รอยเงาในตึกเก่า
ลมเย็นพัดลอดหน้าต่างแตกในห้องโถงตึกคณะเก่าที่เกือบถูกลืม ยอดยืนลังเลอยู่หน้าประตูสีถลอกพร้อมกลิ่นชื้นของไม้เก่าตีจมูก เขาหันไปมองกลุ่มเพื่อนที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ข้างหลัง—ออย สาวที่กล้ากว่าคำพูด, นัท เด็กหนุ่มเงียบขรึมผู้ไม่ค่อยสบตาใคร, และจ๋า ผู้มีรอยแผลเป็นตรงข้อมือที่ไม่เคยพูดถึง ตึกนี้ว่ากันว่าเป็นเขตต้องห้ามของมหาวิทยาลัย แต่ไหนเลยเรื่องราวผีๆ จะหยุดการหาข้อมูลวิจัยได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เข้าไปเลยไหมวะ” ออยถามเสียงเบา ลมหายใจหลุดเป็นไอเย็นทันทีที่พูดจบ
ยอดพยักหน้าแม้จะลังเล พวกเขาจำเป็นต้องทำโครงการจบให้เสร็จ และข้อมูลประวัติตึกนี้คือหัวใจสำคัญ มีข่าวลือเรื่องนักศึกษาหายตัวไปเมื่อหลายสิบปีก่อนที่นี่ แต่เอกสารจริงกลับไม่มีใครแตะต้อง
ประตูไม้ครางเสียงเบาเมื่อยอดดันเข้า แสงไฟฉายสาดไปตามผนังลอกลาย เห็นป้ายคณะเดิมที่ตัวอักษรหลุดร่วงไปครึ่งหนึ่ง ออยเดินนำหน้าก้าวฉับ ๆ “เออ ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก” เธอว่า แต่น้ำเสียงฟังดูฝืน
เสียงขีดข่วนบางอย่างดังขึ้นที่มุมมืด นัทหยุดชะงักทันที “ได้ยินไหม” เขากระซิบ ทุกคนก้าวช้าลง เงียบกริบ มีเพียงเสียงรองเท้าย่ำบนเศษกระเบื้องและลมหายใจตัวเอง
จ๋ามองไปรอบ ๆ ดวงตาสั่นไหว “เราจะเจออะไรจริง ๆ เหรอ” เธอถามเหมือนไม่ต้องการคำตอบ
พวกเขาเริ่มไล่เก็บภาพ เอกสาร และจดบันทึกข้อมูลในแต่ละห้อง ห้องหนึ่งถูกปิดตายด้วยโซ่สนิม ออยก้มลงดูช่องใต้ประตู เห็นแต่ความมืดลึก เธอเอะใจเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ข้างใน ยอดสังเกตเห็นรอยมือด่างดำบนผนัง
“ใครมันมาวาดเล่นแถวนี้วะ” ออยพูดพลางหัวเราะแห้ง ๆ แต่ยอดเห็นว่า รอยนั้นเหมือนรอยมือจริงๆ ที่พยายามขูดผนังออกมาจากด้านใน
นัทเปิดสมุดเก่าที่เจอในห้องสมุดคณะ ข้างในมีชื่อคนสี่คนถูกขีดฆ่าและวงกลมไว้ “ทำไมมีแต่ชื่อซ้ำกับพวกเรา…” เขาพึมพำ
จ๋าหลบสายตา เธอรู้สึกเย็นวูบที่ต้นคอ “หรือเราควรกลับกันก่อน…”
เสียงเอี๊ยดของประตูห้องข้างหลังดังขึ้นช้าๆ ทุกคนหันขวับไปพร้อมกัน ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่เงาดำแว่บหนึ่งเหมือนผ่านหลังประตูไป
ยอดเดินไปใกล้ ๆ แต่มือเย็นเฉียบ เขาเอื้อมเปิดประตู พบเพียงความว่างเปล่า แต่กลิ่นเหม็นสาบแรงขึ้นอย่างน่ากลัว
“รู้สึกเหมือนมีใครแอบมองอยู่เลยว่ะ” ออยพูดเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ
ทุกคนร่วมค้นหาข้อมูลต่อ เสียงแปลก ๆ ยังคงดังแว่วจากมุมต่าง ๆ เสียงลากเก้าอี้เบา ๆ ทั้งที่ไม่มีใครขยับเก้าอี้ เสียงหายใจในความมืด หรือเสียงกระซิบแผ่วเบาที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน
นัทหยุดนิ่งหน้ากระจกแตกในห้องน้ำ เห็นเงาตัวเองสะท้อนกลับมา แต่มีร่างอีกคนหนึ่งยืนซ้อนอยู่ข้างหลัง เขาหันขวับ ไม่พบใคร แต่รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมา
“พวกนาย ถ้าพบอะไรแปลก ๆ อย่าเพิ่งบอกกันนะ” จ๋าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลัวยิ่งกว่าเดิม
ออยหันไปมองจ๋า “ทำไมล่ะ? กลัวคนอื่นจะกลัวตามเหรอ?” จ๋าเงียบไปครู่หนึ่ง “กลัวมันจะจริง…”
ยอดเปิดแฟ้มเก่าพบภาพถ่ายขาวดำกลุ่มนักศึกษาที่ยืนอยู่หน้าอาคารนี้ มีบางคนในภาพหน้าซ้ำกับเขาและเพื่อน ๆ ราวกับว่าเป็นเงาสะท้อนในอดีต
เสียงเดินช้า ๆ จากชั้นบนดังลงมา ทุกคนหยุดนิ่ง ฟังเสียงฝีเท้าทีละก้าวบนไม้เก่าแก๊บ ๆ เงาแปลก ๆ ฉายผ่านราวบันไดเหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองอยู่
จู่ ๆ ไฟฉายของออยก็ดับลงกะทันหัน ทุกอย่างตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงจาง ๆ จากมือถือของนัทที่ส่องขึ้นมาเห็นฝุ่นคละคลุ้งกลางอากาศ
ในความเงียบที่อึดอัด นัทได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา “กลับไป… กลับไป…” เขาตั้งใจฟัง แต่เพื่อน ๆ ไม่ได้ยิน
ออยบ่น “เสียงอะไรอีกละวะ จะบ้าตาย” เธอส่องไฟไปที่ผนัง พบตัวหนังสือขูดด้วยเล็บเขียนว่า “อย่าเข้าไปชั้นสี่”
“เอาไง จะขึ้นไหม?” ยอดถามด้วยเสียงสั่น ออยกัดฟันพยักหน้า “ไม่ลองไม่รู้”
พวกเขาค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงไม้แตกลั่นไปทั่ว เงาสะท้อนประหลาดบนผนังเหมือนมีร่างคนเดินตามหลัง
ถึงชั้นสี่ ประตูหน้าห้องใหญ่อ้าแง้มเหมือนเชื้อเชิญ ออยดันประตูเข้าไปก่อนแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อพบโต๊ะเก่า ๆ วางเรียงกันเป็นวงกลม มีเศษผ้าเก่าและเทียนดำที่ดับไปแล้ววางอยู่ตรงกลาง
ยอดคว้าแฟ้มเอกสารจากพื้น เห็นรายชื่อคนที่ ‘หายตัวไป’ พร้อมวันที่ไม่ตรงกับเอกสารทางการ
จ๋านั่งลงข้าง ๆ วงเทียน นิ้วลูบไปบนพื้นไม้ ร่องรอยขีดข่วนเหมือนใครบางคนพยายามจะออกจากห้องนี้ เธอผงะเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับเศษเล็บที่ฝังอยู่ในร่องไม้
เสียงร้องไห้เบา ๆ ดังขึ้น ราวกับมาจากใต้พื้นไม้ ทุกคนขยับถอยหลังอย่างระแวดระวัง
“อยากรู้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น” นัทถามเบา ๆ ดวงตาเขาเริ่มแข็งกร้าว “ถ้าพวกเราหนีตอนนี้ พวกเราจะปลอดภัย หรือจะอยู่ในรายชื่อถัดไป?”
