชื่อ หนูฝันเห็นพี่ทุกคืนตั้งแต่มา”
“ของบางอย่างมันไม่ใช่ผีธรรมดา” ลุงต่ายพูดเบา ๆ “มันผูกกับความลับ ความรู้สึกผิด ความเจ็บปวด…”
บัวเงียบ น้ำตาคลอเบ้า เธอไม่ตอบ
คืนนั้น ฝนตกหนักสายฟ้าแลบ บัวลุกขึ้นมาเมื่อตื่นเพราะเสียงประตูห้องพี่ชายเปิดออกเอง เธอลังเล แต่ตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องที่ปิดตายมานาน
ในห้องมืดสนิท กลิ่นอับจาง ๆ บัวเห็นเงาตัวเองในกระจกบานใหญ่บนโต๊ะเครื่องแป้ง แต่เงานั้นเหมือนขยับช้ากว่าตัวจริง เธอเอื้อมมือไปแตะกระจกแต่สัมผัสถึงความเย็นเฉียบ
เสียงพี่ชายดังขึ้นข้างหู “บัว…เธอทิ้งฉันไว้ที่นี่…”
เธอสะดุ้งหันกลับ ไม่มีใคร แต่เหมือนถูกแรงบางอย่างดึงดูดให้จ้องหน้ากระจก ภาพในกระจกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นภาพคืนฝนตก พี่ชายยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ร้องไห้ น้ำตาไหลเป็นทาง เขาหันมามองบัวแล้วร้องขอให้ช่วย แต่บัวในกระจกกลับเดินหนีออกไป
บัวสะอื้น รู้สึกผิดและหวาดกลัว เธอพยายามหลบแต่ขยับไม่ได้ เงาในกระจกขยายใหญ่ขึ้น โอบล้อมเธอไว้ทั้งตัว
เสียงกระซิบแว่วดังขึ้นรอบ ๆ “อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น…อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น…”
บัวสลบไป ตื่นมาอีกทีในเช้าวันใหม่ เธอพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องรับแขก ไม่มีใครอื่นในบ้าน เธอรีบโทรหาลุงต่ายด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“ลุง! หนูเห็นพี่ หนู…เหมือนอยู่ในกระจก!”
ลุงต่ายเงียบไปนาน “เอ็งต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนบัว ถึงจะออกจากบ้านนี้ได้”
บัวครุ่นคิดทั้งวัน ภาพในกระจกคืนฝนตกย้อนวนซ้ำ ๆ เธอหยิบสมุดพี่ชายมาอ่านอีกครั้ง เห็นข้อความใหม่ที่ไม่เคยเห็น “จงคืนสิ่งที่พรากไป”
คืนนี้ เธอเตรียมตัวเผชิญหน้าความจริง จุดเทียนและนั่งสมาธิหน้ากระจกในห้องพี่ชาย เสียงลมพัดแรงจนหน้าต่างสั่น เงามืดในกระจกขมวดเข้าหาเธอช้า ๆ เธอกระซิบขอโทษทั้งน้ำตา “พี่…หนูขอโทษ หนูกลัว หนู…ไม่ได้ตั้งใจทิ้งพี่…”
เสียงในกระจกสะท้อนกลับ “แล้วจะกล้าอยู่กับความจริงไหม”
บัวกัดฟันพยักหน้า ภาพในกระจกแปรเปลี่ยนเป็นภาพพวกเขาทะเลาะกันในคืนสุดท้าย เธอตะโกนไล่พี่ชายออกจากห้องด้วยความโกรธ พี่ชายร้องไห้ วิ่งลงบันได หายออกไปในสายฝน เธอปิดประตูใส่หน้าเขา…
ความทรงจำที่เธอเคยกดทับกลับมาหมดจด บัวร้องไห้ ตัวสั่น พึมพำขอโทษซ้ำ ๆ เงาในกระจกค่อย ๆ เลือนจาง เหลือเพียงเงาของบัวที่น้ำตาอาบแก้ม
เช้าสุดท้าย บัวเดินออกจากบ้าน เหลียวหลังมองประตูไม้ที่ปิดสนิท เธอหายใจลึก พลางรู้สึกเหมือนมีใครยืนมองอยู่ตรงหน้าต่างชั้นบน เธอไม่กล้ากลับไปมองอีกครั้ง
ริมคลองหลังบ้าน ลุงต่ายรออยู่ เขาพยักหน้าให้เธอ “เอ็งพร้อมจะไปแล้วใช่ไหม”
บัวยิ้มจาง ๆ น้ำตาคลอเบ้า “ยังหรอกลุง…แต่คงต้องลองดูสักที”
เธอเดินจากบ้านหลังนั้น แม้ยังไม่อาจให้อภัยตัวเอง แต่เธอเข้าใจแล้วว่าเงาในบ้าน—เป็นส่วนหนึ่งของเธอเองตลอดมา
ประตูบ้านไม้สองชั้นริมคลองปิดสนิท เงาในกระจกตรงหัวบันไดยังคงยิ้มจาง ๆ เฝ้ารอการกลับมาอีกครั้งของใครสักคน