แผ่นฟ้าทมิฬ
หมู่บ้านสุมนอิงไหล่เขาสูงในเหนือลึก มวลหมอกคลุมเส้นทางกรวดเส้นเดียวสู่โลกภายนอก ช่วงต้นฤดูหนาว อากาศขมเย็นและแสงขมุกขมัว นักเรียนมัธยมสามคน—เมษา ปาล์ม และวิโรจน์—เดินเลาะทางเดิน “ทำไมเงียบแบบนี้วะ?” วิโรจน์งับเสียง อึดอัดแปลกหู ปาล์มหรี่ตา “เงียบเกินไป…”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไฟในหมู่บ้านดับวูบ เสียงกรีดร้องขาดห้วง สะท้อนก้องในหุบเขาจนนกเหยี่ยวตื่นพรึง เด็กทั้งสามเงื้อถุงหนังสือแน่น รีบวิ่งกลับบ้าน “มันคืออะไร!” ปาล์มพยายามกลั้นน้ำตา เมษาตะโกน “ทางนี้!”
บ้านแต่ละหลังปิดเงียบ ไฟฉายมือถือของวิโรจน์ส่องทาง ฝีเท้าวิ่งอ้าวในทางเปียกหมอก เมษาจูงพาเพื่อนหลบเข้าศาลา ใกล้ศูนย์รวมหมู่บ้าน “มีอะไรในหมอก” เธอพึมพำ
เสียงครวญครางใกล้ขึ้น ก่อนมีร่างสูงใหญ่ เดินโซเซเข้ามา ปานกลางคือแม่ของเมษา เต็มไปด้วยโคลนกับรอยขีดข่วน ร่างนั้นหอบหอบ ขวัญเสีย “ในป่า…อย่าเข้าไป…”
คืนนั้น เมษานอนไม่หลับ อีกมุมที่มืดในห้อง เธอลุกขึ้นแง้มม่าน พบแม่นั่งกอดเข่า น้ำตาเปรอะเสื้อนอก “แม่คะ มันเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน?”
แม่เบี่ยงหน้า เบิกตากลม “ถ้าแกได้ยินเสียงร้อง อย่าออกไป”
รุ่งเช้า หมู่บ้านปั่นป่วน ชาวบ้านลือกันว่ามีนักท่องเที่ยวสาวหายไปในป่า ตำรวจมาถึงกลางสี่แยกในหมู่บ้าน ประชุมรวบรวมหัวหน้าหมู่บ้าน ปาล์มกระซิบกับเมษา “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกใช่ไหม?”
วิโรจน์ถอนใจยาว “ตอนเด็กฉันก็เคยได้ยินเสียงนั่น แม่ก็พูดแบบนี้”
ครูใหญ่โรงเรียนมาพร้อมข่าวร้าย “ใครเห็นรอยเท้าแปลก ๆ บ้าง?” เงียบทั้งห้องเรียน เมษาสบตาเพื่อนอย่างไม่มั่นใจ
คืนนั้น เมษาฝันร้าย เห็นร่างในม่านหมอกกระซิบเรียก เธอตื่นตกใจ เหงื่อท่วมตัว โทรหาเพื่อน “พรุ่งนี้เราต้องไปดูเอง”
วิโรจน์ปาดผม “ฉันไม่ไป แม่ขอ…แต่ถ้ายืนยัน ฉันคงห้ามไม่ได้”
วันใหม่ ปาล์ม เมษา วิโรจน์ เดินลึกเข้าป่า รอยเท้าในโคลนพาไปจนถึงแม่น้ำสีเขียวทั้งสาย “เคยมีใครพูดเรื่องคำสาปบนเขานี่ไหม?” ปาล์มถามเสียงแผ่ว
วิโรจน์เหลือบตา “ตายายบอกว่ามี ผีเฝ้ายอดเขา เก็บคนที่ล่วงล้ำ”
เสียงบางอย่างแล่นผ่านพุ่ม เมษาหัน พบเงาร่างหญิงสาวเดินตรงเข้าทางหมอก “เฮ้ เดี๋ยวสิ!” เธอวิ่งตาม ปาล์มลังเล “อย่าไป!” แต่เธอไม่หยุด
ในพุ่มไม้ลึก เงาหญิงหายวับ รอยเท้าหนักเหยียบดินเหลว หยาดน้ำเย็นเกาะแก้ม ภาพที่เห็นคือแผ่นหินโบราณเต็มไปด้วยอักขระลบเลือน
“นี่มันอะไร…” เมษาเอื้อมมือสัมผัส แผ่นหินสั่นแรง เสียงลมหมุนวนรอบตัว “กลับไป!”
