เสียงหัวเราะของนักศึกษาเงียบ
คืนแรกของเทอมใหม่ที่หอพักนักศึกษาอ่างทองมีเสียงฮือฮาไม่เคยเงียบ ข้างล่างสนามหญ้ามีการเปิดตัวชมรมใหม่ โปสเตอร์สีส้มติดเรียงเป็นแนว บูธแจกขนมปังอบใหม่ และเสียงเพลงจากลำโพงพังๆ ที่ใครสักคนเช่าไว้เพื่อให้คืนนี้ดู ‘โปร’ กว่าปีอื่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่เสียงมาจากลำโพงของชมรมละคร หรือชมรมเต้น?” อดิศกระซิบกับกร เพื่อนร่วมห้องที่กำลังพยายามม้วนหมวกปีกให้เข้ากับหัวตัวเอง
“ไม่รู้ แต่ถ้ามีคนเต้นผิดจังหวะ เราจะได้หัวเราะฟรี” กรตอบพร้อมยิ้มแบบชนะเล็กๆ เพราะเขาเชื่อในการจัดการความตลกด้วยตนเอง
“อย่าสนุกก่อนเข้าหอพักนะ เดี๋ยวพี่หอเห็นสายไฟพันกันอีก” อดิศย้ำ เสียงจริงจังกว่าที่เพื่อนคาด เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องรักษากฎเกณฑ์ของหอไว้ ไม่ได้เพราะเขาชอบสั่ง แต่เพราะเขาไม่อยากให้ใครต้องถูกตำหนิเพราะความไม่ตั้งใจของเขา
ก้าวแรกของความวุ่นวายเกิดจากชุดคอสตูมสีชมพูปริศนา ตรงมุมสนามหญ้ามีคนสวมชุดกระต่ายยักษ์ (หัวกระต่ายอยู่ใต้ผ้าปกปิด) กำลังนั่งอ่านแผ่นพับอย่างเงียบสง่า ข้างๆ มีแผ่นกระดาษที่เขียนด้วยลายมือดัดจริตว่า “ศิลปะคือคำพูดที่มหาวิทยาลัยไม่อยากได้ยิน”
“นั่นคืออะไรของมัน?” กรเลิกคิ้ว
“ศิลปินนิรนามอีกแล้วมั้ง” สาวๆ ฝูงหนึ่งหาวและชี้ไปที่กระต่าย เจ้าของชุดยืนขึ้นพลางโยกหัวให้เข้าจังหวะเพลงแต่กลับยืนขาสั่นเหมือนไม่มั่นใจ
“ขนมปังจากชมรมไหนเนี่ย กลิ่นดีมาก” หนึ่งในนักศึกษาพูด พลันกรตัดสินใจเดินไปถามด้วยเหตุผลเดียวคืออยากชิมฟรี
ในช่วงที่ทุกคนกำลังมุงดู ป้ายไฟที่ตั้งในมุมกลับกระพริบผิดปกติ แสงสะท้อนกับหมวกคัพเค้กสีทองบนหัวใครบางคน และนั่นคือจุดที่โชคไม่ดีของอดิศเริ่มขึ้น
“เฮ้ย นั่นหมวกของชุมชนละเมอ!” คนตะโกน แล้วทุกคนหันมาที่ประตูหอพัก
อดิศกำลังเดินกลับห้อง เขาไม่ได้ตั้งใจจะมุง แต่ตอนที่เขาย่อตัวลงเพื่อจ่ายเงินให้คนขายขนมปัง หมวกคัพเค้กที่กรถือเล่นอยู่ลื่นหลุด แล้วหมวกก็ตกไปคลุมหัวของกระต่ายยักษ์คนนั้นพอดี
“อ๊า! หมวก!” เสียงหัวเราะดังขึ้น แต่กลับตามมาด้วยความเงียบงันเมื่อดวงตาภายใต้หมวกกดหูฟังขึ้น เงยหน้าพร้อมปากกาในมือ และจารึกคำพูดสั้นๆ ลงในแผ่นพับ: “คืนนี้เราจะพูดความจริง”
ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว อดิศที่ยืนอยู่นอกกลุ่มถูกยื่นไมโครโฟนโดยบังเอิญเพราะผู้จัดต้องการใครสักคนพูดแทนกระต่ายยักษ์ที่กำลังก้มหน้าซับเหงื่อ “ช่วยพูดหน่อยสิ!”
