เงาใต้หิมะ
เสียงหวีดลมพัดเฉียดระฆังทองเหลืองหน้าประตูบ้านอคิรา ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าขาวโพลนด้วยหิมะใหม่ กลิ่นไอดินชื้นผสมกลิ่นไม้เก่า โอมากิพยายามจุดไฟด้วยไม้ขีดแต่เปลวไฟสั่นไหวจนแทบมองไม่เห็นแสง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อคิรา นายจะออกไปจริงเหรอคืนนี้?” โอมากิถาม ฝ่ามือเย็นเฉียบเน้นน้ำเสียง
อคิราหันกลับ ดวงตาเว้าวอนแต่ดื้อรั้น เขากัดกรามแน่น “ถ้าไม่ออกไป เราจะไม่เจออะไรทั้งนั้น” เขาขยับผ้าพันคอสีเทาให้แน่นขึ้น ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดเมื่อเขาผลักออก
แสงไฟสลัวจากบ้านข้างเคียงทาบเงายาวบนทางเดินหิมะ โอมากิเบียดตัวติดเขา “เห็นเงาตะคุ่มบนนั้นมั้ย นายคิดว่าเป็นใคร?”
อคิรามองตาม ท่ามกลางฝูงต้นสนด้านหลัง ร่างสูงโปร่งในเสื้อคลุมดำหยุดยืนอยู่ ปราดเดียวเงานั้นกลับหายลับ โอมากิกระชับไฟฉายในมือสั่นน้อยๆ
“อาจจะเป็นเอซึ…เด็กใหม่คนนั้น” โอมากิพึมพำ
อคิราหันดวงตาไปมอง หิมะบดบังรอยเท้าจนเลือนราง เหลือเพียงเสียงหัวใจดังก้องในอก
“ยังไม่ใช่เวลา กลับเถอะนะ” โอมากิว่าผ่านเสียงลมหายใจ อคิราส่ายหน้า
กลางหมู่บ้านหิมะ พ่อค้าเก่ากำลังขนไม้ฟืนขึ้นเมรุเผาศพ เงาไม้เตาแตะแสงจันทร์ จังหวะเท้าอคิราและโอมากิจมหายไปกับหิมะ ทุกเคหะปิดเงียบราวเกรงกลัวอะไรบางอย่าง
อคิราเคาะประตูบ้านป้าที่เขาอาศัยอยู่ สตรีวัยกลางคนเดินออกมาในผ้าคลุมหนา ท่าทางบึ้งตึง “ออกไปที่ไหนกันฮะ กลางคืนอันตราย เมื่อคืนก็มีเด็กหายไปอีกแล้ว!”
“ผมแค่…ออกไปดูรอบ ๆ ครับ” อคิราพยายามไม่สบตา
ป้าส่ายหน้ารัว “ระวังตัว อย่าไว้ใจใคร ทั้งเงาในหิมะก็อันตราย!”
ขณะแว่วเสียงหญิงชรา อคิราชะงัก เหลียวหลัง เห็นหน้าต่างบ้านตรงข้าม เงาเล็ก ๆ วิ่งวูบผ่านม่านไฟ
โอมากิขยับเข้ามากระซิบ “ถ้านายเจออะไร อย่าคิดคนเดียว…ฉันอยู่ด้วยเสมอ” นัยน์ตาเธอวาบไหวเหมือนซ่อนอะไรไว้
อคิราก้มหน้ารับคำ นึกถึงร่างเด็กที่หายไปจากงานเทศกาลเมื่อปีก่อน เขายังรู้สึกผิดทุกครั้งที่คิดว่า อาจเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่ได้ช่วยเหลือทันเวลา
เสียงร้องแปลกประหลาดกลางป่าเย็นยะเยือก ฉุดใจให้ทั้งสองหยุดฟัง โอมากิกำเสื้ออคิราแน่น เงาตะคุ่มเริ่มเคลื่อนไปสู่ลานบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้าน
อคิราตัดสินใจวิ่งตาม ร่างเล็กของเอซึโผล่จากหลังต้นสน ดวงตากลมโตของเด็กชายเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“อย่า! อย่าตามมา!” เอซึร้องเป็นภาษาที่ไม่ชัด ก่อนจะวิ่งหนีหายเข้าเงาไม้
โอมากิกอดอกสะท้านใจ “นายคิดว่าเอซึเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปหรือเปล่า?”