ปาล์มกระชากแขนเธอออก วิโรจน์มองไปรอบ ๆ “รอบนี้ไม่ใช่แค่ข่าวลือแล้ว เมษา”
คืนนั้น แม่ของเมษากอดลูกแน่นกว่าเดิม “ลูกอย่าทำตามเสียงที่ได้ยินนะ” เมษาถามย้ำ “แม่ ที่เขาว่าคำสาปจริงหรือเปล่า?” แม่สะอื้น พึมพำในคอ
วันรุ่งขึ้น นักท่องเที่ยวอีกคนหายไปอีก ตำรวจเริ่มกระวนกระวาย เมษาลังเล ถกเถียงกับเพื่อน “ถ้าเราไม่ช่วย ไม่มีใครกล้าเข้าไปหรอกนะ”
ปาล์มมองเพื่อน น้ำเสียงแน่วแน่ “เราช่วยได้แค่ไหนกัน?” วิโรจน์ก้มหน้า “ฉันกลัวเว้ย เมษา มันเกินกว่าเด็กอย่างเราแล้ว”
บนเขาตอนค่ำ สามคนกลับมาแผ่นหิน เมษาเอ่ยขอโทษต่อบางสิ่งในอากาศ “ขอให้ปล่อยทุกคน” ลมแรงฉีกเศษใบไม้ปลิว ร่างใครบางคนปรากฏชั่วแล่นก่อนหายไปในหมอก
ความเงียบเก็บงำหมู่บ้านอีกครั้ง เมษาเดินคนเดียวในหมอก สีหน้าตึงเครียด เธอหยิบสมุดบันทึกพ่อที่เสียไปนานแล้ว พลิกดูร่องรอยสัญลักษณ์บนหิน
เสียงประตูห้องเปิดดังเอี๊ยด แม่ยืนอยู่เงียบ ๆ “พ่อของหนู…ก็เคยหายไปในป่าครั้งหนึ่ง” เมษานิ่ง “แต่ว่ากลับมาไม่ได้ใช่ไหมคะ?” แม่หลบตา
โรงเรียนถูกปิดเนื่องจากความปลอดภัย เพื่อนบ้านเริ่มถกเถียงและสงสัยกันเอง บางคนโยนข้อกล่าวหา บ้างเสนอว่าควรสั่งปิดป่า วิโรจน์ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ เพราะแม่ของเขาคือคนประถมที่เคยรอดกลับมา ปาล์มเถียงข้อกล่าวหานั้น “อย่ายัดเยียดอะไรง่าย ๆ นะครับ”
คืนใหม่ เมษาเดินตรวจตรารอบบ้าน เห็นเงาดำป้วนเปี้ยนท้ายสวน เธอตาม จนเจอชายสูงวัยสายตาหวาดระแวง “เด็กน้อย ที่จะรู้ มันมีอะไรซ่อนอยู่ใต้ดินบนเขา”
เมษาได้สมุดบันทึกลึกลับจากชายคนนั้น บ่งบอกถึงตำนานผูกพันกับแผ่นหิน สำนักบูชาลึกลับในอดีต และร่างสังเวยที่เคยมี
กลางดึก เกิดเสียงระเบิด ฝุ่นฟุ้งกลางลานเหนือหมู่บ้าน เหล่าผู้ใหญ่รีบกรูขึ้นหาแหล่งเสียง พบปากอุโมงค์โบราณเปิดโล่งในเนินเขา
ความกลัวเริ่มแตกยอด “พรุ่งนี้ผู้ใหญ่ว่าจะตัดสินใจ เชิญหมอผีมาทำพิธี?” ปาล์มกระซิบกับเมษา น้ำเสียงตื่นตระหนก “เราไปเองนะ ไม่มีใครฟังเด็กหรอก” วิโรจน์เหงื่อตกแต่พยักหน้า “งั้นคืนนี้ ไปกัน”