“ผมเหรอ?” อดิศกลืนน้ำลาย เขาไม่ได้อยากจะพูด แต่เสียงจากฝูงชนที่มองมาทำให้เขาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่น “ครับ ผม…ผมพูดได้”
“บอกพวกเขาด้วยว่ามหาวิทยาลัยนี้ต้องเปลี่ยน” คนหนึ่งโห่ขึ้นอย่างตื่นเต้น
และนั่นคือเหตุการณ์ที่ทำให้คนทั้งหมดเข้าใจว่าอ ดิศเป็น “ศิลปินนิรนาม” ผู้ส่งสารสำคัญให้กับมหาวิทยาลัยโดยไม่ตั้งใจ
“วันนี้ เราจะแก้ปัญหาเรื่องการจัดงบที่ไม่เป็นธรรม” อดิศพูดไปตามคำกระซิบบนหู เขาไม่คิดอะไร แต่เมื่อคำพูดออกมา มันกลับเป็นคำพูดที่หลายคนฟังแล้วสะเทือนใจ
“เฮ้ย เขาพูดได้ดีนะ” กรกระซิบชอบใจ และอดิศเองก็เริ่มรู้สึกบางอย่าง—ไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่มันคือความอบอุ่นที่ได้เห็นคนฟังอย่างตั้งใจ
หลังเหตุการณ์คืนนั้น แผ่นพับและคลิปเสียงที่บันทึกความคิดของ ‘ศิลปินนิรนาม’ กลายเป็นไวรัลภายในแคมปัส ผู้คนพูดถึงข้อเสนอสอบถามเรื่องการแบ่งงบ ชมรมเล็กๆ เริ่มรวมตัว และคณาจารย์บางคนถึงกับหยิบประเด็นมาพูดในชั้นเรียน
“ใครคือเบื้องหลังการเคลื่อนไหวนี้?” ประธานนักศึกษาคนใหม่ถามในการประชุมคณะกรรมการ
“ไม่ทราบค่ะ แต่เสียงเขามีน้ำหนัก” รองประธานตอบอย่างชื่นชม
และมีคนเสนอชื่ออดิศอย่างเงียบๆ ตัวเขากลับยืนอยู่มุมห้อง โดดเดี่ยวด้วยความรู้สึกผิดและความอับอาย “นี่ไม่ใช่ผมที่ตั้งใจ…” เขาพร่ำกับตัวเอง
ปัญหาที่บานปลายเกิดขึ้นที่ชัดเจนเมื่อมีรางวัลทุนการศึกษาพิเศษมอบให้แก่ “ศิลปินนิรนามแห่งมหาวิทยาลัย” คนที่รับรางวัลจะได้งบประมาณสำหรับทำโครงการชุมชน และนั่นคือสิ่งที่อดิศต้องการมากที่สุดเพื่อไม่ต้องออกจากมหาวิทยาลัย
“ถ้าผมรับแล้วเปิดเผยความจริง จะยังให้ผมได้ไหม?” เขาถามกรตอนกลางดึกของวันหนึ่ง
“ถ้าเธอเปิดเผย คนอาจจะรู้สึกถูกทรยศ” กรตอบอย่างจริงจัง “แต่ถ้าเธอรับเงินแล้วใช้มันทำจริง เพื่อช่วยคนอื่น มันอาจเป็นการชดเชยที่ยิ่งใหญ่กว่า”
อดิศพิจารณา เขาไม่เคยโกหก แต่เขาก็ไม่เคยมีทางเลือกตอนนี้ เมื่อการเรียนหนังสือและค่าใช้จ่ายกดดัน เขาจึงตัดสินใจรับหน้าที่อย่างครึ่งหนึ่งของตัวเอง: เขาจะเป็นหน้ากากที่พูดแทนความจริง แต่จะใช้เงินนั้นทำประโยชน์จริง
นั่นเป็นเหตุให้จุดยืนของเขากลายเป็นการโกหกเล็กๆ ที่บานปลาย เพราะคนทั้งคณะเชื่อแล้วว่าเขาคือศิลปินที่มีเจตนาเดิมทั้งหมด
ช่วงสัปดาห์ต่อมา อดิศถูกดันเข้าสู่สปอตไลต์ เขาต้องถ่ายทอดความเห็นต่อสถานการณ์ต่างๆ เรียนรู้การเขียนคำพูด กลยุทธ์การสื่อสาร และการวางมติในที่สาธารณะ โดยมีทีมขนาดเล็กที่รวมถึงกร น้ำอ้อยเพื่อนสมัยมัธยม และร้อย—ประธานนักศึกษาที่รักความยุติธรรมแต่เป็นคนค่อนข้างจู้จี้
“ถ้าเราทำงานชัดเจน คนจะเห็นว่าความตั้งใจมันจริง” ร้อยพูดขณะเปิดแผ่นผังงาน “เธอพูดได้มีพลัง แต่อย่าให้ใครรู้ว่าเธอกลัว”
“ฉันกลัวนะ” อดิศตอบแบบตรงไปตรงมา ร้อยอึ้ง แต่ก็ยิ้มเพราะคำพูดตรงนั้นไม่ทำให้ฉากคลี่คลายลง แต่กลับทำให้คนอื่นเห็นมิติของเขามากขึ้น