ออยสั่นศีรษะ “อย่าพูดแบบนั้น…” เสียงในลำคอสั่นเหมือนจะร้องไห้
ทันใดนั้นประตูปิดเองอย่างแรง เงามืดปกคลุมรอบห้อง เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่ภาษาไทยแต่คล้ายเสียงเก่าก่อนที่ฟังไม่รู้เรื่อง
ยอดรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาในอก เขาทรุดลงนั่งข้างเพื่อน ๆ มือสั่นจนถือไฟฉายไม่อยู่ แสงสลัวส่องไปที่รูปถ่ายบนโต๊ะ เห็นใบหน้ายิ้มที่บิดเบี้ยวของคนในอดีต
จ๋าเริ่มร้องไห้เบา ๆ “เราออกไปไม่ได้ใช่ไหม” เสียงเธอสั่นสะท้าน
นัทหันไปมองเพื่อน ๆ “ทุกคนเคยโกหกอะไรเกี่ยวกับที่นี่ไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ออยหลบตา “ฉัน…เคยเอากุญแจมาแอบเล่นตอนปีหนึ่ง แล้วทำหาย” เธอกลืนน้ำลาย “แล้วให้เพื่อนอีกคนรับผิดแทน เขา…เขาโดนพักการเรียน”
ยอดค่อย ๆ ยอมรับ “เราเคยปล่อยให้เพื่อนสมัยเด็กปีนเข้ามาเล่น แล้วเกิดอุบัติเหตุ เขาตกบันได แขนหัก เราไม่กล้าบอกใคร”
นัทก้มหน้า “ผมเคยเห็นเงาในกระจกเมื่อสองเดือนก่อน แต่ไม่กล้าบอกใคร…มันเหมือนคนกำลังขอให้ช่วย”
จ๋านิ่งเงียบ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ฉันเคยได้ยินเสียงร้องไห้คืนหนึ่ง แต่ไม่กล้าเข้าไปดู…ฉันกลัว”
เสียงในห้องเงียบลงชั่วครู่ ก่อนความเย็นยะเยือกจะปกคลุม เสียงฝีเท้ารอบห้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นขึ้น ราวกับมีใครกำลังเดินวนอยู่กลางวงเทียน
ไฟฉายสาดไปเห็นเงาดำไร้ใบหน้ากำลังยืนอยู่ตรงกลางห้อง ทุกคนแข็งค้าง เงานั้นค่อย ๆ ยื่นมือออกมา รอยเล็บขีดข่วนบนผนังสั่นไหว
ยอดกระซิบ “เราต้องขอโทษ…ขอโทษที่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้” เสียงเขาสะท้อนก้องไปทั่วห้อง
เงานั้นค่อย ๆ ละลายหายไปกับความมืด ทิ้งความเงียบไว้เบื้องหลัง
เสียงประตูเปิดออกอีกครั้ง พวกเขารีบวิ่งออกมาโดยไม่หันหลังกลับ เงาดำยังคงหลบอยู่ตามมุมมืด ทุกฝีก้าวเหมือนมีสายตาตามมอง
ออกจากตึกมาได้ ทุกคนหยุดหอบหายใจตรงสนามหญ้า จ๋าเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ถ้าเราไม่พูดถึงมัน…จะปลอดภัยใช่ไหม” ไม่มีใครตอบ
ออยมองย้อนกลับไปยังหน้าต่างชั้นสี่ เงาดำยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่เคยจากไป
เสียงกระซิบแผ่วเบายังคงดังตามมาในหู “กลับไป…กลับไป…” ไม่ว่าใครจะเดินออกจากตึกนี้ก็ตาม ความกลัวนั้นจะไม่มีวันสลายหายไป