ภายในอุโมงค์ มืดสนิท สามคนใช้ไฟฉายส่อง พบหินโบราณเลียบผนัง อากาศเย็นยะเยือก สัญลักษณ์โบราณตรงกับที่เคยพบ
เสียงสายลมปะทะฝาผนัง อะไรบางอย่างสะท้อนกลับมา คล้ายเสียงหายใจขาดห้วง เมษาถือสมุดพ่อ ลากลายเส้นสัมผัสผนังเงียบ ๆ “นี่คือสัญลักษณ์เพื่อกักบางอย่าง…ไม่ใช่เพื่อขอพร”
เสียงสะอื้นจากภายในอุโมงค์ เด็กทั้งสามสบตากัน ปาล์มกลืนน้ำลาย “มัน…ร้องเพราะอยากให้ปล่อยหรืออยากให้ตาม?” เมษาสบสายตาเศร้า “บางทีอาจไม่มีใครได้เป็นอิสระเลยก็ได้”
จู่ ๆ มีเงาดำปรากฏรวดเร็วกว่าที่คิด ร่างนั้นแฝงในผนังหมอก ก่อนแยกออกเป็นร่างหญิงสาวอาภรณ์ขาดวิ่น เด็กทั้งสามแตกตื่นถอยหลัง “ขอโทษ…อย่าเอาฉันคืนไป” ร่างนั้นกล่าวเสียงพร่า
เมษาวางสมุดบันทึกลงบนแท่นหิน “ถ้าเธออยากให้เรื่องจบ แค่หยุดเอาคนไปก็พอ” เงาสีดำสั่นไหว “อยู่คนเดียว…มันเจ็บ”
วิโรจน์ลน “เราช่วยไม่ได้หรอก!” เมษาสั่นเสียง “แต่ถ้าเธอยอมปล่อย เราจะไม่ลืมเธอ”
จู่ ๆ อากาศเงียบงัน ร่างหญิงจางหายไปทีละน้อย เผลอมีหยดน้ำตาไหลลงแก้มเมษา ปาล์มโอบไหล่เพื่อน
รุ่งสาง ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมาเจอเด็กทั้งสามนั่งอยู่หน้าปากอุโมงค์สีหน้าซึมเศร้า พวกเขาไม่พูดอะไร
จากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครหายตัวอีก หมู่บ้านเงียบลง ทุกคนแปลกใจแต่ไม่กล้าถามความจริง เมษาเริ่มเขียนเรื่องราวในสมุดบันทึกของพ่อ “เราทุกคนต่างมีเงาที่กักเก็บไว้ หากเราไม่พูดถึงมัน เงาก็อยู่ไปเรื่อย ๆ”
ปาล์มหยิบรูปถ่ายกลุ่มในวันปฐมฤกษ์ขึ้นมาดู เงาของหญิงสาวจาง ๆ ปรากฏตรงมุมภาพพอดี วิโรจน์เดินเข้ามา ไม่พูดอะไร ต่างคนต่างยิ้มเศร้า ๆ ให้กัน
ลมหวนอ่อน ๆ ผ่านยอดเขา เมษายืนมองสายหมอก หมู่บ้านข้างล่างเล็กและเงียบ เธอปิดสมุดช้า ๆ ยิ้มอ่อน “เรากลัวเงามากกว่าความจริงเสมอ”
เธอยืนอยู่อย่างนั้น ฟ้ายังมืดครึ้มแต่ตาเธอแจ่มชัดกว่าที่เคย เหนือยอดเขานั้น ไม่มีใครได้ลืม ไม่เคยมีใครล้ำเส้นเดิมอีก