หนึ่งในจังหวะที่น่าตลกคือเมื่อชมรมละครเชิญอดิศไปแสดงในงานการกุศลช็อตสั้น เขาต้องสวมหน้ากากและพูดบทที่เขาเขียนเอง แต่ด้วยความตื่นเต้น เขาใช้คำที่ฟังเหมือนคำปราศรัยทางการเมืองเล็กน้อย แล้วคนที่มาดูหัวเราะจนท้องแข็ง เพราะบทพูดนั้นถูกนำมาเล่นในบริบทของการแสดงตลก การเข้าใจผิดที่ตั้งใจกลับกลายเป็นมุกใหญ่ในหมู่คนดู
บทสนทนาระหว่างเขาและน้ำอ้อยในวันนั้นยังอยู่ในความทรงจำ น้ำอ้อยเป็นคนมองโลกแบบมีสไตล์ เธอพูดชัด แซวได้ และไม่กลัวการท้าทาย
“เธอทำได้ดีนะ เหมือนคนที่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” น้ำอ้อยพูดหลังการแสดงจบ
“ผมกำลังหลอกลวง” อดิศตอบทันที น้ำอ้อยหยุดหัวเราะแล้วมองหน้าเขาจริงจังขึ้น “ผมไม่ใช่…ไม่ใช่คนที่คิดกำกับอะไรทั้งนั้น”
“ถ้าทุกอย่างที่เธอพูดมันมีผลจริงๆ แล้วเธอก็ทำมัน…มันก็ไม่ใช่หลอกลวงทั้งหมด” น้ำอ้อยทวนกลับ “บางทีการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของวิธีทำ มันก็เป็นวิธีที่ใกล้ชิดกับความจริงมากกว่า”
คำพูดของน้ำอ้อยทำให้อดิศคิดมาก เขาเริ่มทำรายการโครงการที่จะใช้ทุนอย่างจริงจัง ทั้งการปรับปรุงมุมศึกษาสำหรับนักศึกษาที่ต้องทำงานพาร์ทไทม์ หอสมุดย่อยที่เปิดตามช่วงเวลา และโครงการให้คำปรึกษาสำหรับนักศึกษาที่เสี่ยงจะหลุดออกจากการเรียน
เพื่อนๆ ในทีมเริ่มทำงานอย่างมุ่งมั่น แต่ปัญหาก็เริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อมีใครบางคนสงสัยว่าศิลปินนิรนามตัวจริงอาจไม่ใช่อดิศ
“ฉันเห็นโพสต์จากบัญชีปริศนาเมื่อคืน เขาโพสต์บทกลอนเหมือนกัน แต่ลายมือไม่ใช่” กรพูดพร้อมแสดงโทรศัพท์ให้ดู
“นั่นหมายความว่า…มีคนใช้ชื่อเหมือนกันเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือเปล่า?” ร้อยตั้งคำถามอย่างระแวง
และนี่คือจุดที่ความเข้าใจผิดเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อคนภายนอกเริ่มเข้ามามีบทบาท ทั้งสื่อภายในมหาวิทยาลัยและกลุ่มนักกิจกรรมที่ต้องการใช้ “ศิลปินนิรนาม” เป็นธงนำ
กลางเรื่องมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่: คลิปวิดีโอที่ดูเหมือนศิลปินนิรนามกำลังก่อการขัดข้องในสำนักงานอธิการบดีปรากฏขึ้น มันเป็นคลิปสั้นๆ แต่ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยโดยรวม ผู้บริหารโกรธ และคำถามคือ “ศิลปินนิรนามเป็นคนก่อหรือไม่”
การสอบสวนเริ่มจากภายใน ก่อนที่สื่อจะเข้ามารุมจิกกัด ทีมของอดิศถูกดึงเข้าไปเป็นพยานประชุม เขาต้องตอบคำถามต่อหน้ากล้องและคณาจารย์ที่มองมาเหมือนจะค้นหาวิธีลงโทษ
“ถ้าไม่ใช่เธอ ทำไมสื่อถึงเชื่อมโยงได้ง่ายขนาดนี้?” คณบดีถามอย่างไม่ปกปิดความไม่พอใจ
“ผมไม่ทราบครับ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลิปนั้น” อดิศตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามมั่นคง แต่กลับเห็นร่องรอยเจ็บปวดในสายตาของเขา
