เงามรณะบนสะพานยามค่ำ
เสียงระฆังวัดดังแว่วลอดสายหมอกในเมืองริมแม่น้ำ ก่อนฟ้าที่จะสว่าง ไอ้ต้นผู้ผอมสูงวิ่งหน้าตื่นข้ามสะพานไม้ เสียงพรืดของราวสะพานดังขึ้นเมื่อมืดจับ เค้ากราดสายตามองรอบ ๆ ใจสั่นระรัว เบื้องล่างคือแม่น้ำขุ่นข้น กับเงาดำเคลื่อนไหวยามลมกรรโชก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาประคองถุงข้าวเหนียวในมือแน่น จู่ ๆ เสียงหายใจเย็นเยียบก็ดังขึ้นใกล้ใบหู ใบหน้าซีดขาวของหญิงผู้หนึ่งโผล่เหนือควันหมอก “นายจะเอาของไปถวายใครตอนฟ้ายังไม่แดงแบบนี้น่ะต้น…” เธอกระซิบ ต้นถลันสะดุ้ง ถุงข้าวตกลงพื้น
รอยยิ้มเศร้าบนใบหน้าของหญิงสาวเจ้าของชื่อว่า “บีบี” เธอก้มลงหยิบถุงข้าวขึ้น คืนให้เขาอย่างเงียบ ๆ แววตาของเธอเหมือนอ่านใจต้นได้ทุกถ้อยคำ
“ก็…แม่ฝากไว้ ให้ส่งให้ลุงตี๋ที่หน้าวัด” ต้นขยับตัวหลบเบา ๆ ไม่กล้าสบตา “แล้วบีบี…มากลางคืนทำไม คนเขาว่ามีผีบนสะพานนะ”
บีบีถอนหายใจ ใบหน้าเรียบเฉยแต่ปกปิดรอยฟกช้ำเก่า ๆ อยู่ใต้แสงจันทร์ “ไม่มีอะไรบนสะพานหรอก ถ้าใจนายไม่คิด”
เสียงเก่า ๆ กระซิบตามลม เบาบางจนเหมือนจินตนาการ บีบียื่นถุงข้าวเหนียวให้ต้น ตาของเธอทอดมองไปสุดสะพาน “แต่ถ้าเขากลับมา นายจะช่วยฉันมั้ยล่ะ”
ต้นกลืนก้อนแข็งในคอ เขากลัวคำว่า “เขา” แทบทุกคนในเมืองนี้กลัวอยู่ในใจ “ใครจะกลับมา” เสียงต้นแทบไม่ดัง
บีบีไม่ได้ตอบ เธอแค่เดินนำข้ามสะพานไปในม่านหมอก แว่วเสียงรองเท้าตีไม้เพรียง ๆ เบา ๆ “ถ้านายเจอเขาก่อน ให้วิ่ง อย่ามองหน้า อย่าตอบเสียง”
ต้นมองตามบีบีพลางเหนื่อยใจ ก่อนจะกลั้นใจข้ามสะพานอีกครั้ง ไปยังวัดริมฝั่งแม่น้ำ – เริ่มต้นเช้าวันใหม่ในชุมชนที่เหมือนไม่เปลี่ยนแปลง แต่ภายในวัดวันนี้กลับไม่เหมือนเดิม
รุ่งสางพบว่าลุงตี๋หายไป ห้องที่เขาพักเปิดประตูอยู่ ข้าวของกระจัดกระจาย วงเวียนคนมาเยือนระหว่างตำรวจและชาวบ้านประดังเหตุผิดปกติ ต้นจ้องเตาไฟในลานวัด ใจสั่นเพราะถุงข้าวเหนียวในมือเขากลายเป็นเถ้าถ่าน
พล้อย (แม่ของต้น) แข็งทื่อ หัวใจครึ่งหล่นครึ่งแข็ง เธอมักบอกเสมอว่า “กินข้าวของคนตายจะฝันร้าย” เธอลูบผมต้นเบา ๆ ขณะตำรวจซักตัวเขา ต้นหลบสายตาทุกคน – เพราะไม่มีใครรู้ ภาพเงาดำที่เขาเห็นในหมอกเมื่อคืน…
เสียงเอะอะยามสาย ตำรวจ (ผู้กองพรชัย) ระอุกับหลักฐานที่ไม่มี มากับไผ่ ลูกชายวัยสิบหกผู้ใช้ไม้คิวกวาดฝุ่นในวัดอย่างอ่อนเปลี้ย ไผ่กระซิบกับต้น “ถ้าคืนนี้เดินข้ามสะพานอีก บอกฉันด้วย จะไปด้วยกัน”
ต้นลังเล เขากำลังกลัวอะไรบางอย่างมากกว่าเรื่องผี คืนนั้นกลางสายลม วัยรุ่นผมฟูคนหนึ่งโผล่แอบหลังต้นไม้ฝั่งแม่น้ำ เรียกต้นเสียงแหบแห้ง “ในน้ำคืนนี้มันไม่เหมือนเดิม นายรู้สึกมั้ย”
ต้นกับไผ่แหยง ๆ แต่ความหวาดกลัวเหมือนกลางคืนคืบคลานไล่ความกล้าตามหลัง ไผ่มองต้น แววตาหนึ่งในคำถามที่ไม่กล้าพูด “นายกลัวอะไรตัวเองอยู่รึเปล่า”
การตามหาเบาะแสของลุงตี๋เริ่มต้นที่ร้านขายของเก่า บีบีเข้าร้านด้วยท่าทางที่ไม่เหมือนลูกค้าปกติ เธอถามถึงกล่องไม้แปลกประหลาด กล่องที่มีอักษรโบราณบนฝา ผู้เฒ่าเจ้าของร้านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูด “อย่าแตะของพวกนั้นแต่ถ้าเห็น อย่าเปิดเด็ดขาด”
