คฤหาสน์เงาใจ
เสียงรองเท้ากดลงบนพื้นทรายเย็นเยียบเมื่อกลุ่มนิสิตสี่คนเดินเรียงกันริมทะเล — เก่ง, จูน, โต้ง, และแก้ว — ต่างแบกเป้ ในแววตามีแสงไฟระยิบระยับผสมกับความกังวล คฤหาสน์ร้างริมทะเลตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า มองเห็นโครงหลังคาทะมึนตัดกับจันทร์ครึ่งดวงเหนือหัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จริงๆ เราจะเข้าไปกันจริงเหรอ” เสียงจูนสั่น เธอกอดเสื้อกันหนาวแน่น โต้งหัวเราะแห้ง “ใครกลัวก็กลับดีมั้ย” เก่งยักไหล่ ไม่พูดอะไรแต่เดินนำ เต็มด้วยความเฉยชาแบบที่ใครเขาก็รู้ว่ามันคือเกราะ
แก้วมองเข้าไปในความมืด ก่อนจะหันกลับหาพวกเพื่อน “ตกลงถ่ายคลิปลงเพจมหา’ลัยตามสัญญานะ ใครวิ่งหนีแพ้พนัน เจอกับฉันแน่” โต้งผลักประตูหน้าคฤหาสน์ เสียงร้องเหล็กเก่าสะท้อนก้องในราตรี พวกเขาเดินเข้าไปทีละคน
ภายในคฤหาสน์เงียบงัน มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบไม้และกลิ่นอับเปียกโชยมาจากฝุ่นทราย พวกเขาฉายไฟฉายสำรวจแต่ละห้อง เก่งเดินนำ สำรวจร่องรอยเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ เสียงเซาะสายลมประหลาดลอดมาจากข้างบน
จูนหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ใบหน้าตัวเองสะท้อนเบลอ “แก้ว เล่าต่อสิ เรื่องคำสาปอะ” แก้วสูดหายใจ “เขาว่ากัน ถ้าเข้าคฤหาสน์หลังเที่ยงคืน จะมีเงาคนตามกลับไป ถ้าห่วงอะไรไว้ที่นี่ เงาจะรั้งเราไว้จนอยู่ไม่ได้” เธอพูดกลั้วหัวเราะ แต่ตาไม่กล้าสบใครเลย
โต้งหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย “คืนนี้ใครกล้าพูดว่าตัวเองไม่มีอะไรติดค้างในใจบ้างครับ!” โต้งหันหาเก่ง เก่งนิ่งไปชั่วครู่ “ก็ไม่มีอะไรหรอก” คำตอบสปีดเกินปกติ จูนจับสังเกตได้ ตาเธอหรี่ลงเล็กน้อยขณะเดินต่อ
พวกเขาผ่านโถงกลาง เสียงไม้ลั่นเอี๊ยด ทุกคนต่างหยุดนิ่ง เสียงอะไรบางอย่างในข้างบน ห้องๆ หนึ่งเปิดออกเองช้าๆ จูนกลืนน้ำลายเก็บมือเข้ากระเป๋า “อยากขึ้นไปดูข้างบนไหม” โต้งเสนอ เก่งสบตาทุกคนแล้วพยักหน้าช้าๆ แก้วลังเล แต่พอเห็นสายตาท้าใจก็ยอมเดินตามขึ้นบันไดเก่าเบียดกันเป็นแนวเรียงเดี่ยว
ชั้นสองมีแต่ความว่างเปล่า ห้องนอนใหญ่เปิดแง้มอยู่ ภายในมีเปียโนเก่า โต๊ะเครื่องแป้ง และหน้าต่างแตก โต้งเดินลิ่วไปก่อน หัวเราเอะอะ “บรรยากาศบ้านผีเลย มีใครอยากเล่นเปียโนบ้าง?” แก้วหัวเราะฝืดๆ ขยับเข้าไปแตะคีย์ เปียโนให้เสียงทุ้มพร่า เบาเหมือนเสียงหายใจใกล้หู
ทันใดนั้น เงาดำผ่านกระจกหลังโต้งอย่างรวดเร็ว โต้งเสียงขาดห้วง หันมามองเพื่อน ๆ ด้วยดวงตาเบิกกว้าง “ใคร…” ทุกคนตกใจ วิ่งย้อนกลับมารวมกลุ่ม โต้งพยายามขำกลบเกลื่อน “มองตาผีในกระจกเฉยๆ หรือเปล่าวะ?”
