เงาเผชิญโชค
แสงไฟในเมืองใหญ่กระพริบวาววับขณะที่รถยนต์แล่นผ่าน สาวน้อยชื่อจิตติกาเดินอยู่ในท่ามกลางผู้คนที่เร่งรีบ เธอสวมกระโปรงยีนส์ขาด ๆ และเสื้อยืดสีขาว จิตติกาลืมความกดดันจากการเรียนเช่นเดียวกับแรงกดดันจากบ้านของเธอ ทุกครั้งที่มีแสงไฟสีเขียวเธอจะรู้สึกเหมือนว่ามันกำลังเรียกหาเธอให้เดินเข้าไปในความฝันของตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วันนี้เธอวางแผนที่จะไปเรียนพิเศษที่บูรพาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งที่เธอใฝ่ฝันมาตลอด แต่วันที่ต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์สุรัตน์ ท่านเลขาฯ โรงเรียน ซึ่งเป็นผู้กดดันเธออยู่เสมอ เขาเป็นคนที่ตัดสินใจอนาคตของนักเรียนอย่างเข้มงวด จิตติกาจึงรู้ว่าตัวเองต้องเต็มที่ในการเรียนเพื่อให้ได้คะแนนดี
หลายวันต่อมาที่โรงเรียน เธอพบกับน้องชายของเพื่อนสนิท แบงค์ ชายหนุ่มที่สดใส และมีรอยยิ้มที่น่าสนใจ ทำให้จิตติการู้สึกประหม่าเมื่อมีเขาอยู่ใกล้ ๆ ครั้งแรกที่ทั้งคู่พบกันคือในห้องสมุดแห่งโรงเรียน มันเป็นช่วงเวลาที่สั่นคลอนใจเธอเมื่อต้องทนอยู่ท่ามกลางความเงียบที่แปลกประหลาด แบงค์ดึงหนังสือขึ้นมาอ่าน แต่เธอดันเผลอโดนเท้าของเขา
“ขอโทษนะ!” จิตติกาพูดตะกุกตะกัก ขณะสีหน้าของเขาทำให้เธออายหน่อย ๆ
“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็เผลอ” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี
ตามหลังการพบกันอย่างบังเอิญเป็นช่วงเวลาที่เธอเริ่มสังเกตเขา เธอเห็นว่าแบงค์มีทักษะการเล่นดนตรี และมีรอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและสบายใจ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าเขามีความลับ โดยเฉพาะเมื่อเขากำลังมองดูโทรศัพท์มือถือที่มีข้อความจากใครบางคน ทำให้เธอสงสัย
แต่แล้ว เรื่องราวก็เริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อแม่ของจิตติกาต้องการให้เธอเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เธอต้องเสียอนาคต และเริ่มมีการเตรียมการไปเยี่ยมมหาวิทยาลัย แม่ปรารถนาให้เธอมีอนาคตที่สดใส ยิ่งไปกว่านั้น น้องชายของเธอยังต้องการให้เธอไม่ต้องห่างเหินจากกิจกรรมวงดนตรีของพวกเขา
“ถ้ากลับมาจะไม่มีเวลาในการเล่นดนตรีกับวงแล้ว” จิตติกาเครียดและพูดกับน้องชายขณะที่พวกเขาทานข้าวเย็น
“คุณแม่ต้องการให้พี่มีอนาคตทีดีนะ”, น้องชายตอบอย่างเข้าใจ “พี่ก็อย่าลืมความฝันของคนอื่น”
ความกดดันจากความรัก ความหวัง และความฝันทำให้จิตติการู้สึกแย่มาก ในหนึ่งคืนเมื่อเธอออกไปหาแบงค์ที่ร้านกาแฟ ที่มีเสียงดนตรีสดใสอีกมุมหนึ่งของเมือง ในใจเธอรู้สึกถึงความสับสน ทั้งสองเริ่มคุยกันในเรื่องอนาคตและแบ่งปันความโศกเศร้าของการเติบโต
“อยากเล่นดนตรีเป็นอาชีพไหม?” จิตติกาถามขณะที่นิ้วของเธอกำลังเล่นกับแก้วแล้วมองไปที่เขา
“ใช่ แต่มันยากนะ คนรอบข้างมักไม่เข้าใจ” แบงค์ตอบ “บางคนสนับสนุน แต่บางคนก็กดดัน”
ในช่วงเวลานั้น จิตติกาเริ่มเห็นความเชื่อมโยงระหว่างพวกเขา ความกดดันในชีวิตเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาต้องต่อสู้