อคิราไม่ได้ตอบ แต่รู้ดีว่าคำถามในใจมีมากกว่าคำอธิบาย เขายังกลัวว่าจะค้นพบความจริงที่น่ากลัวกว่าทุกสิ่ง…
คืนนั้นหิมะตกหนักขึ้น อคิราคลานขึ้นเตียงในห้องไม้เก่า เสียงหยาดหิมะเคาะหน้าต่างดังสม่ำเสมอ เขาฝันถึงมือเย็นเฉียบที่จูงเขาเข้าไปในหลุมดำ ทันใด สะดุ้งตื่นเมื่อลมกระแทกกระจก ภาพเงาดำเคลื่อนไหวสวนทางกับแสงจันทร์หน้าบ้าน
รุ่งเช้าเด็กนักเรียนทั้งโรงเรียนเล็ก ๆ รวมตัวที่ลานน้ำแข็ง คุณครูกระซิบปรึกษากับเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ ทุกคนพูดกันเงียบ ๆ เรื่องเด็กที่หายไป โอมากินั่งข้าง ๆ แกล้งยิ้มแต่ตาแดงก่ำ
“ฉันแอบได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน เด็กที่หายไปตอนกลางคืนเหมือนจะเห็นอะไรในป่า…เขาพูดถึง ‘เงาในหิมะ'” โอมากิเบาเสียง
อคิราสะดุ้ง “เงาแบบไหน นายเชื่อไหมว่าของแบบนั้นมีจริง?”
โอมากิกลืนน้ำลาย “ไม่รู้สิ…แต่พ่อฉันก็เคยหายไปกลางหิมะ ไม่มีใครเจออีกเลย”
อคิราโน้มตัวชิดลงไปกระซิบ “คืนนี้…เราแอบไปดูที่บ่อน้ำหลังหมู่บ้านดีไหม?”
โอมากิพยักหน้า ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความกลัวและความอยากรู้ประสมกัน
เมื่อลงตัวกันแล้ว อคิราก็เริ่มสอบถามคนในหมู่บ้านทีละคน บางคนเลี่ยงคำตอบ บางคนมองเขาด้วยสายตาระแวง ป้าของเขาก็ตะคอกไล่เขากลับห้องพร้อมประโยคเดิม ๆ “อย่ายุ่งเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่!”
ขณะเดินผ่านลานน้ำแข็ง เอซึเด็กใหม่ยืนอยู่เงียบ ๆ ขอบตาช้ำ เสื้อขาดรุ่งริ่ง อคิราสบตาแล้วเริ่มเดินเข้าไปหาช้า ๆ
“ที่นี่…มีปีศาจจริง ๆ หรือ?” เอซึเอ่ยเสียงสั้น อคิราอึ้ง
โอมากิเข้ามาหยุดข้าง ๆ เอซึหันมองอย่างหวาด ๆ “คืนก่อน ฉันเห็นเงาดำเข้าบ้านคน…แล้วเสียงในหัวมันสั่งว่า ‘หนี'”
โอมากิจ้องตาเขา “แล้วนายทำอะไร?”
เอซึปิดปาก เงียบงันไปยาวนาน ราวกับลังเล ระหว่างบอกกับปกปิด
“ฉันวิ่งหนี…แต่คิดถึงน้องสาวที่เคยหายไปที่นี่เมื่อสิบปีก่อน”
อคิราตะลึง “งั้น…นายเกี่ยวข้องกับคนหาย?”
เอซึส่ายหน้า “ฉันแค่อยู่นี่เพราะอยากรู้ ว่าอะไรพาเขาไป”
เสียงระฆังในหมู่บ้านดังขึ้น สัญญาณเตือนภัยชั่วคราว ทุกคนต้องเข้าบ้านก่อนพระอาทิตย์ตก หมู่บ้านมีประกาศงดออกนอกบ้าน
คืนนั้นอคิรานอนไม่หลับ เขานั่งจ้องหน้ากระจก นัยน์ตาตัวเองสะท้อนภาพเงาดำผ่านไหล่ บรรยากาศในห้องเย็นจับใจ เสียงคนพูดเบา ๆ ด้านนอกหน้าต่างเหมือนเสียงกระซิบ
โอมากิเคาะประตู โผล่หน้าเข้ามา กระซิบเบา ๆ “ไปเลยไหม? ถ้ากลัวนายกลับบ้านได้นะ”
อคิราหายใจลึก “ไม่ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร”
พวกเขาแอบออกไปหลังหมู่บ้านเดินผ่านเสียงลมหนาวและต้นสนสูง พวกเขามาถึงบ่อน้ำโบราณซึ่งถูกปิดป้ายเตือนเอาไว้ โอมากิจ้องเชือกเก่าปูดด้วยน้ำแข็งและชี้ให้ดูรอยเท้าที่จมหายเข้าไปในเงาไม้
อคิราตัดสินใจปีนป่ายขึ้นขอบบ่อน้ำ มือเกาะขอบน้ำแข็ง ฟันกระทบกันด้วยความหนาว เขาเพ่งมองลงไปในบ่อ เงาทะมึนกำลังสั่นไหวบนพื้นน้ำลึกก่อนจางหาย
โอมากิดึงแขนเขา “กลับเถอะ ฉันรู้สึกแปลก ๆ…นายไม่ได้กลัวแค่เงา นายกลัวเรื่องในใจใช่ไหม?” เสียงเธอสั่นเคล้าลมหายใจ
อคิราเงียบ ไม่กล้าตอบ เขากลัวจะเผชิญกับความผิดเก่า ๆ ที่ไม่เคยให้อภัยตัวเอง
ขณะเดินกลับบ้าน อคิราได้ยินเสียงกรีดร้องก้องกลางลานหมู่บ้าน ทุกคนตื่นหวาดตกใจ โอมากิบีบมือเขาแน่น “ถ้ามันคือความผิดของเราจะทำยังไง?”
