เงาบนทางเดินเก่า
เสียงลมหายใจของอิง ดาวมหา’ลัยปีสี่ ค่อยๆ หนักขึ้นราวกับใจเธอจะทะลุออกมาจากอก ยามที่เธอเดินฝ่าพงหญ้าสูงกลางเสียงจิ้งหรีดเรไร ริมป่าด้านหลังหมู่บ้านร้าง อิงมองไปข้างหลังเพื่อตรวจดูเพื่อนร่วมทาง—พล พิม และโอ๋—ที่ต่างเดินตามหลังมาอย่างเนือยๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อีกไกลไหมอิง?” พิมถามเสียงเบา เหงื่อเม็ดใหญ่เกาะหน้าผากใต้หมวกแก๊ป แม้จะเป็นฤดูฝน อากาศก็อบอ้าวแบบแปลกๆ
“ถึงแล้ว…นั่นไง” อิงชี้ผ่านผืนไม้รกไปยังบ้านหลังใหญ่ท่ามกลางเงาทะมึน ผนังไม้ผุพัง สีดำคล้ำราวกับถูกเผา เงาบ้านดูเหมือนจะยืดยาวผิดธรรมชาติในแสงจันทร์จางๆ
“บ้านร้างหลังนั้นมีคนหายตัวไปจริงๆ เหรอ?” โอ๋กระซิบ ใบหน้าขาวซีด หยิบกล้องวิดีโอขึ้นมาอย่างระแวง
“ข้อมูลมันมีแค่นี้แหละ…เรามาสำรวจเก็บข้อมูลเฉยๆ เดี๋ยวเช้าๆ ก็กลับ” พลพูดกลั้วหัวเราะ แต่เสียงสั่นชัดเจน
เมื่อทุกคนเดินถึงหน้าบ้าน อิงหยิบกุญแจที่ผู้ใหญ่บ้านมอบให้ สอดเข้าไปในลูกบิด กึก…ประตูไม้หลุดออกด้วยเสียงสนิมแหลม ทุกคนหยุดนิ่ง ราวกับรออะไรบางอย่างจะเคลื่อนไหวในเงามืด
“เข้าไปเลย…อย่าทำเสียเวลา” พลผลักอิงเบาๆ ด้วยรอยยิ้มฝืน ทุกคนจึงค่อยๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่โลกที่เงียบกริบเย็นเยียบ
ภายในบ้านกลิ่นอับของไม้เก่าและกลิ่นบางอย่างคล้ายความชื้นเน่าเฟะล่องลอยมาแตะปลายจมูก ทุกคนเปิดไฟฉายสำรวจโดยรอบ พิมจับแขนอิงแน่น สายตาวอกแวกไปมา
“พวกนายรู้มั้ยว่ามันมีห้องชั้นบนที่ไม่มีใครกล้าเปิดตั้งแต่เกิดเรื่อง?” พลพูดเสียงแผ่ว โอ๋เหลือบตามองบันไดไม้ที่ทอดขึ้นไปในเงามืด
“เราแค่เก็บข้อมูลพื้นบ้านกับภาพถ่ายก็พอ ไม่จำเป็นต้องขึ้นไปก็ได้…” โอ๋พูด แต่พลไม่ตอบ เดินนำขึ้นบันไดไปอย่างท้าทาย
เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดทุกย่างก้าว อิงลังเลแต่จำต้องตาม พลยืนรอตรงหน้าประตูห้องที่ว่ากันว่าใครเข้าไปแล้วจะไม่ได้ออกมาอีก พลเงียบไปสักพัก ก่อนยื่นมือไปจับลูกบิด
“เดี๋ยว!” พิมร้องห้าม ดวงตาสั่นไหว “เคยมีคนบอกว่าถ้าเข้าไปแล้ว…อาจเห็นบางอย่างที่ไม่ควรเห็น”
“แล้วถ้าเราไม่เข้า เราก็จะไม่รู้อะไรเลยใช่ไหม?” พลย้อน พิมเงียบไป
พลเปิดประตู ห้องนั้นว่างเปล่า มีเพียงหน้าต่างบานเดียวที่ปิดแน่นและตู้ไม้เก่าๆ ด้านในมืดสนิท ราวกับกลืนแสงไฟฉายได้
อิงก้าวเข้าไปช้าๆ เงาในมุมห้องเหมือนจะไหววูบ โอ๋เดินตามเข้ามาและถือกล้องวิดีโอขึ้นถ่าย โต๊ะไม้ข้างผนังมีเศษกระดาษเก่าๆ กองหนึ่ง
“ดูนี่สิ” อิงพูด พิมเดินเข้ามาใกล้ ทุกคนล้อมกระดาษนั้นไว้ พลหยิบขึ้นมา หนึ่งในแผ่นนั้นมีรอยขูดขีดเหมือนเขียนด้วยเล็บว่า ‘อย่าออกไปถ้าเงายังอยู่’
“มันหมายถึงอะไร?” โอ๋กระซิบ ทุกคนมองหน้ากันอย่างงุนงง
จู่ๆ เสียงดังปึงปังมาจากชั้นล่าง ราวกับมีบางอย่างล้มลง อิงสะดุ้ง “มีใครเดินอยู่ข้างล่างหรือเปล่า?”
