เงามืดเหนือหอพักไผ่เงิน
เสียงลากกระเป๋าเดินทางดังสะท้อนก้องในโถงทางเดินชั้นล่างของหอพักไผ่เงิน คลื่นแสงจากไฟกระพริบสีเหลืองอ่อนค่อย ๆ ไล้ไปตามพื้นกระเบื้องสีขาวหม่น สะท้อนเงาร่างของนิสิตกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าประจำห้องตัวเองในวันเปิดเทอมใหม่ปีสอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อัยย์ เปิดประตูห้อง 203 อย่างร้อนรน สายตากวาดทั่วห้องที่เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากโซฟาหลังเดิมซึ่งวันนี้มีขนมวางไว้โดยคนที่เพิ่งกลับมาคนแรก — แพรว เพื่อนร่วมห้องคนสนิทปล่อยตัวลงนั่งแล้วพิงหัวกับหมอน “คิดถึงอ่ะ… ปิดเทอมนานไปมั้ย อัยย์”
อัยย์หัวเราะเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้ความเงียบในห้องขยายตัว “ก็แค่สามเดือนเองนะ แต่รู้สึกเหมือนหายไปนานกว่าปี” เธอมองออกไปหน้าต่าง เห็นแสงไฟของตึกฝั่งตรงข้ามแวววาวก่อนจะหรี่ตา “ทำไมไฟตรงนั้นมันกะพริบ…?”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากปลายทางเดิน เติ้ล เพื่อนข้างห้องปรากฏตัวพร้อมเสื้อยืดลายไหนไม่รู้ที่ดูโทรมกว่าทุกวัน “พวกแก ข่าวยังกับยังไม่รู้เหรอ ห้อง 210 เมื่อวานน่ะ…” เติ้ลหยุดพูด ริมฝีปากเม้มแน่น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นกระซิบพร่า “มีคนหายไปว่ะ”
คำว่า “คนหาย” คล้ายตีแสกหน้า ทั้งสามคนหันมองกันเหมือนยินเสียงตกจากเบื้องสูง ติดใจแต่ยังสงวนท่าที อัยย์ขยับเท้าเข้าใกล้ “หายไปยังไง เติ้ล?”
เติ้ลถอนใจ “เมื่อคืน เห็นนิโลบล คนห้อง 210 เดินออกจากห้อง เหมือนคุยกับใครในโทรศัพท์ หายไปแล้วไม่เห็นกลับจนเช้า” แพรวขมวดคิ้ว “คนอยู่ห้องเดียวกันไม่รู้?”
“กลับบ้านที่ต่างจังหวัดหมด เหลือนิโลบลคนเดียว แล้ววันนี้ของในห้องก็ยังอยู่ครบ… แกก็รู้ว่าที่นี่มีเรื่องแปลกประหลาดมานาน” เติ้ลชำเลืองมองปลายทางเดิน นิ้วมือสั่นเล็กน้อย
อัยย์กัดริมฝีปากขณะจ้องไปยังประตูสีฟ้าคาดเทา “เมื่อคืนฉันไม่ได้ยินอะไรเลย…”
แพรวยกขาขึ้นกอดอกใกล้เท้าอัยย์ “แกไม่กลัวหรือไง?”
อัยย์กลืนน้ำลาย รอยยิ้มจืดจางบนใบหน้าปรากฏแค่เสี้ยววินาที “ฉันกลัวนะ แต่ฉันไม่อยากมองข้าม… ฉันว่าพรุ่งนี้เราไปดูห้อง 210 ด้วยกัน”
แพรวมองอัยย์นิ่ง ๆ ก่อนพยักหน้า เติ้ลถอนหายใจแต่ไม่ได้ค้าน มวลความเงียบโอบล้อมห้องชั่วครู่ เสียงนาฬิกาบนผนังดังติ๊ก ๆ ราวเป็นจังหวะเร้าใจใครบางคนที่รอให้ความลับถูกเปิดโปง
รุ่งเช้า ประตูห้อง 210 ปิดสนิท เติ้ลหยิบกุญแจสำรองมือลั่น อัยย์เหลือบมองหน้ากันเมื่อเปิดเข้าไป กลิ่นอับคละกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ชวนให้ขนลุก ข้างเตียงมีโทรศัพท์มือถือวางทิ้งไว้พร้อมบัตรนิสิตของนิโลบลที่ยังสอดไว้ในซองอย่างดี
“ของยังอยู่ครบจริง ๆ…” แพรวถอนคำพูดเบา ๆ
ขณะสำรวจ เติ้ลหยุดที่หน้าตู้กระจก “ดูนี่… เหมือน… มันมีอะไรขูดเป็นรอยยาว ๆ ที่กระจก”
อัยย์ย่อตัวลงดู รอยขูดเหมือนถูกลากด้วยเล็บ มือเย็นเฉียบของเธอสั่นแต่ยังพยายามมองต่อไป “มันไม่เหมือนใครจะเข้ามาเล่นนะ อยู่สูงขนาดนี้ต้องปีนขึ้นเตียงถึงจะถึง”
จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือที่อยู่บนเตียงก็มีแสงสว่างวาบขึ้นเอง ทั้งสามคนผวา เงียบชั่วอึดใจ ก่อนเติ้ลจะเอื้อมมือสั่น ๆ คว้ามา “แบตหมด… แล้วไปติดได้ยังไงวะ?”
