เงาแห่งหิมะ: เกมลวงแห่งใจ
เสียงหวีดร้องห่างไกลดังแผ่วจากป่าหิมะกว้าง อลิสา เด็กสาวผมดำซอยสั้น นั่งขดอยู่ริมหน้าต่างห้องนอนชั้นสามของหอพักโรงเรียนประจำ เงาของขี้เถ้าที่ตกลงบนยอดสนไหวไปมาในแสงจันทร์จาง เธอเหม่อออกไป เบ้าตาว่างเปล่าฉายภาพเงาสะท้อนของภูเขาขาวโพลน มือน้อยสั่นเครือจับแว่นตาแน่น ข้างตัวกระเป๋าหนังสีซีดตั้งทิ้งอยู่ สายตาของเธอเหลือบเห็นเติร์ก เพื่อนร่วมชั้น ร่างสูงคล้ำโชยเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คืนนี้ก็ยังนอนไม่หลับอีกเหรอ?” เติร์กพูดเสียงต่ำแฝงแววเป็นห่วง แต่น้ำเสียงแข็งขึงเหมือนกลัวจะบุ่มบ่าม อลิสาไม่ตอบ แค่กระตุกไหล่เบาๆ ดึงผ้าห่มมาคลุมตัว
เติร์กเดินผ่านเงาไปหยุดตรงหน้าต่าง “อย่าไปกลัวนะ อลิสา พรุ่งนี้หิมะก็ยังตกเหมือนเดิม”
อลิสากัดริมฝีปาก จ้องตายาวๆ ไปยังแสงไฟโรงอาหาร “นายฝันถึงเสียงนั้นไหม? เสียงที่ดังมาจากป่านั่น…”
เติร์กหลบตา ส่ายหัวช้าๆ ก่อนพูดว่า “มันอาจจะแค่ลม หรืออะไรเล่นสนุกกับประตู” ท่าทางพูดติดขัด เหมือนกลัวว่าจะพูดอะไรผิด
ความเงียบปกคลุมขณะที่ต่างคนต่างจ้องความว่างเปล่าข้างนอก เสียงนาฬิกาเดินอย่างใจเย็น อลิสาหลับตาฝืนใจให้ลืมเสียงร้อง ผิวหนังร้อนผ่าวแปลกๆ เหมือนถูกจ้องด้วยสายตาที่มองไม่เห็น
เช้าวันต่อมา อลิสาถือสมุดบันทึกแนบอก แน่นหน้าอกจนต้องหยุดหายใจครู่หนึ่ง เธอเดินสวนกับกลุ่มเด็กหญิงในชุดยูนิฟอร์มเสียงดัง มองผ่านแต่ไม่กล้าสบตา ไม่นานก็ถูกดักด้วยสายตาวาวของครูไอรีน ครูฝ่ายปกครองที่หน้านิ่งเฉียบ “อลิสา อย่าลืมส่งรายงานวิชาชีวะคืนนี้นะ” เสียงเคร่ง เต็มด้วยอำนาจเย็นเยียบ
อลิสาเพียงพยักหน้า เธอเดินตัวลีบผ่านโรงอาหารที่เต็มไปด้วยเด็กกระซิบเสียงต่ำ สายตาหลายคู่จ้องมาเหมือนรู้ความลับบางอย่าง
เติร์กเดินตามมาทัน ท่าทางซ่อนอาการกระวนกระวาย “เมื่อคืน… เห็นอะไรบ้างไหม?”