คืนต่อมา สะพานไม้กลางสายฝนเปียกปอน ต้น ไผ่ และบีบีก้าวข้ามพร้อมกัน เงาเลื่อมริมแม่น้ำทอดยาว เสียงกระซิบเบา ๆ ของแม่น้ำลอยฟุ้งมาตามลม บีบีชะงัก “ฉันรู้สึกว่ามีอะไรจ้องเราอยู่”
ฝีเท้าของทั้งสามหยุดกึกทันใด เงาต้นไม้ข้างทางเหมือนเคลื่อนไหวได้ ต้นทำท่าจะย้อนกลับแต่ไผ่จับแขนไว้แน่น ไผ่เอ่ยเบา ๆ “ถ้าเราวิ่งตอนนี้ เดี๋ยวกล่องไม้จะตามมา”
เสียงฝีเท้าเพิ่มขึ้นอีกคู่ในสายฝนจากกลางสะพาน เงาร่างสูงโปร่งคล้ายปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ บีบีออกปากเรียก “ลุงตี๋?” แทนที่จะตอบ ร่างนั้นปล่อยกล่องไม้ตกลงกับไม้สะพานเสียงดังเปรี้ยง
บีบีเดินไปหยิบกล่อง ทว่ามือสั่น ต้นกับไผ่สบตากันเงียบ ๆ เพราะในกล่องนั้น เม็ดข้าวเหนียวเพียงสองเม็ดวางเปื้อนเลือดแห้ง
หลังจากนั้นสามคนเอากล่องไปซ่อนในวัด มีเสียงปริศนาแทรกเข้าฝันต้น “อย่าเปิดกล่องถ้ายังไม่ได้พบเงาของตนเอง” เขาสะดุ้งตื่นกลางดึก เหงื่อไหลซึมเต็มตัว
เช้าวันใหม่เมืองยังปกติ แต่หน้าวัดกลับมีรอยเท้าเปื้อนโคลนเดินวนรอบอุโบสถ ต้นตัดสินใจสารภาพกับแม่ว่าตนเกี่ยวข้องกับกล่องไม้แต่ไม่ได้เป็นคนทำ พล้อยสบตานิ่ง ๆ ก่อนกล่าวทั้งเสียงสั่น “บางทีของบางอย่างไม่ควรถูกเปิด เงาที่ฝากไว้ในอดีต ยิ่งหนียิ่งตาม”
บีบีหายตัวไปวันหนึ่งเต็ม ๆ ชาวบ้านพบรอยเลือดหยดตามมุมวัด ต้นใจหายวาบ ไผ่ชวนไปตามหาในโรงหนังกเงาเก่าใกล้ตลาด ซึ่งเป็นที่หลบซ่อนเดียวที่บีบีเคยเล่าให้ฟัง
ในโรงหนังมืดสนิท เงาหยักไหวเต้นบนผนัง ต้นเห็นบีบีนั่งนิ่ง มือกำกล่องไม้อยู่ น้ำตาซึมซาบในตา “ถ้าฉันเปิดมัน ทั้งหมดจะจบมั้ย”
ไผ่ถามเสียงขรึม “กลัวอะไรที่สุดบีบี” หญิงสาวเงียบ ก่อนเอ่ย “กลัวว่าเงาของฉันเองจะหลอกฉัน” ต้นเขยิบเข้าใกล้ บีบีขยับฝาไม้อย่างเชื่องช้า
ทันใดเกิดเสียงลมวูบ ร่างสูงใหญ่อีกเงาหนึ่งฉายผนังโรงหนังเหมือนเงาผีบังจอ ร่างนั้นก้าวเข้าใกล้ ทั้งสามเบียดตัวหนีแต่บีบีร้องออกมา “หยุด! ถ้ายังรักฉัน อยู่ที่เดิม”
ต้นจ้องตาเงานั้น มันเหมือนภาพสะท้อนตัวเขาเองในยามกลัว เงายิ้มเยาะเย้ยก่อนจะสลายกับความมืด พอฝาไม้เปิดออก ข้างในมีกระจกเงาเล็กเพียงใบเดียว
บีบียิ้มทั้งน้ำตา “เราต้องเผชิญหน้ากับเงาของตัวเอง ไม่งั้นก็หนีมันไม่ได้” ต้นก้มลงดูภาพสะท้อน ตัวเองในกระจกคือเด็กชายหวาดกลัวคืนวาน ทว่าคราวนี้เขาไม่หลบตา
รุ่งเช้า แม่น้ำใสขึ้นอย่างประหลาด ข่าวลุงตี๋หายตัวไปไม่มีใครพูดถึงอีกโดยไม่มีใครพบร่าง ไผ่เดินเคียงต้น “นายไม่ต้องกลัวเงาตัวเองอีกต่อไปแล้ว” บีบีส่งยิ้มเศร้า “เราอาจจะยอมรับอดีตได้บ้างในบางคืน แม้มันจะยังหลอกหลอนอยู่เสมอ”
เสียงระฆังวัดดังแผ่วอีกครั้ง ทั่วเมืองคลายหมอก เงาของทุกคนทอดยาวบนสะพานโดยไม่มีเสียงกระซิบในลม ต้น ไผ่ และบีบีเดินข้ามไปด้วยกัน ทิ้งอดีตไว้ที่อีกฟาก สะพานไม้เก่า ๆ ยังอยู่ ทว่าสำหรับพวกเขา วันใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว