เงาสีเพลิงในคฤหาสน์ริมทะเล
เสียงล้อรถแท็กซี่บดไปตามถนนโรยก้อนกรวดริมทะเลราวกับบทกวีโบราณ สีส้มจางของดวงอาทิตย์จมลงหลังขอบฟ้าเผยให้เห็นเงาคฤหาสน์โบราณตั้งตระหง่าน ป้ายไม้เก่าเขียนว่า “คฤหาสน์ศิลาเล” ยังคงแกว่งเบา ๆ จากแรงลมทะเล ฟ้าเริ่มครึ้มแต่ยังไม่มีเสียงพายุ มิราเปิดหน้าต่างรถ วางมือลูบผมซอยของตัวเองเบา ๆ เหม่อสบตากับสัญญาณไฟหน้าคฤหาสน์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิงฟ้าผลักประตูรถแล้วก้าวลงมาก่อน หญิงสาวแก้มอมชมพู เจ้าของแววตาอยากรู้อยากเห็น ไม่รอเพื่อนก็รีบเดินนำหน้าพร้อมหิ้วกระเป๋าสะพาย มิราตามลงมา โดยมีจินและบิว เพื่อนร่วมห้องสองคนเดินตามหลังเงียบ ๆ ทุกคนมองคฤหาสน์ตาโต มันสูงสองชั้น มีเฉลียงไม้กว้างและลูกกรงเก่าแก่และที่สำคัญคือ…ไม่มีแสงไฟสักดวงเดียว
“เงียบจังวะ…จะน่ากลัวไปไหนเนี่ย” จินกระซิบ มองซ้ายขวาเหมือนกลัวอะไรบางอย่างจะโผล่จากเงาไม้ มิราหยิบกุญแจออกมา ฟังเสียงโลหะกระทบกันเคลื่อนประตูไม้หนาหนักออกช้าๆ ลมหอบหนึ่งโชยออกมา กลิ่นฝุ่นอับผสมกลิ่นเค็มทะเล สายตาทุกคู่มองเข้าไปภายใน
“เข้าไปเถอะ ยังไงก็ต้องพักที่นี่” มิราชวน แม้จะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นหนัก อิงฟ้าขยับปากจะพูดแต่เปลี่ยนเป็นถอนหายใจแทน ก่อนเดินนำเข้าไปในคฤหาสน์ ทีละคน พวกเธอหลุดพ้นจากแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ไปสู่โลกแห่งเงามืดในอดีต
เสียงประตูปิดสอดประสานกับเสียงคลื่นแว่วมาจากไกลๆ มิราจุดไฟฉาย เชยิเงาเพดานสูงและโคมไฟโบราณ แนวสีผนังที่เคยขาวเปลี่ยนเป็นเหลืองหม่น ชั้นหนังสือเรียงเป็นแถวยาว อิงฟ้าเดินไปสำรวจรูปถ่ายครอบครัวขนาดใหญ่ริมผนัง เธอสัมผัสกรอบไม้อย่างระวัง สายตาสะดุดกับรูปหญิงสาวในชุดพิธีโบราณที่เหมือนจะจ้องกลับมา
“ใครอะ มิรา คนในรูป” บิวกระซิบต่ำ เสียงสะท้อนตามผนัง
มิราชะงัก “…แม่ฉันเอง เมื่อก่อนเธอสวยมาก…” น้ำเสียงสั่นนิด ๆ เพื่อน ๆ เหลียวมามอง มิรากลืนความรู้สึกแล้วเดินนำขึ้นบันไดไม้ซึ่งแผ่นกระดานลั่นเอี๊ยดจนน่าขนลุก
บรรยากาศเย็นยะเยือกแผ่ซ่าน มุมห้องรับแขกเต็มไปด้วยฝุ่น มีเปียโนเก่าปิดฝา จินเปิดม่านหน้าต่าง เผยภาพทรายขาวและคลื่นยามค่ำคืน
“เคยมีใครเล่าเรื่องผีที่นี่มั้ยอะ” จินถามติดตลกแต่ใบหน้ายังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อิงฟ้าสบตา สำทับเบา ๆ “แค่บรรยากาศก็พอแล้ว ไม่ต้องหาผีเพิ่มหรอก…”
มิราทำทีหัวเราะแต่สีหน้าซีดเซียว ภาพความทรงจำเกี่ยวกับแม่ยังวกวน ทำให้เธอไม่กล้าจะพูดถึงสาเหตุที่แม่จากไป เพื่อน ๆ แยกย้ายกันไปสำรวจห้องต่าง ๆ
บิวค้นเจอสมุดบันทึกปกหนังเก่าในห้องนอนชั้นบน เมื่อเปิดออก มีลายมือผู้หญิง ข้อความแรกขึ้นต้นว่า “สิ่งเดียวที่อยากให้ลูกจำไว้ คือความลับของเปลวไฟ…” เธอรีบเอาไปให้มิรา ดูท่าทางไม่แน่ใจ
มิรารับสมุดมา เปิดอ่านช้า ๆ อิงฟ้าคอยแง้มประตูเหมือนกลัวมีอะไรโผล่เข้ามา แต่พบเพียงความเงียบ มิราพึมพำ “แม่มีอะไรไม่เคยบอกฉัน…ความลับของเปลวไฟ…มันคืออะไรกัน”
เงาไฟจากไฟฉายส่องพาดผ่านรูปปั้นเก่าในห้องโถงใหญ่ จินเดินลงมาพร้อมไม้เทียนไข ชวนเปิดห้องใต้ดินที่ล็อกไว้แต่สมัยเด็ก “มิรา งานนี้ทดสอบใจกล้า เธอยังกล้าเหมือนสมัยเรียนม.ปลายหรือเปล่า”
มิราสะอึก เธอเคยโดนท้าทายจนทำพลาดครั้งหนึ่ง เป็นแผลฝังใจ แต่คราวนี้เธอเดินนำไปยังประตูใต้ดินอย่างช้า ๆ ด้วยรอยแผลใจวูบวาบ “งั้นไปดู” เธอกลืนความกลัว ตัดสินใจไขกุญแจ ห้องใต้ดินเต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นน้ำทะเลชื้น พวกเขาฉายไฟสำรวจ
องค์ประกอบโบราณโผล่เข้าตา รูปปั้นหญิงสาวถือเปลวไฟ แสงไฟจากเทียนวูบไหวในอากาศนิ่งๆ บิวกระซิบ “รู้สึกหนาวขึ้นมาเลย…”
จินยิ้มฝืน “หยุดหลอกได้ไหม หรือจริง ๆ มีอะไร?”
อิงฟ้าเดินสำรวจอีกทางแล้วสะดุดขวดแก้วใบเก่า ด้านในมีจดหมายที่เวลาทำให้หมึกซีดลง มิราเปิดอ่าน ข้อความระบุถึง “คืนเพลิงสาป การเลือกทางเดินของสายเลือด และการให้อภัยในวันสุดท้าย”
คำว่า “คืนเพลิงสาป” ทำให้ทุกคนเงียบงัน อิงฟ้าถามเบา ๆ “เธอรู้เรื่องนี้ไหมมิรา?”
มิราส่ายหัว “แม่ไม่เคยพูดถึง…แต่ในคืนแม่จากไป เธอเอาแต่พูดเรื่องให้อภัย…ฉันไม่เข้าใจ”
จินแทรก “บางที…แม่เธออาจผูกอดีตกับที่นี่ไว้”
ทุกคนตัดสินใจไม่พูดคุยต่อ มิรากลับไปยังห้องนอนแม่ เธอส่องไฟไปที่กระจกเงาบนโต๊ะเครื่องแป้ง พลันเกิดแสงประหลาดวูบวาบ เงาบางอย่างคล้ายเปลวไฟผุดขึ้นในกระจก เธอลงนั่งพิงเตียง มือสั่น
เสียงอิงฟ้าแว่วมาจากห้องโถง “มิรา! มาดูนี่!” ทุกคนรวมตัวกันที่ห้องโถง บนเปียโนเก่ามีหยาดเทียนสีแดงละลายเป็นรูปคล้ายเงามนุษย์ในเปลวไฟ บรรยากาศตึงเครียด
“เธอจะฝันร้ายคืนนี้แน่” บิวพูดติดตลกกลบรอยกลัว
จินนั่งกอดอก “จะนอนยังไง เบาะหมดคนละเตียง” ความกังวลและความเหนื่อยล้าทำให้แต่ละคนยอมเงียบเสียง อิงฟ้าคว้าเบาะนอนลงที่พื้น ร่างหมอบงอเหมือนต้องการถอยห่างจากเงาเปลวไฟในห้องโถง
คืนแรกที่คฤหาสน์ เงาสีส้มจากไฟฉายและเทียนโลมเลียไปทั่วห้อง ลมเย็นพัดลอดใต้ประตู ทุกคนตื่นกลางดึกด้วยเสียงคลื่นซัดแรงกว่าปกติ มิราพลิกตัว เพียงจะสังเกตว่าเงาคนเดินผ่านประตูห้องเธออย่างเงียบ ๆ
เธอค่อย ๆ ลุกตามออกไปในความมืด ฝีเท้าเบาราวกับลอย มิราตามแสงสลัวไปยังห้องรับแขก แสงไฟหักเหจากรูปปั้นหญิงสาวถือเปลวไฟ กระจกโบราณสะท้อนภาพร่างเงาเพลิงเป็นครั้งที่สอง เธอพยายามตะโกนแต่เสียงติดคอ เงานั้นพูดขึ้นเสียงอ่อน “ลูก…ให้อภัย ฉัน…ด้วย” เสียงขาดห้วงเหมือนลมทะเลพัดจางหาย มิราถอยไปจนหลังติดผนัง
รุ่งเช้า เมฆสีขาวคลุมฟ้า ทุกคนตื่นมาด้วยความหดหู่ มิรานั่งนิ่งสายตาเหม่อจ้องสมุดแม่ อิงฟ้าเดินเข้ามา นั่งข้าง ๆ ไม่พูดอะไร แค่ส่งมือไปแตะไหล่เบา ๆ
บิวกับจินเดินออกไปสำรวจสวน เถาวัลย์ต้นเฟื่องฟ้าชอนไชทางเดิน บรรยากาศเย็นเยียบ บิวเปรย “นายว่า มิราจะโอเคไหม?”
จินถอนใจ “เธอไม่ยอมพูดถึงเรื่องคืนนั้น…แต่เหมือนเธออยากรู้ความจริงมากกว่ากลัวด้วยซ้ำ”
ในสวนหลังบ้าน มิราเดินผ่านกลุ่มเฟื่องฟ้าหรี่ตามองแสงจางๆ จู่ ๆ ลมพัดแรงจนดอกไม้โปรยกระจาย มีเสียงกระซิบแว่วจากต้นไม้ “ความจริง…อยู่ในไฟ” มิรากำกำไลข้อมือที่แม่เคยให้แน่น เธอมุ่งหน้าไปห้องใต้ดินอีกครั้ง
คราวนี้ทุกคนเดินตามมา เธอวางสมุดกับจดหมายลงหน้ารูปปั้นหญิงถือเปลวไฟ ลังเลสักพักก่อนจุดเทียนและบอกกับเพื่อน “ถ้าฉันเผชิญหน้าไม่ได้…ก็จะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองให้อภัยแม่จริง ๆ หรือเปล่า”
ลมวูบเข้ามาอีก ใต้เปลวไฟของเทียน เงาหญิงสาวรูปร่างเดียวกับแม่ปริววับออกมา ใบหน้าเศร้าสร้อย “ลูก…เลือกที่จะให้อภัยหรือไม่…คือคำตอบเดียวที่จะปลดปล่อยทุกอย่าง”
มิรายืนนิ่ง น้ำตาไหลแต่ไม่สะอื้น “ฉัน…โกรธแม่มากที่ทิ้งฉันไว้คนเดียว แต่ฉันเองก็กลัวที่จะเข้าใจเหตุผลของแม่เหมือนกัน”
เพื่อน ๆ ยืนล้อมมิราไว้เงียบ ๆ ไม่มีใครพูด มิรากำมือแน่น ก่อนพูดเสียงชัด “ถ้าความเจ็บปวดนั้นคือสิ่งเดียวที่จะทำให้แม่พ้นคำสาป ฉันยอมปล่อยใจไม่เก็บความโกรธไว้อีกต่อไป” เงาในเปลวไฟยิ้มและหายวับไปพร้อมแสงเทียนดับลงทันที
เมื่อทุกอย่างเงียบลง มิราทรุดลงนั่งเพื่อน ๆ เข้ามาล้อมกอดเป็นเกลียว ไม่มีคำพูด มีเพียงเสียงลมหายใจแบบอุ่นใจ ภายนอกคลื่นทะเลยังคงซัดกระทบผาหินเช่นเดิม แต่สำหรับมิรา เธอได้เผชิญหน้ากับความจริงและปล่อยอดีตไปอย่างแท้จริง
แสงแดดเช้าวันใหม่ส่องผ่านหน้าต่างบาง ๆ คฤหาสน์ศิลาเลดูกว้างใหญ่ขึ้น หลุดพ้นจากบรรยากาศกดดัน มิรายืนที่ระเบียง สูดลมหายใจลึกก่อนหันกลับเข้าบ้าน เพื่อน ๆ ยิ้มให้กันอย่างอ่อนโยน ไม่มีคำสาป ไม่มีคำพูดใดเหลือ มีเพียงความรู้สึกอภัยและความหวังในวันใหม่