เงาบ้านท้ายไร่
สายลมกรรโชกผ่านทุ่งข้าวแห้งแล้ง หมอกจางปกคลุมหมู่บ้านเล็ก ๆ ตะวันคล้อยต่ำกระทบหลังคาบ้านปูนขนาดกลางที่ตั้งเดี่ยวท้ายไร่ เวลานั้นใกล้ค่ำ อิฐวัยยี่สิบปลาย ๆ ลงจากรถสองแถว แบกเป้สัมภาระข้างหลัง เหงื่อซึมตามไรผม ขณะยืนมองประตูบ้านที่ปิดแน่น เสียงกาโหยหวนไกล ๆ ทำให้เขาเม้มปากแน่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาเดินไปยังประตูไม้เก่า ฝุ่นจับแน่น อิฐหยิบกุญแจที่เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง นิ้วมือสั่นน้อย ๆ เขาเสียบกุญแจแล้วหมุน พบว่าประตูเปิดออกอย่างง่ายดายกว่าเมื่อสิบปีก่อนที่เขาจากไป กลิ่นอับ สัมผัสได้ถึงความเย็นวูบหนึ่งที่แทรกผ่าน เขาก้าวเข้าไปในบ้านเงียบ ๆ หยาดเหงื่อเย็นบนต้นคอ
เสียงแผ่วเบาของไม้ลั่นกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้า ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีใครแตะต้องมานานมาก อิฐกวาดตามอง — โต๊ะกินข้าวยังอยู่ ผ้าม่านสีเข้มขาดรุ่ยยังหลงเหลือรอยน้ำตาไหลเปื้อนประตูรั้ว
“แม่…?” เขาเปล่งเสียงเรียกเบา ๆ แต่ก็เงียบสนิท
บ้านหลังนี้คือที่ที่แม่อิฐหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสิบปีก่อน ไม่มีใครในหมู่บ้านกล้าพูดถึง ไม่มีใครกล้ามาเยือนบ้านนี้อีก
เสียงหมาเห่าอยู่ไกล ๆ แล้วเงียบไป กาลเวลาหยุดนิ่งเหมือนทุกอย่างในบ้านนี้
อิฐเก็บของขึ้นห้องนอนชั้นบน ห้องที่เขาคิดถึงแต่กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาด ข้าวของเดิมยังอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างคือรอยลึกเป็นทางยาวที่ผนังข้างเตียง คล้ายถูกอะไรบางอย่างข่วน เศษสีขาวหลุดร่วงเป็นผง
เขาถอนหายใจ สายตามองรอบ ๆ ก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่าง หวังให้ลมเย็นไล่กลิ่นอับ แต่ลมกลับนิ่งสนิท ท้องฟ้าเริ่มมืด ห้องที่ควรปลอดภัยกลับดูน่าหวาดระแวงขึ้นทุกขณะ
กลางดึก อิฐนั่งอยู่บนเตียง ท่ามกลางความมืด เสียงแปลกประหลาดดังขึ้น ฟังเหมือนเสียงขูดกระจกแผ่ว ๆ จากห้องโถงข้างล่าง
“ใครอยู่ข้างล่าง?” เขาตะโกนถามด้วยเสียงสั่น เงียบ ไม่มีคำตอบ
หัวใจเริ่มเต้นแรง อิฐตัดสินใจลุกออกจากเตียง หยิบไฟฉายในกระเป๋า ก้าวช้า ๆ ลงบันได ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความลังเล
ในห้องโถงมีเพียงเงาจากต้นไม้ที่ปลิวไหวลอดผ่านหน้าต่าง เสียงขูดหายไป เหลือแค่เสียงลมหายใจของเขาเอง เขาทำท่าจะเดินกลับขึ้นห้อง แต่ทันใดนั้นสายตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่พื้น — รอยเท้าเล็ก ๆ เปื้อนโคลนลากยาวเข้ามาจากประตูหลังบ้าน
อิฐเดินตามรอยเท้าอย่างระแวดระวัง เมื่อไปถึงครัว รอยเท้าขาดหายหน้าประตูหลัง เขาลังเล มือสั่นขณะเอื้อมเปิดประตูออก
ความมืดขยายตัวรอบบ้าน เสียงกระซิบแผ่วเบา ลอยมากับสายลม “อย่าออกไป…” เสียงนั้นไม่ชัดเจนว่าเป็นผู้หญิงหรือเด็ก อิฐขนลุกซู่ เขาปิดประตูทันที พยายามทำใจให้สงบ
รุ่งเช้า อิฐออกไปที่ตลาดหมู่บ้าน หวังจะถามข่าวคราวแม่จากชาวบ้าน แต่ทุกคนหลบสายตา ไม่มีใครยอมพูดเรื่องบ้านท้ายไร่ เขาเดินไปที่ร้านของเก่า พบกับลุงเดช ชายชราผู้เคยเป็นเพื่อนบ้านใกล้บ้านแม่
“กลับมาทำไมอิฐ บ้านนั่น…มันไม่ควรอยู่คนเดียว” ลุงเดชพูดเบา ๆ ก่อนจะเงียบเหมือนนึกอะไรขึ้นมา
“แม่ผมหายไปไม่มีใครรู้ไหมครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”
ลุงเดชมองออกไปนอกหน้าต่าง “บางอย่าง…มันไม่ควรถาม บางอย่างปล่อยให้มันจบไป”
อิฐรู้สึกอึดอัดกับคำตอบ เขากลับบ้าน ขณะเดินผ่านทางเดินหน้าบ้าน สังเกตเห็นรูปถ่ายครอบครัววางตะแคงอยู่ใต้ต้นมะขาม ใบหน้าของแม่ในรูปถ่ายถูกขีดข่วนจนเลือนลาง
คืนนั้น เสียงขูดกระจกกลับมาดังขึ้นกว่าเดิม อิฐเดินออกจากห้อง ตรงไปยังต้นเสียงในห้องครัว พบไฟฉายดับกลางคัน เขาใช้โทรศัพท์ส่องแทน สายตาปะทะกับเงาร่างเล็ก ๆ อยู่ตรงมุมห้อง ชั่ววินาทีนั้นเอง มันเลือนหายไปเมื่ออิฐขยี้ตา
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งปะปนกับเสียงซุบซิบ “ช่วยด้วย…” อิฐพยายามรวบรวมสติ “แม่…ใช่แม่หรือเปล่า?” ไม่มีคำตอบ มีเพียงความหนาวเย็นวนรอบตัว
รุ่งเช้า อิฐค้นหาบ้านอีกครั้ง เขาพบรอยรูปมือเล็ก ๆ เปื้อนฝุ่นอยู่ที่ใต้บันไดและป้ายไม้ที่สลักตัวอักษร “อย่าไว้ใจความเงียบ”
เย็นวันนั้น อิฐไปหาเจ๊หมู เจ้าของร้านชำซึ่งเคยสนิทกับแม่เขา “แม่มึง…ไม่อยากให้ใครตามหา” เจ๊หมูพูดขณะก้มหน้าจัดของ อิฐเงียบไป “แต่ถ้ามึงไม่กลัว…ไปถามยายสา ดูสิ”
ยายสาอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กขอบหมู่บ้าน แววตาคล้ายคนรู้ความลับมากกว่าที่พูดออกมา “บ้านท้ายไร่มันเก็บความลับไว้เยอะ…ใครอยู่บ้านนั้นนานจะได้ยินเสียงเรียก”
“เสียงอะไรครับ?” อิฐถาม
“เสียงคนตายที่ยังไม่ได้ไปไหน” ยายสาพูดเสียงแผ่ว แล้วนิ่งไปนาน