ความเศร้าที่ก่อตัวในใจของจิตติกาหมดไปเมื่อเธอได้เห็นแบงค์เต้นท่าทางสนุกสนานกับเธอ และก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว คืนที่แสนสดใสก็ได้ยุติลงเมื่อแม่ของเธอโทรมา เรียกให้กลับบ้านเพราะมีปัญหาภายในบ้าน
แล้วในคืนที่ทุกอย่างต้องเผชิญหน้ากับความจริง จิตติกากลับบ้านไปพบเห็นความตึงเครียดและความเศร้าของครอบครัว เธอรู้ว่าในขณะที่เธอกำลังตามหาความรักและอนาคต แม่ต้องการให้ในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น การเลือกที่จะไปมหาวิทยาลัยหมายถึงการแยกจากความรักหรือจุดเริ่มต้นแค่ไหนกัน? เธอเริ่มสงสัย
จากนั้นคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่สำคัญ แม้ว่าจะมีความเครียดจากการเรียน แต่จิตติกาและแบงค์ยังคงมีเวลาให้กันจนถึงคืนวันก่อนสอบ เมื่อพวกเขานัดพบกันที่ริมแม่น้ำทั้งคู่แลกเปลี่ยนสัญลักษณ์แห่งความรักแล้วร่วมผจญภัยด้วยกัน
น้ำเสียงของแบงค์ทำให้จิตติการู้สึกว่าทุกครั้งที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน ดูเหมือนว่าโลกภายนอกจะหายไป แล้วเมื่อทั้งคู่ยืนอยู่ในริมแม่น้ำมองดาว “ถ้าผมสอบไม่ติดล่ะ?” แบงค์ถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“ไม่เป็นไร เราจะหาอะไรทำกัน” อารมณ์อยู่ในระดับเดียวกัน “ถึงจะยังไง ความฝันยังอยู่ที่เรา”
คืนรุ่งขึ้นทั้งสองไปสอบในสภาพที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ แต่ในที่สุด จิตติกาได้คะแนนสูง ทำให้แม่ของเธอปลาบปลื้ม แต่แบงค์กลับสอบไม่ติด ทำให้สองชีวิตต่างกันอย่างช่องว่างที่ชัดเจน
ทั้งคู่ชอบใช้เวลาที่รวมตัวกันเสมอแต่คราวนี้จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ยากขึ้น แม่ของจิตติกาต้องการให้เธอเข้าสังคมในชีวิตใหม่ ขณะที่ตอนนี้ แบงค์กลับแสดงความอ่อนแอและเสียใจ
“ช่วยสู้กับความจริงของชีวิตเถอะ” จิตติกาต้องการให้เขารู้ “เราต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น”
เวลาเดินผ่านไป ครอบครัวของจิตติกายังต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้เธอมีความกดดันจากทั้งทางบ้านและความรัก ทั้งคู่เริ่มมีบทสนทนาที่ทำให้ความรักก่อตัวขึ้น
“ถ้าเรารักกันจริง เราต้องให้โอกาส” แบงค์ส่งข้อความมา และในที่สุดทั้งคู่ก็เลือกที่จะให้กันและกันเป็นกำลังใจ
การ์ดวันเกิดของแบงค์ในงานเลี้ยงที่มีเสียงดนตรีแตกต่างจากในช่วงปีที่ผ่านมา และเมื่อเขามีความสุขกับการรอคอย จิตติการู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะนั่นคือวันที่เธอต้องเข้ามหาวิทยาลัย
เมื่อวันจบการศึกษา จิตติกามีโอกาสได้แสดง ด้วยเสียงดนตรีที่เต็มไปด้วยความหวังเข้มแข็ง เธอจับมือกับแบงค์ เก็บรักษาไว้ในความทรงจำขณะที่มองไปที่อนาคตของตัวเอง
ในที่สุด ความรักและการเติบโตของชีวิตทำให้จิตติกาเรียนรู้ว่า ความฝันที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถเรียกความสุขกลับได้ และเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญของชีวิตในทุกช่วงเวลา
ความทรงจำของมิตรภาพและความรักที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเดินทางหลุดพ้นจากการบังคับทุกนาที มันทำให้จิตติกาไม่มีวันลืมว่าความรักเป็นการเดินทางที่ใกล้สู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในวันข้างหน้า”