เงาฝันบนดาดฟ้า
เสียงลมพัดแรงเสียดผิวกระจกจนเกิดเสียงหวีดบนดาดฟ้าโรงเรียนประจำ ‘สารินทรา’ ยามเย็น ดาดฟ้าแห่งนี้เหมือนโลกอีกใบที่เด็กสิบหกผู้กำลังเผชิญฤดูสอบปลายภาคเลือกใช้เป็นที่หลบหนี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ศรันย์นั่งกอดเข่าหลังแทงค์น้ำ ตาแดงก่ำ ภาพที่เขาขโมยโทรศัพท์พ่อลอบอ่านไลน์แม่ที่พร่ำบ่นถึงเขาว่า ‘ไม่เคยทำอะไรสำเร็จ’ ยังวนในหัวไม่หยุด ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นม่วงเข้ม มือเขาขยำแผ่นกระดาษคะแนนสอบจนยับเยิน
“เอ้า ทำหน้าบูดเป็นรีโมตติดถ่านหมดเชียว ไอ้ศร” เสียงของรุจ สาวเปรี้ยวประจำห้อง เดินมาโยนขวดน้ำให้ศรันย์ อีกมือถือกล่องบุหรี่สีแดงสด “พักบ้างก็ได้ สอบพรุ่งนี้มันก็แค่เศษกระดาษ”
“ง่ายสำหรับคนไม่ต้องรับผิดชอบอะไร” ศรันย์สบตาเบือนหนี เสียงของรุจแข็งแต่มีแววห่วงใยแฝงอยู่ ดาดฟ้าเงียบงันสักพักจนกระทั่งแว่วเสียงเท้าสวมรองเท้าหนังเดินมาเพิ่มอีกสองร่าง
พิมพ์ ผมสั้นเรียบเนี้ยบน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ซ่อนความไม่มั่นใจ กับกิ๊ฟ แก้มกลม หน้าตาอ่อนโยนแต่มักหัวเราะกลบความกลัว “จะเปิดเทอมใหม่ก็ยังเป็นคนนำเชียร์อยู่เหรอ?” พิมพ์พูดกับรุจ แฝงความริษยาและลึกๆ อยากเป็นคนเด่นบ้าง
รุจปรายตาแล้วยิ้มเยาะ “ก็ดีกว่าเป็นเด็กดีอย่างหล่อนที่โลกไม่เคยสังเกตอยู่แล้วล่ะ” พิมพ์นิ่ง เงียบ เจ็บลึกๆ
ค่ำคืนคลืบคลาน เงากลืนแสงไฟเมืองจนดูพร่า มีบางอย่างเคลื่อนไหวเหนือระเบียง ราวกับเงามนุษย์สูงใหญ่แต่ไร้ใบหน้า สายลมแรงขึ้นกระทันหัน พวกเขาเงยหน้ามองแทบพร้อมกัน ศรันย์นิ่งเหมือนถูกสาป รุจกลืนน้ำลาย กิ๊ฟรีดนิ้วเข้าหากันแน่น
“มัน…มีใครอยู่บนนั้นไหม?” กิ๊ฟกระซิบเบาๆ เสียงสั่น ร่างนั้นนิ่งงันจ้องตอบมาดุจรูปปั้น ทุกคนถอยเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
ลมหอบใหญ่พัดผ่านเงาถูกกลืนในความมืดกับเสียงร้อง ‘อย่าลืมฉัน’ แผ่วคล้ายไทยึงจากความทรงจำ พวกเขาต่างคนต่างสับสน หัวใจเต้นแรง
“ฝันไปใช่มั้ย?” ศรันย์ถาม ไม่มีใครตอบ ค่ำคืนเดินต่อไปอย่างระแวดระวัง
รุ่งเช้า สมาชิกทั้งสี่นั่งอยู่มุมเดิม มองหน้ากันอย่างเก้อเขิน ลายตาใต้ตาที่เห็นชัดกว่าทุกวัน กิ๊ฟพรมนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ
“เมื่อคืนกลับไป ก็ฝันเห็นเงาอีก…” เธอพูดเสียงขาดหาย “ฝันว่ามันพยายามจะกระซิบอะไรสักอย่างแต่ฟังไม่ออก”
“เราก็เหมือนกัน” รุจแทรก “ฝันว่าเงานั้นหยิบของบางอย่างออกจากกระเป๋านักเรียนเรา หน้าสยองเหมือนในกระจกช้ำๆ”
ศรันย์ก้มหน้า สีหน้ากลัวแต่ดื้อ “ในฝัน…มันลูบหัวเรา แล้วเหมือนพึมพำ ‘จะให้อภัยได้ไหม’”
พิมพ์เงียบไปนานก่อนจะกลั้นใจพูด “เมื่อคืนเราฝันว่ามันยืนข้างหลังเราในห้องน้ำ…มันพูดว่า ‘อดีตจะตามเราเสมอ’” พิมพ์ตัวสั่น ไร้แรงโต้
“นี่มันอะไร กลัวจนไม่อยากนอนแล้ว” กิ๊ฟกอดเข่า รุจมองไปรอบๆ ดาดฟ้า รู้สึกเหมือนทุกสิ่งไม่มั่นคงอีกต่อไป
เช้าวันใหม่กลับมาอย่างไม่ปราณี ข่าวเรื่องเงาหลอนบนดาดฟ้าระบาดในกลุ่มเพื่อน แต่มีเพียงสี่คนนี้ที่ยืนกรานว่าตัวเองเห็น
“เราควรเล่าให้ครูฟังไหม?” พิมพ์เอ่ย เสียงอ่อนแรง ศรันย์ส่ายหน้า