พลพยักหน้าให้โอ๋เฝ้าห้อง ส่วนเขาออกไปดูพร้อมอิง มือทั้งสองข้างกำแน่นด้วยความระแวง
ข้างล่างนั้นว่างเปล่า โต๊ะเก้าอี้และตู้ไม้ยังคงเดิม ไม่มีร่องรอยสิ่งผิดปกติ พลเดินสำรวจรอบๆ อย่างช้าๆ ท่ามกลางเงาสลัวที่ทอดยาวจนดูหลอกตา
“คงเป็นหนูหรือแมว…” พลพูดแผ่วเบา ทันใดนั้นไฟฉายของอิงกระทบเงาดำพร่าเคลื่อนไหวแว็บหนึ่งข้างหน้า เธอชะงัก หัวใจเต้นรัว แต่เงานั้นหายไปทันที
“เห็นอะไรหรือเปล่า?” พลถาม อิงเงียบไปนาน “เหมือนได้กลิ่นอะไรบางอย่าง…เหมือนกลิ่นน้ำมันสนกับควันไฟ”
พลไม่ตอบ รีบชวนขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง พบว่าพิมกับโอ๋ยังอยู่ในห้องเดิม แต่บรรยากาศดูเย็นเยียบผิดปกติ
“เมื่อกี้…เหมือนฉันได้ยินเสียงกระซิบ” พิมพูดเสียงสั่น “เหมือนมีคนพูดอยู่หลังประตู แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น”
“เราแค่เหนื่อยเกินไป…เดี๋ยวเช้าก็กลับ” โอ๋ว่า พลหยิบเศษกระดาษอีกใบขึ้นมา ตัวอักษรบางคำถูกขีดฆ่า ใต้ลายมือสั่นมีคำว่า ‘คืนนี้จงเงียบ อย่าทำให้เงารู้ตัว’
เวลาผ่านไป ทุกคนเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างภายในบ้านนี้ ไฟฉายเริ่มติดๆ ดับๆ เงาตามผนังเหมือนจะเคลื่อนไหวเองได้ เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังขึ้นแม้ไม่มีใครเดิน
โอ๋หยิบกล้องตรวจสอบวิดีโออีกครั้ง “กล้องเหมือนจับภาพได้แค่เงาดำๆ แว็บๆ…แต่ไม่มีใครอยู่จริง”
อิงนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง เธอมองเพื่อนๆ สลับกับมุมมืดที่เหมือนจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ พิมขยับมากระซิบใกล้ๆ “นายว่ามันเป็นไปได้ไหม…ที่คนหายตัวไปเพราะออกไปตอนเงายังอยู่?”
พลถอนหายใจยาว “ถ้ามันเป็นแค่เรื่องเล่า เราคงไม่มีทางรู้อะไรเลย แต่ถ้าจริง…เราจะเอายังไง?”
“ลองอยู่เฉยๆ เงียบๆ คืนนี้…อย่าเดินออกไป…เผื่ออะไรจะเกิดขึ้น” โอ๋เสนอ ทุกคนตกลงกันอย่างลังเล
กลางดึก เสียงบางอย่างดังก้องขึ้นอีกครั้ง ราวกับมีใครเดินวนเวียนอยู่ในบ้าน ทุกคนจับกลุ่มกันแน่นในห้อง พลพยายามปิดประตูและหน้าต่างทั้งหมด
ระหว่างเงียบงัน อิงแอบมองลอดช่องไม้ เห็นเงาดำโค้งงอผิดปกติ ขยับไหลไปมาโดยไร้ตัวตนอยู่บนทางเดิน โอ๋กระซิบเบาๆ “เงานั่น…มันอยู่ตรงทางเดินนั่นเอง”
แสงจันทร์สลัวนอกหน้าต่าง เงานั้นเหมือนจะขยายตัว กลืนกินเงาอื่นๆ รอบบ้านจนห้องทั้งห้องมืดสนิท
เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหูอิง ทั้งที่ไม่มีใครพูด “อย่าออกไป…ถ้าเงายังอยู่…” เธอหันขวับไปทางพิมซึ่งนั่งตัวสั่น สีหน้าเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง
เวลาเคลื่อนไปช้าๆ ทุกคนเริ่มหลับไปทีละคน ทว่าในความฝัน—หรืออาจไม่ใช่ฝัน—อิงพบเงาดำขนาดมหึมาปรากฏตรงปลายทางเดิน มันขยับช้าๆ เข้ามาใกล้ พร้อมเสียงขูดขีดบนพื้นไม้
อิงสะดุ้งตื่น กวาดตามองหาเพื่อน พิมนั่งนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง โอ๋กอดกล้องแน่น ดวงตาเบิกโพลง พลกำลังพยายามเปิดประตูห้องแต่เหมือนมันถูกล็อกจากข้างนอก
“ประตูเปิดไม่ได้! ใครล็อกไว้?” พลโวยวาย เสียงของเขาดังสะท้อนในความว่างเปล่า
“อย่าเสียงดัง…มันจะรู้ว่าเราตื่น…” พิมกระซิบ เสียงขาดห้วง น้ำตารื้นตา
เสียงฝีเท้าดังก้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนมันหยุดอยู่หน้าประตู เงาดำแผ่ปกคลุมช่องว่างใต้บานประตู ราวกับรอคอยการเคลื่อนไหว
โอ๋เริ่มสวดมนต์เบาๆ พลหันไปเขย่าหน้าต่างแต่ไม่ขยับ อิงโน้มตัวไปหาพิม “เธอเห็นอะไร?”
พิมกลืนน้ำลาย “เหมือน…ฉันเห็นมันเดินไปมา ทุกครั้งที่มีคนหายตัว มันจะพาเขาเข้าไปในเงา…”
ทันใดนั้นกระดาษที่วางบนโต๊ะปลิวตกลงพื้น เปิดข้อความอีกแผ่นว่า ‘ถ้าอยากรอด…จงอยู่กับเงา อย่าให้เงาเดียวดาย’
อิงขยับเข้าใกล้พลกับโอ๋ “เราต้องทำยังไงต่อ?”
พลมองไปรอบห้อง “บางทีมันไม่ได้ต้องการให้เราหนี…แต่ต้องการให้เราอยู่กับมัน?”
เสียงฝีเท้าหายไป เหลือแต่ความเงียบอึดอัด ทุกคนจับมือกันนั่งกอดเข่าในมุมมืด รอคอยอย่างกระวนกระวาย
แสงจันทร์ค่อยๆ สาดเข้ามา เงาค่อยๆ หดเล็กลงจนเหลือเงาของแต่ละคน เสียงนาฬิกาตีสี่ดังขึ้น เบาๆ
พิมลุกขึ้นช้าๆ เดินไปเปิดประตู คราวนี้มันเปิดออกได้สำเร็จ ทุกคนรีบออกจากบ้าน เสียงฝีเท้าบนทางเดินไม้ดังตามหลังเป็นลางร้าย
เมื่อออกมานอกบ้าน ท้องฟ้าสาง เงาต่างๆ กลับสู่ปกติ แต่จู่ๆ พลหายตัวไปต่อหน้าต่อตา เพื่อนที่เหลือได้ยินเสียงกระซิบสุดท้ายลอยตามลม “อย่าให้เงาเดียวดาย…”
อิงกับพิมและโอ๋หันมามองหน้ากัน น้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัว ความหวาดกลัวยังคงฝังแน่นในใจ—รู้ว่าคืนต่อไป…หากกลับไปที่นั่น เงาอาจต้องการเพื่อนใหม่อีกครั้ง