จูนก้าวเข้าไป ทาบฝ่ามือลงบนบานกระจกเย็นเฉียบ สายตาเธอเศร้าอย่างประหลาด “เวลาเรามองกระจกที่นี่เหมือนเห็นตัวเองซ้อนกับ…อะไรบางอย่าง” เก่งเหลือบตาแต่เลือกเงียบ
ทั้งสี่คนกลับลงมาชั้นล่าง โต้งเดินนำทางไปห้องครัว สำรวจตู้เย็นที่ผุพัง เขาเปิดมัน — กลิ่นเน่าโชยแรง ทุกคนถอยห่าง เจอแค่กระดาษแผ่นหนึ่งในซอกไม้ แก้วหยิบขึ้นมา ไฟฉายคล้อยส่องข้อความลายมือยุคเก่า “ทุกคนที่ทิ้งสิ่งสำคัญไว้ที่นี่ จะไม่มีวันได้คืนกลับ…”
โต้งแสร้งหัวเราะ “สรุปที่นี่คือที่ฝากความเจ็บปวดปะ หรือห้องเก็บศพวะ?” เสียงของเขากร้าวขึ้นจางๆ เก่งแย้มปากจะตอบ แต่ก่อนจะพูดได้ ไฟฉายก็ดับวูบ
ความมืดเข้ามาโอบล้อม เสียงถอนหายใจกระชั้นชิดอย่างประหลาด ทุกคนพยายามปิดไฟเปิดใหม่ จู่ ๆ แก้วกรีดร้อง ใครบางคนคว้าแขนเธอ “จูนหายไปไหน!” โต้งตะโกน จูนหายไประหว่างความวุ่นวาย — และสิ่งที่เหลือไว้มีแต่เสียงลมหายใจของพวกเขาสามคนเท่านั้น
เก่งรีบวิ่งไปที่ห้องโถง ตามหาเสียงจูน โต้งตามมาสมทบ ไฟฉายมือสั่น พวกเขาตะโกนเรียกชื่อจูน วนหาทั่วคฤหาสน์เงียบงัน ไม่มีเสียงตอบ สายลมเย็นเฉียบพัดปลิวผ่านช่องหน้าต่างแตก ราวกับมีตัวตนของใครเดินเคียงข้างตลอดเวลา
แก้วล้มลงนั่งร้องไห้ เก่งยืนอึ้งไม่รู้จะพูดอะไร โต้งกำมือแน่น เดินวนไปวนมา สบถอยู่ในลำคอ “ถ้าฉันไม่พูดยั่วเล่น จูนคงไม่กลัวจนหนีหายไปแบบนี้…” เก่งสบตาโต้งแววโกรธแค้นวูบหนึ่ง แต่กลับเงียบเดินออกไปเอง ข้างนอกคฤหาสน์ ตะวันเริ่มซึมไหลริมทะเล
โต้งดันประตูสวนเก่ง หายใจหนัก “อย่าคิดไปเอง นายไม่ผิดจนน่าจะโทษ” เก่งตวัดตา “ฉันเป็นหัวหน้ากลุ่ม ถ้าไม่ได้รั้งไว้คืนนี้จะไม่มีเรื่องแบบนี้” แต่เสียงของเขาสั่น แก้วเอื้อมมือแตะไหล่ทั้งสองคน “หยุดเถอะ เราต้องหาจูนให้เจอ”
ไม่ทันที่ใครจะได้ตอบ เสียงบางอย่างงึมงำจากชั้นล่าง หัวใจกระตุกวูบ พวกเขาตัดสินใจเดินกลับเข้าไปอีกครั้ง ไฟฉายมือเดียวที่ใช้การได้คือของแก้ว เธอเดินนำ เปิดประตูบานเล็กใต้บันไดไว้ ช่องใต้ถุนมืดสนิท
ภายใน มีแสงจาง ๆ สะท้อนวัตถุที่ดูเหมือนกรอบรูปใบหนึ่ง โต้งก้มไปหยิบขึ้นมา ดวงตาข้างในกรอบรูปไม่ใช่ของใครในพวกเขา รูปหญิงสาวคนหนึ่งในชุดนักเรียนผูกโบว์ เก่งสบตานั้นนาน คิ้วขมวดมุ่น
“ใครวางรูปนี้ไว้ตรงนี้” แก้วขยับกระซิบ โต้งกลืนน้ำลาย “นั่นมัน… หน้าตาเหมือนพี่สาวฉันตอนม.ปลาย”
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสั่นอยู่เหนือศีรษะ พวกเขารีบออกไปที่โถงใหญ่ สายตาแต่ละคนเต็มไปด้วยคำถาม แต่ไม่มีคำตอบ โต้งยืนนิ่งเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างแต่เปลี่ยนใจ
ทันใดนั้น เหมือนกับเงาบางอย่างเคลื่อนไหวผ่านหน้าต่าง แก้วสะดุ้ง “เงาของใคร?” เก่งสบตาทุกคน “เราโดนเล่นงานด้วยความกลัวของพวกเราเองหรือเปล่า”