อคิราเบือนหน้าไปสบตาเธอ พลางเอ่ยเสียงสั่น “ฉันไม่แน่ใจ แต่เราจะไม่มีวันทิ้งกันอีก”
รุ่งเช้าฟ้ามืดครึ้ม เมืองตกอยู่ในความเงียบ ทุกบ้านล็อกประตูแน่น เทียนจุดทั่ววินาทีแห่งความหวาดหวั่น อคิราเห็นป้ากับแม่โอมากิโต้เถียงกันเรื่องข่าวลือคนทรยศในหมู่บ้าน
อคิราเข้าไปหาเอซึที่มุมห้องของโรงเรียน เอซึยัดสมุดจดบันทึกใส่มืออคิรา เงยหน้าช้า ๆ “นายจะเชื่อฉันไหมถ้าฉันบอกว่าเงานั้น…คือสิ่งที่พ่อแม่แต่ละคนซ่อนเอาไว้ ไม่เคยให้อภัยกันจริง ๆ”
อคิรากำสมุด แม้ใจสั่นแต่ต้องการค้นหาความจริงมากกว่าเดิม
โอมากิแอบอ่านสมุดไปพร้อมกัน พบหน้ากระดาษเต็มไปด้วยชื่อคนและวันที่เด็กหายตัว ทุกกรณีเกิดคืนพระจันทร์เต็มดวง
คืนนั้น อคิราและโอมากิเดินฝ่าหิมะไปยังบ้านร้างหลังสุด เสียงไขกุญแจโซ่โลหะดังกรอบแกรบ บานประตูเปิดออกพร้อมกลิ่นไม้เน่าคลุ้ง
บนผนังเต็มไปด้วยภาพวาดเด็กและเงาดำข้าง ๆ ที่ไม่มีหน้า โอมากิก้มลงเก็บตุ๊กตาผ้าขาดวิ่นจากพื้น
“เด็กพวกนี้….เหมือนที่ฉันเคยเห็นในฝัน” เธอกระซิบ
ขณะที่อคิราเกือบสะดุดกับกระถางน้ำมนต์ เขาหยิบมันขึ้นมา กลิ่นน้ำแห้งเกาะอยู่ในความเยียบเย็น จู่ๆ ประตูบ้านปิดเองเสียงดัง เงามืดจากมุมห้องค่อย ๆ ขยายตัวคลานเข้าหาอคิรา
อคิรากลั้นหายใจ มือกำกระถางแน่น “ถ้านี่คือผลของความผิด ฉันขอรับไว้เอง!”
ทันใดนั้น เอซึโผล่มาขวางหน้า แสงไฟฉายวาบ โอมากิดึงแขนอคิราออกมาได้ทัน
“นาย…ไม่ต้องเสียสละคนเดียว ความผิดเป็นของทุกคนทั้งหมู่บ้าน!” โอมากิร้องไห้พร้อมกระโจนอ้อมแขนอคิรา
ขณะที่ทั้งสามคนล้มลงบนพื้นหิมะ ด้านนอกบ้านร้าง เงาทะมึนจางลงเหลือแค่ลมหายใจพวกเขาที่ผสมปนกับไออุ่นแห่งมิตรภาพ
รุ่งเช้า ประชุมหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ทุกคนรวมตัวกันหน้าบ่อน้ำโบราณ อคิราก้าวออกมาข้างหน้า ถ่ายทอดเรื่องเด็กหาย คำสาป และความผิดเก่าของแต่ละครอบครัว เขาขอให้ทุกคนออกมายอมรับความผิดและให้อภัยกัน
ป้าของเขาถึงกับร้องไห้ เผยความลับเก่าๆ ที่เคยปกปิดไว้ โอมากิกอดแม่แน่น เอซึยื่นมือจับแขนอคิรา
เมื่อหญิงชราคนหนึ่งร้องไห้รับสารภาพเรื่องหลานสาวที่เคยทำผิดมหันต์แล้วปิดบังสังคม หิมะเริ่มโปรยเบาลง แสงแดดยามสายลอดผ่านก้อนเมฆ
อคิราช่วยเพื่อน ๆ และผู้ใหญ่ซ่อมประตูหน้าบ้านเหมือนเปิดรับความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้าน
คืนนั้น หมู่บ้านบานะกาสงบ อคิรายิ้มในความเงียบงัน โอมากินั่งข้างข้างถือเทียนที่ยังไม่ดับ เอซึวางสมุดจดบันทึกคืนนั้นลงบนโต๊ะ ทุกคนมองไปยังหิมะที่ปกคลุมโดยไม่มีความกลัว มีเพียงแสงไฟอุ่นที่เปล่งประกายในดวงตา
อคิราหายใจลึก เขารู้ดีว่าเงาที่แท้จริงไม่มีในหิมะ มีเพียงในใจซึ่งสุดท้าย ก็พร้อมยอมรับความผิดเพื่อสร้างชีวิตใหม่