แพรวมองนาฬิกา ใบหน้าซีดเผือด “ฉันว่าเราออกไปกันก่อนเถอะ…”
อัยย์นิ่งนาน ใจลอยคิดถึงรอยเล็บข้างกระจกก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ทั้งสามเดินออกมา เสียงประตูลั่นดังปัง เหลือไว้เพียงความเย็นยะเยือกที่ตีกลับมาตามทางเดิน
ขณะเดินกลับ อัยย์สวนกับวาริน หัวหน้าหอพักรุ่นพี่ปีสี่ ผู้หญิงรูปร่างสูงผมยาว หน้าตาเด็ดขาด จ้องเธอ “มาทำอะไรแถวนี้ น้อง?”
อัยย์ไม่กล้าสบตา “ขอโทษค่ะ แค่… มาเอาของเพื่อนขึ้นมาดูเฉย ๆ”
วารินยังจ้องตา “มีอะไรก็รายงาน อย่าเข้าไปเอง ถ้าคนหายต้องแจ้งตำรวจนะ”
อัยย์พยักหน้า ฝืนยิ้มพลางดันประตูหอพักสวนกลับออกไป ความเย็นยะเยือกจากข้างในยังตามมาจนถึงปลายผม แพรวกระซิบ “เสียงของวารินแปลก ๆ เนอะ เหมือนซ่อนอะไร”
เติ้ลกอดอกถอนหายใจ ก้มหน้าขณะเดิน “ไม่รู้สิ ฉันว่าเขาอาจห่วงก็ได้ หรือ…ไม่ก็กลัวเหมือนกัน”
คืนนั้นในห้อง 203 เงียบกว่าปกติ เหมือนความเงียบคลี่คลุมทุกอย่างไว้ อัยย์นั่งอยู่บนเตียง ใจคิดวนไปมา มือเปิดสมุดจด ด้านหลังสมุดมีรอยปรุเหมือนถูกฉีกหน้าสุดท้ายไป เธอหยิบขึ้นดู สีหน้ากังวล
แพรวหันมาอย่างระวัง “สมุดอะไรเหรอ?”
อัยย์ลังเล เหลียวมองเพื่อนนานก่อนตอบ “ของนิโลบล เมื่อก่อนฉันกับเขาเคยสนิทมาก… แต่เราทะเลาะกันตอนปีหนึ่งเรื่องบางอย่าง จากนั้นไม่คุยกันอีกเลย”
แพรวสบตาอยู่นานก่อนทิ้งตัวลงนอน “บางที… เรื่องเก่าอาจกลับมาทำร้ายได้ ไม่ใช่แค่กับคนที่หายไป”
รุ่งขึ้นในโถงอาหารเช้า เติ้ลกระซิบ “เมื่อคืนฉันเห็นแสงแปร่ง ๆ ตรงหน้าต่างห้อง 210 ด้วย”
“อย่าเพ้อเจ้อน่า” แพรวพยายามกลบเกลื่อนแต่แววตาเองก็ไม่มั่นใจ อัยย์นิ่ง ฟังสองข้างเสียงของเพื่อนที่เปลี่ยนเป็นเสียงสูงด้วยความกลัว
ขณะนั้น มีเสียงแปลก ๆ เหมือนท่องบทสวดลอยมาจากห้องใต้บันได วารินเดินผ่าน รีบกดโทรศัพท์แล้วพูดเบา ๆ “อย่าปล่อยให้ใครเข้าไปในห้องนั่น”
อัยย์และแพรมองหน้ากัน แววตาซ่อนคำถามมากมาย เติ้ลหยิบโทรศัพท์ขึ้นแอบอัดเสียงไว้โดยไม่พูดอะไร
วันถัดมา การสืบถามชักนำไปพบกับรุ่นพี่ชื่อหนึ่ง นักศึกษาปีสามผู้เคยสนิทกับนิโลบล เขายอมรับว่าในอดีตมีการเล่นผีถ้วยแก้วในหอพักช่วงปิดเทอม แต่ไม่มีใครกล้ายอมรับว่าเกิดอะไรขึ้นจริง “คืนสุดท้ายก่อนเปิดเทอม นิโลบลเหมือนเห็นอะไรผิดปกติ… หลังจากนั้น เขาเงียบไปเลย”
การสนทนาจบลงด้วยความอึดอัด อัยย์ใจสั่น ย้ำกับตัวเองว่าจะไม่ปล่อยให้เพื่อนหายไปโดยไร้ร่องรอย
คืนนั้นเสียงประหลาดดังรบกวนอีกครั้ง — เสียงเหมือนเล็บขูดกระจกแทรกซึมผ่านผนัง อัยย์ลืมตากว้าง ไม่กล้าแม้แต่ลุกขึ้น ตาของเธอเหลือบมองสมุดที่มุมโต๊ะ เธอลุกไปเปิดอ่านอย่างช้า ๆ
หน้าแรกเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนแปลก ๆ — ถ้อยคำที่ไม่ตรงกับลายมือของนิโลบล “ช่วยด้วย… เขาเฝ้าดูอยู่”
ขณะอัยย์อ่าน พลันรู้สึกเหมือนมีเงามืดยืนเฝ้าด้านนอกหน้าต่าง เธอหันขวับแต่ไม่มีสิ่งใด ปล่อยให้ความกลัวกัดกินจนขดตัวกับที่นอน
วันต่อมา ในห้องเรียน อัยย์เอาเรื่องสมุดเล่ากับแพรวและเติ้ล เสียงเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน “ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นิโลบลต้องทิ้งอะไรไว้ให้เรา”
เติ้ลหน้าเครียด แพรวยันหัว “จะทำยังไง?”
“คืนนี้… เราไปห้อง 210 กันสามคน ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” อัยย์ประกาศด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เติ้ลส่ายหน้า “ฉันกลัว”
“ฉันก็กลัว แต่ฉันไม่อยากให้เพื่อนต้องเป็นแบบนิโลบลอีก” อัยย์เสียงแข็งขึ้น มองทั้งสองตาแดง ๆ
คืนนั้นทั้งสามย่องเข้าไปห้อง 210 พร้อมไฟฉายและโทรศัพท์ เติ้ลมือสั่นจนเสียงกดปุ่มดังคลิก ๆ ขณะที่นั่งขดในมุมห้อง อัยย์ปลดสมุดออกจากกระเป๋า ทาบลงบนตู้กระจก รอยขีดนั้นกลับตรงกับถ้อยคำในสมุด
ประตูห้องดังเอี๊ยด แพรวสะดุ้ง “ใครเปิดประตู…”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกใจ เงาดำเคลื่อนตัวผ่านผนังไปอย่างรวดเร็ว เหมือนสลายเป็นละอองหมอก จังหวะนั้นสมุดพลิกเอง เปิดไปที่หน้าสุดท้าย หน้าเปล่าที่มีเพียงประโยคเดียว “ฉันอยู่ข้างหลัง”
แพรวรีบมองข้างหลังแล้วร้องเสียงหลง — ไม่มีอะไรนอกจากแสงไฟสลัว แต่ประตูห้องปิดดังปังและล็อกตัวเอง ทุกคนรีบวิ่งไปที่ประตู อัยย์พยายามหมุนลูกบิด ใจเต้นแรง หัวใจแทบหลุดออกจากอก
วารินปรากฏตัวพร้อมแสงไฟฉาย ฉายเข้ามาในห้อง เห็นทุกคนอัดแน่นกันอยู่ตรงมุม “ออกมาทำอะไรกันดึก ๆ!”
แพรวหอบ “ขอโทษค่ะ… เราแค่… มีเรื่องจะพิสูจน์…”
วารินจ้องตา เห็นแววกลัวในสายตาทั้งสามคน เธอนิ่งนานก่อนพูดเบา ๆ “ออกมาก่อน เดี๋ยวค่อยเล่า… ที่นี่ไม่น่าอยู่ดึก รู้มั้ย?”
เมื่อออกมานอกห้อง อัยย์สบตากับวาริน เห็นว่าสีหน้าและท่าทางของรุ่นพี่เต็มไปด้วยบางอย่างที่สั่งสมมาแรมปี “พี่วาริน… เรื่องที่นิโลบลหายไป พี่รู้ใช่ไหม?”
วารินกัดฟัน พูดเสียงแหบ “มันมีบางสิ่งในหอพักนี้ จริง ๆ… เรื่องระหว่างพวกพี่เคว้งขุนและกลุ่มเพื่อนเมื่อสามปีก่อน… เราเล่นกับของ… แล้วมีคนหายไปหนึ่งคน ทุกปีจะมีคนหนึ่งหายไป มันหยุดไม่ได้” เธอสั่น ยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
อัยย์ทรุดนั่งกับพื้น ความรู้สึกผิดท่วมหัว ความสัมพันธ์กับนิโลบลที่ขาดกลางกลับมาตอกย้ำ “เราหยุดมันไม่ได้เหรอ?”
วารินส่ายหน้า “ไม่รู้… ทุกปีต้องมีคนที่เกี่ยวข้องกับของสิ้นสูญอย่างไม่มีร่องรอย”
คืนนั้นอัยย์นั่งอยู่คนเดียว นึกทบทวนอดีต รู้ตัวว่าตัวเองคือคนที่ดันนิโลบลไปเล่นพิธีกรรมเมื่อปีก่อน จากความดื้อดึงของตนเอง วันนี้ความกลัวไม่ได้อยู่แค่ภายนอก มันสุมในอกจนเธอกล้าเผชิญกับมัน
รุ่งขึ้น เธอเดินไปยังห้องใต้บันไดตามเสียงสวดที่เคยได้ยิน พบพระเครื่องและเศษเทียนหลอมละลายบนโต๊ะ ตัวอักษรภาษาแปลก ๆ ฉายชัดบนกำแพง เธอลังเลครู่ใหญ่ ก่อนหยิบสมุดนิโลบลวางลงบนแท่น
เติ้ลกับแพรวตามมา “แกจะทำอะไร?”
“พอกันที ฉันขอโทษ… ฉันยอมรับผิดกับสิ่งที่เคยทำให้เพื่อนต้องหายไป ต่อหน้าสิ่งนั้น” อัยย์เสียงสั่น
ห้องนั้นเงียบกริบ อากาศเหนียวหนึบ เงามืดหนักขึ้นเหมือนบีบลมหายใจ ทันใดแสงไฟกะพริบ เหมือนมีเงาซ้อนสามายืนอยู่หลังอัยย์ เสียงกระซิบเย็นเยือกตามมา “เราจะปล่อยเขาออกจากที่นี่ไหม?”
อัยย์หลับตาน้ำตาไหล “ฉันยอมขอให้เอาฉันไปแทน เขาไม่ควรหายไปเพราะความผิดของฉัน!”
เงามืดคลายตัว แสงไฟในห้องเปลี่ยนเป็นสีขาวนวล เสียงลมหายใจกลับมา เทียนดับเงียบ…สมุดว่างเปล่าถูกลมพัดปลิวลงพื้น
เมื่อทุกคนลืมตา พบว่านิโลบลยืนอยู่ที่หน้าห้องใต้บันได สีหน้ามึนงง น้ำตาคลอ อัยย์โผเข้ากอด
แพรวร้องไห้ เติ้ลยิ้มทั้งน้ำตา ทุกคนกอดกันแน่น เบื้องนอกแสงเช้าส่องผ่านหน้าต่าง ผ้าม่านสีขาวปลิวไสว ภาพสุดท้ายคืออัยย์ยืนประคองนิโลบล หันหลังให้หอพัก เงาดำซึมช้า ๆ จากใต้บันได อัยย์หันไปสบตาเงานั้น รับรู้ว่าความผิดพลาดและการให้อภัยได้นำมาซึ่งจุดจบของคำสาปและการเริ่มต้นใหม่ให้กับทุกคน