โต้งเบือนหน้าหนี ความกดดันถาโถม “ผม… กลับบ้านดีไหม” แต่แก้วส่ายหน้า “ไม่ เราต้องกลับไปเอาจูน ใครมีเบาะแสอีกบ้าง”
แก้วเดินไปค้นโต๊ะในห้องนั่งเล่น เจอไดอารี่ขาดหน้าแรก เปิดออกทีละหน้า เรื่องราวในนั้นเล่าถึงหญิงสาวชื่อพลอย หลุดข้อความค้างไว้ “พลอย—ถ้าฉันกลับมาได้ ฉันจะเอาความลับทั้งหมดคืน…”
เสียงประตูปิดเองอย่างกระแทก ทุกคนชะงัก จู่ ๆ แสงไฟจากหน้าต่างที่แตกระยิบเข้าตา เห็นเงาจูนหน้าซีดนั่งขดอยู่ข้างโซฟา เมื่อเข้าไปหา เธอกระชากแขนแก้ว “มีใครบางคนอยู่ในบ้าน…” เธอกระซิบแหบเบา
เก่งนั่งลงข้างจูนอย่างใจเย็น “ใคร? เล่าให้ชัดๆ หน่อยจูน” จูนสั่น “เขาบอกว่าอย่าหนีจากความจริง” เธอมองโต้งกับเก่งทีละคน น้ำตาไหลพราก
ทุกคนล้อมวง ถกเถียงกันหนัก โต้งไม่เชื่อ จูนจับพวกเขาแน่น “มันเหมือนเงาของเราเอง เงาสิ่งที่เสียใจ… ฉันเห็นแม่ฉันที่จากไป” เสียงเธอสั่น กดแน่น แก้วเองเงียบหลุบตา
เก่งลุกขึ้น “เราต้องเผชิญหน้ากับความกลัวแต่ละคน ถ้าเราจะออกจากที่นี่ได้” โต้งกระแทกเสียง “มันบ้าชัด ๆ!” แต่จูนเอื้อมมากุมมือเขา แน่นจนเขาหยุดดิ้นรน
ทุกคนแยกย้ายไปยังจุดต่าง ๆ จูนเดินเข้าไปในห้องน้ำ เงาสะท้อนในกระจกกลับไม่ใช่เธอ แต่เป็นเด็กหญิงผูกโบว์ที่เอื้อมมือโอบกอด ชั่ววินาทีที่จูนยอมรับความกลัว น้ำตาเธอหยุดไหล รอยยิ้มบางจางบนใบหน้าเงานั้นเปี่ยมความอาทร ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหาย
แก้วกลับไปที่ห้องเปียโน นั่งลงเคาะโน้ตเรียบง่าย น้ำตารื้น คิดถึงพ่อที่จากไปโดยไม่มีโอกาสขอโทษ เธอเปล่งเสียงขอโทษเบา ๆ ในห้องเงียบ เสียงประหลาดกระซิบผ่านลมหู ก่อนที่บรรยากาศเย็นยะเยือกจะอุ่นขึ้น
โต้งเดินเข้าห้องใต้ถุนเงียบ ดึงรูปถ่ายหญิงสาวนั้นมาซ่อนอก “ฉันขอโทษที่พูดแรงกับพลอยวันนั้น…” เขาเพิ่งสารภาพความผิดกับตัวเอง ราวกลับในเงามืดมีเงายิ้มเศร้า ๆ มองอยู่
เก่งหยุดอยู่หน้าประตูบ้าน มองออกไปเห็นพระอาทิตย์ค่อย ๆ ขึ้น เหมือนใจหนักอึ้งมาตลอดในที่สุดก็เบา เขากระซิบ “…ผมไม่ต้องแบกอะไรไว้อีกแล้ว”
เช้าวันใหม่แสงส่องกระทบกระจก ทุกคนรวมตัวกันที่บันได เก่งเดินออกประตูเป็นคนแรก จูนตามมาติด ๆ แก้วและโต้งเดินตามแบบเงียบ ๆ คนละอารมณ์ ไม่มีใครพูดเรื่องคำสาป ไม่มีใครพูดถึงความกลัวในคืนที่ผ่านมา
ทั้งหมดกลับไปที่หอพัก ฝีเท้าแต่ละคนหนักและมั่นคงมากกว่าเดิม ร่องรอยความตึงเครียดละลายเป็นความอ่อนโยน แก้วหยิบไดอารี่เก่า รวบรวมข้อความสุดท้ายด้วยลายมือของพลอย “วันหนึ่ง เมื่อเรากล้าที่จะให้อภัยตัวเอง เงาในใจก็จะไม่รั้งเราไว้อีก”
ที่ชายหาด คฤหาสน์ร้างยังคงตั้งอยู่อ้างว้าง รอยเท้าสี่คู่เดินหายไปเป็นภาพสุดท้ายของคืนนั้น ในเงาแสงเช้า มีแววตางดงามผุดผ่องสะท้อนจากหน้าต่างเก่า ราวกับเฝ้ามองพวกเขาเดินทางต่ออย่างเงียบงัน