“แล้วถ้าครูคิดว่าเราบ้า? เขายิ่งอยากไล่เราออกอยู่พอดี”
รุจยักไหล่ “ก็ให้มันเป็นความลับของพวกเราสิ ดาดฟ้านี่เหมือนโลกเราเองอยู่แล้วนี่”
วันต่อมา ความฝันดำมืดยิ่งชัดขึ้น เงานั้นเริ่มเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที ในฝันศรันย์เห็นตนเองสวมเครื่องแบบเปื้อนเลือด กิ๊ฟเห็นตัวเองร้องไห้ต่อหน้าเงา รุจได้ยินเสียงตะโกนว่าทำไมไม่เลือกทางเดินใหม่ ส่วนพิมพ์ถูกลากเข้าห้องมืดสนิทเสียงกรีดร้องไม่หยุดยั้ง
“ทุกครั้งที่เราฝัน เหมือนอดีตมันไล่ตามจนมุม” พิมพ์พูด พลางสะกดกลั้นน้ำตา กิ๊ฟค่อยๆ แตะมือพิมพ์เบาๆ
รุจทำลายบรรยากาศหนักด้วยเสียงหัวเราะฝืนๆ “หรือว่านี่คือวิธีของจักรวาลจะบอกว่า ถ้าพวกเรายังไม่ให้อภัยตัวเอง เงานั่นจะไม่หายไป”
แววตาศรันย์เปลี่ยน เขาหันไปหาเพื่อนทั้งสาม “ถ้างั้น…คืนนี้เราขออยู่บนนี้ด้วยกันทุกคน จะได้สู้มันด้วยกัน ได้ไหม”
คืนนั้นสี่คนกลับมาบนดาดฟ้าอีกครั้ง ท้องฟ้าคลุมด้วยเมฆหม่น เหมือนสวรรค์หดหู่ ลมเย็นขยี้เสื้อผ้าแนบตัวอีกหน
แต่ละครอบครองเป้าหมายต่างกัน ศรันย์อยากพิสูจน์คุณค่าให้ใครบางคนเห็น รุจพยายามซ่อนความอ่อนแอโดยปกป้องคนอื่น กิ๊ฟกลัวการสูญเสียจึงโอบกอดทุกคนไว้ ส่วนพิมพ์หวังว่าคงได้สังเกตเห็นบ้างสักวัน
“เราต่างมีบางอย่างที่กลัวกันทั้งนั้น” ศรันย์พูดเสียงเรียบ “แต่เราไม่ต้องอยู่กับมันคนเดียวใช่ไหม”
เสียงเงียดลมดังแปลกปลอม เงาบนผนังเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทุกคนรวมตัวกัน อ้อมแขนแต่ละคนสั่น ๆ ทว่าไม่คิดจะถอย
“ปล่อยให้เงามันพูดมาเถอะ” รุจพูดเสียงกร้าวกลบกลัว
จากความมืด เงากลายเป็นร่างโปร่งใส ลอยวนรอบตัวทั้งสี่ ใบหน้าปรากฏภาพอดีตแต่ละคน: ศรันย์ยืนร้องไห้ในบ้านเงียบ ๆ รุจนั่งเหน็บหนาวกลางบ้านมือซ่อนไว้ไม่อยากให้ใครเห็นรอยฟกช้ำ กิ๊ฟกอดตุ๊กตาขาด ๆ เฝ้ามองแม่ออกไปทำงาน พิมพ์ยืนเดียวดายในโรงอาหารทุกวัน
เสียงกระซิบ “อย่าลืมฉัน” ดังออกจากปากเงาอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาแต่ละคนได้สบตาเงาของตัวเอง ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บและหวัง
กิ๊ฟกลั้นน้ำตา “ถ้าเราให้อภัยตัวเองได้ เงานั่นจะไปจริง ๆ เหรอ?”
“ถ้าลองดู…” ศรันย์ตอบ
“ทุกคนมีอดีตที่ทำให้เป็นแบบนี้ แต่เราเลือกได้ว่าจะเดินต่อไปยังไง” รุจเปล่งเสียงมั่นใจ
บรรยากาศค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น เงาค่อย ๆ จาง พลันกลายเป็นไอขาวล่องลอยออกจากผนังและละลายในอากาศ
แสงไฟเมืองส่องสะท้อนดวงตาทุกคน น้ำตาคลอแต่แฝงประกายรอยยิ้มพึงใจ
“ขอบคุณที่อยู่ด้วยนะ” กิ๊ฟพึมพำ ศรันย์สบตาสามเพื่อน ลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นใจที่ไม่เคยมี “พรุ่งนี้จะเล่าเรื่องนี้ในห้องเชียร์เอง”
“จะบอกอะไรใครก็ได้ ขอแค่เราไม่หลบตัวเองอีก” พิมพ์พูดเงียบ ๆ สะท้อนความแฝงกล้า
ใจกลางมหานคร ท่ามกลางแสงไฟกับสายลม เด็กสี่คนบนดาดฟ้าต่างเลือกเผชิญอดีต พร้อมเติมฝันใบใหม่ของตนเอง เงานั้นไม่กลับมาอีก คืนนี้พวกเขาเริ่มเห็นแสงดาว เหมือนมีความหวังซ่อนอยู่เหนือขอบฟ้า