อลิสาส่ายหน้าแต่สายตาแฝงแววสงสัย “มันไม่ใช่แค่เรื่องฝัน — เด็กห้อง C ก็หายไปอีกหนึ่งคน”
เติร์กกำเสื้อแขนยาวแน่น “นาตาชา… ใช่ไหม”
อลิสาพยักหน้าเงียบงัน
บ่ายวันเดียวกัน ทั้งคู่แอบขึ้นดาดฟ้าโรงเรียนเพื่อสืบ รอบข้างเงียบกว้าง เติร์กหยิบสมุดจดที่ขอบบางขาด ธีมสีซีดและรอยปากกาเลอะเทอะสะท้อนนิสัยลนของเขา “ถ้ามีใครแอบออกไปนอกเขตเวลานี้ ไม่น่ารอดจากลมหิมะ”
อลิสาเอียงศีรษะช้าๆ “แต่บางครั้งเราได้ยินเสียงร้อง ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ในป่า”
ลมพัดวูบจนเติร์กขนลุกพรึ่บ แผ่นหลังชาเหมือนถูกจ้องจากหลังเมฆหนา ก่อนที่จะพูดอะไรต่อ เสียงฝีเท้านุ่มของหญิงสาวลึกลับคนหนึ่งดังขึ้นตามหลัง
“เธอสองคนอยู่นี่ทำไม?” เสียงวิเวกทำให้เติร์กกับอลิสาหันขวับ ครูไอรีนยืนอยู่ในชุดคลุมหิมะสีดำ เงาตัดกับหิมะสว่างจ้า สีหน้าครูแน่นขึงราวกับรู้ทันความคิด
อลิสากลืนน้ำลาย “หนู… มาเก็บอากาศไว้สูดค่ะ”
ครูไอรีนไม่ตอบ เธอเหลียวมองทั้งสองก่อนพูดเบาๆ “ระวังสิ่งที่เธอไม่ควรรู้ บางครั้งการรู้อะไรมากไป… ก็ทำให้ความกลัวใหญ่จนกลืนกินตัวเอง”
ทั้งสองสบตากัน เติร์กอดไม่ได้ที่จะหันหลบสายตาอำมหิตนั้น พลางขยับห่าง
คืนนั้น อลิสาหลับฝันถึงเสียงเพรียกอีก “อกหักแล้วเหรอ…” เสียงเพ้อแผ่วจางดั่งสายหมอกผ่านน้ำค้าง เธอสะดุ้งตื่น มองออกไปยังป่าดำ เงาร่างเลือนลางของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งโบกมือเรียกห่างๆ
อลิสาหลุดเสียงแผ่ว “นาตาชา…?”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือเปียกปอนลอดเข้ามา “ช่วยด้วย… อลิสา อย่าทิ้งเรา…”
เหงื่อเย็นซึมเต็มหลัง อลิสาขดกอดหัวเข่า พลางเฝ้าฟังเงาสะท้อนเสียงร้องนั้นก้องไกล เติร์กปรากฏตัวหน้าประตู เอ่ยเสียงตื้น “ฝันอีกแล้วเหรอ?”
อลิสาส่ายหน้า กลั้นน้ำตา “ฉันกลัว… ฉันกลัวว่าจะกลายเป็นคนต่อไป”
“เธอจะไม่เป็นไร พรุ่งนี้ฉันจะอยู่ใกล้ๆ” เติร์กกระซิบเบาๆ
แสงแดดอ่อนส่องลอดหน้าต่างเช้าวันใหม่ แต่ในใจของอลิสากลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่าหิมะที่ปกคลุมโรงเรียน
เวลาผ่านไป หิมะตกหนักขึ้นอย่างผิดปกติ เด็กๆ หลายคนเริ่มเปลี่ยนไป สีหน้าลอยลาง ไร้ชีวิตชีวา อลิสารู้สึกว่าโรงเรียนทั้งแห่งกำลังซ่อนเงาพรางตา อลิสาเดินในทางเดินว่างเปล่า เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินสะท้อนก้อง จนเธอสะดุ้งเมื่อเห็นกระจกหน้าโถง ในกระจกไม่มีเงาของเธอ มีแต่เงาของสาวน้อยผมทองยืนอยู่แทนที่
“เธอเห็นใช่ไหม?” เติร์กปรากฏตัวในเงาจางๆ ข้างเธอ
อลิสาตัวแข็ง ทุกอณูเย็นชาถึงกระดูก เธอพยายามรวบรวมสติ “เราต้องรู้ให้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น”