คืนนั้น อิฐฝันถึงแม่ เสียงในฝันพร่ำบอก “อย่าไว้ใจเงา อย่าไว้ใจใคร…” เขาสะดุ้งตื่น เหงื่อเย็นชุ่มหลัง ในความมืดเงาเคลื่อนไหวอยู่มุมห้อง เขาไม่กล้าขยับตัว
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังก้องในบ้าน อิฐเดินตามเสียงไปยังห้องเก็บของ ฝุ่นหนาเตอะปกคลุมทุกอย่าง เขาค่อย ๆ เปิดตู้ไม้ พบกล่องเหล็กเก่า ๆ มีรูปถ่ายแม่กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็น
ข้างกล่องมีจดหมายลายมือแม่ “ถ้าแกได้อ่านจดหมายนี้…แปลว่าแม่ไม่อยู่แล้ว อย่าไว้ใจเงาในบ้านหลังนี้เด็ดขาด”
อิฐรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง เขาหันขวับไปเห็นเงาร่างเล็ก ๆ โผล่ตรงรอยข่วนข้างผนัง แล้วหายวับไป
รุ่งเช้าเขาไปถามยายสาอีกครั้ง “เด็กในรูปคือใคร?” ยายสานิ่งไปนาน “ลูกอีกคนของแม่แก…แต่ไม่รอดมาอยู่ด้วยกัน”
อิฐงงงัน “ทำไมไม่เคยรู้เรื่องนี้?”
“เพราะทุกคนกลัว…เงาบ้านท้ายไร่มันหวงของ”
คืนนั้นทุกอย่างดูแปลกขึ้น เสียงกระซิบดังรอบบ้าน อิฐเริ่มเห็นเงาดำเดินวนเวียนอยู่ในมุมสายตา—มากกว่าหนึ่งเงา
เขาตัดสินใจโทรหาลุงเดช “ลุง ผมต้องทำยังไง?”
ลุงเดชเงียบไปนาน “แกต้องอยู่ให้ถึงเช้า ห้ามเปิดประตูออกไปเด็ดขาด”
อิฐทำตาม นั่งเฝ้าจนเช้า เสียงฝีเท้า วิ่งวนรอบบ้านตลอดคืน เงาดำลอบมองผ่านหน้าต่าง ทุกอย่างเงียบจนหูอื้อ
รุ่งเช้า อิฐพบรอยเลือดเล็ก ๆ ที่พื้น ปะปนกับรูปเด็กหญิงในบ้าน เขาคลำตามรอยไปยังห้องใต้หลังคา
ห้องใต้หลังคาเต็มไปด้วยข้าวของเก่า รอยข่วนบนพื้นไม้มุ่งไปสู่กล่องไม้เก่า อิฐเปิดพบตุ๊กตาแห้งกรังและสมุดบันทึกของแม่
ในสมุดบันทึก แม่เขียนถึงเด็กหญิงอีกคน—น้องสาวของอิฐที่เสียชีวิตเงียบ ๆ ในบ้านหลังนี้เมื่อยังเล็ก ไม่มีใครกล้าพูดถึงเพราะกลัวเงาของเด็กไม่ไปผุดไปเกิด
อิฐสะอื้น มือสั่น “แม่…ผมขอโทษ” เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้ ๆ “อย่าทิ้งฉันไว้อย่างนี้…”
ทุกอย่างสั่นไหว เงาดำโอบล้อมอิฐราวกับจะกลืนกิน เขาหลับตาแน่น พยายามเอ่ยขอโทษเสียงแผ่ว
เงาดำนิ่งไป เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ค่อย ๆ จาง พร้อมกับแสงเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่าง
อิฐเดินออกจากบ้านท้ายไร่—สายตาเหลียวมองเงาในบ้านที่ยังไม่ไปไหน กลิ่นอับในบ้านจางลงไปบ้าง แต่ความเงียบยังคงอยู่
เขาไม่หันกลับไปอีกเลย แม้จะรู้ว่าความลับของบ้านท้ายไร่ยังคงรอคอยใครสักคนมารับฟังเสมอ