ทั้งสองตัดสินใจสืบเรื่องราวการหายตัวของเด็กๆ ตลอดหลายปี ตั้งแต่โรงเรียนนี้ก่อตั้ง สมุดบันทึกเก่าถูกซุกในห้องสมุดหลังสุด พวกเขาพบปริศนาจากบันทึกมือของเด็กหญิงที่หายไปตั้งแต่สิบปีก่อน ทุกข้อความจบประมาณเดียวกัน “หิมะกลืนกินวิญญาณ…”
อลิสาอ่านจบ ร้องไห้เงียบ “ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าพวกเขายังอยู่ที่นี่…”
เติร์กวางมือลงบนไหล่ “ถ้าจิตใจเรายอมรับอดีตไม่ได้ บางอย่างจะอยู่กับเราตลอดไป” ดวงตามีแววเศร้าลึกจางปนความรู้สึกผิด
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเริ่มเปลี่ยน ความใกล้ชิดที่เคยเย็นชากลับแปรเปลี่ยนเป็นสายใยที่ไม่ได้พูดออกมา
วันต่อมา ขณะเติร์กกำลังเล่นสกีใกล้ป่า เขาได้ยินเสียงเรียกจากเงาไม้ “ช่วยด้วย… เติร์ก…” เสียงนั้นทำให้เขาผงะ โยนไม้สกีลงรีบวิ่งไปตามเสียง ก่อนพบกลุ่มเงาดำเรียงรายเป็นแถวราวกับศพเดิน อลิสาตามมาทัน
“อย่าเข้าไป!” เธอกระตุกแขนเขาสั่นสะท้าน
เติร์กผลักเธอออก เดินเข้าไปเผชิญหน้าเงาดำนั้น ดวงตาเงาๆ สะท้อนทุกความกลัวในอดีตของเขาเอง เสียงกระซิบแผ่วร้องขอให้เขายกโทษให้กับความผิดที่ซ่อนไว้
อลิสากระโจนเข้าไปดึงเขา พวกเขากลิ้งท่ามกลางความเยือกแข็ง ก่อนจะจ้องหน้ากันทั้งร่างสั่น
“ฉันทำให้นาตาชาเจ็บปวดเอง วันนั้น…” เติร์กพูดเสียงสั่น ศีรษะก้มต่ำ “ฉันทิ้งเธอไปตอนที่เธอต้องการฉันมากที่สุด”
อลิสาไม่ว่าอะไร แววตาเธอดูเข้าใจ เจ็บปวดแต่ไม่ตัดสิน เธอเดินเข้ามากอดเขาแน่น
คืนนั้นทั้งสองรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปในป่าหิมะตามเสียงเพรียกจนพบกระท่อมเก่าทรุดโทรมข้างน้ำตกแช่แข็ง ข้างในคือภาพถ่ายเก่าๆ ของนักเรียนรุ่นก่อน พร้อมสมุดจดเรื่องราวของเด็กหญิงหลายคน “เรา… ไม่ได้จากไป เราแค่อยู่อย่างคนล่องหน” ลายมือบรรจงดูเศร้าสร้อย
ท่ามกลางหมอกขาว เงารางของนาตาชาปรากฏขึ้นพลางยิ้มเศร้า “ขอบคุณที่ช่วยทำให้เราไม่ถูกลืม”
เติร์กหลั่งน้ำตา อลิสาจับมือเขาแน่น
เสียงหิมะตกหนัก กลบร่องรอยระหว่างโลกสองฝั่ง อลิสาหันไปหานาตาชา “เธอโกรธเราไหม?”
เงานาตาชาส่ายหน้าช้า ๆ “บางที… การให้อภัยคือสิ่งเดียวที่ปลดปล่อยวิญญาณได้”
เช้าวันรุ่งขึ้น โรงเรียนปลอดภัยอีกครั้ง เด็กนักเรียนหัวเราะเสียงก้องในโถงใหญ่ เติร์กเดินเข้าไปหาอลิสาที่หน้าต่าง “เราขอโทษ…สำหรับทุกอย่าง”
อลิสายิ้มจาง ๆ บนริมฝีปากจางชื้น มองหิมะระยิบที่ไม่มีเสียงร้องอีก เธอไม่ใช่เด็กหญิงคนเดิมที่หวาดกลัวอีกต่อไป เธอได้เรียนรู้ว่าทุกความผิดหวัง ทุกบาดแผลในใจก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเติบโต
เสียงกริ่งโรงเรียนดังขึ้น… ชีวิตใหม่เริ่มต้นอีกครั้งท่ามกลางเงาแห่งหิมะ