หลังการประชุม มีการรั่วไหลของข่าวที่กล่าวหาว่า ‘ศิลปินนิรนาม’ ใช้ภาพลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความวุ่นวายและทำลายชื่อเสียงมหาวิทยาลัย เสียงวิจารณ์ท่วมท้น และกลุ่มคนที่เคยสนับสนุนอาจเริ่มลังเล
ในขณะเดียวกัน อดิศเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง เขาบอกกับกรว่า “ผมเริ่มเหนื่อย ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป ถ้าเปิดเผยแล้วทุกคนจะโกรธ”
กรจับไหล่เขา “เธอทำสิ่งดีมาตลอดแหละ แล้วเธอก็ทำด้วยเจตนาดี ถ้าเธอแค่อยากช่วย ก็เอาความจริงไป แล้วยอมรับผล”
แต่ความจริงไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วย อดิศกลัวว่าจะเสียทุกอย่างที่พยายามสร้างมา และยังมีคำถามว่าถ้าเขาขายหน้ากับผู้ที่เชื่อในตัวเขาจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น
Midpoint ของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อนักข่าวนิรนามคนหนึ่งขอสัมภาษณ์สด อดิศถูกดันให้ออกไปพูดหน้ากล้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีผู้ติดตามและนักกิจกรรมมายืนหนุนหลังเต็มสนาม บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกดดัน
“เราต้องการความจริง และเราต้องการแผนงานที่จับต้องได้” นักข่าวกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
อดิศสูดลมหายใจลึก เขารู้ว่าถ้าพูดไม่ชัดจะถูกขยี้ แต่ถ้าพูดความจริง เขาจะเสี่ยงทุกสิ่ง เขาตัดสินใจเลือกคำพูดที่ไม่เคยคิดจะพูด: “ผมไม่ใช่ศิลปินนิรนามที่เริ่มการเคลื่อนไหวนี้”
ความเงียบตามมาหลังคำพูดนั้นราวใบไม้ร่วง ช่วงเวลาเหมือนหยุด ทุกคนจ้องมาที่เขาด้วยความไม่เชื่อและความโกรธปนกัน
“แล้วเธอมายืนตรงนี้ทำไม?” นักข่าวถาม
“เพราะ…ผมเห็นปัญหาและผมอยากช่วย” อดิศตอบอย่างอ่อนแรง แต่ต่อจากนั้นเขาเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่หมวกคัพเค้กตก จนถึงการตัดสินใจรับทุน ชิ้นส่วนของความจริงไหลออกมาเป็นข้อๆ ไม่สวยงาม แต่เป็นเรื่องจริง
การเปิดเผยทำให้บางคนโกรธ ขณะที่บางคนหันมามองเขาด้วยความเห็นใจ น้ำอ้อยยืนอยู่ข้างเขา ร้อยยืนหน้าหนักใจ ส่วนกรร้องไห้เงียบๆ ทั้งความผิดหวังและการยกย่องผสมกัน
หลังจากนั้น มหาวิทยาลัยประกาศสอบสวนอย่างเป็นทางการเพื่อค้นหาความจริงของคลิปเสียหาย และมีการตั้งคำถามต่อกิจกรรมที่เกิดขึ้น คนที่เคยเชื่ออาจคิดว่าเขาหลอกลวง แต่คนที่ได้ประโยชน์จากโครงการที่เขาเริ่มไว้เริ่มมองต่างไป
ช่วงก่อนคลิมแคม ช่วงที่ทุกอย่างเกือบพัง มีการประท้วงหน้าสำนักงานอธิการบดีและการประชุมฉุกเฉินของคณะกรรมการกองทุน ท่ามกลางเสียงโห่และคำวิพากษ์ อดิศต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ที่เขาสร้างเองอย่างตรงไปตรงมา
เขานอนคิดทั้งคืน แล้วตัดสินใจเดินไปที่ห้องประชุมกลางวันหนึ่ง เขาพึมพำว่า “ผมต้องรับผิด” และนั่นเองคือจุดเปลี่ยนที่ตัวเอกต้องเติบโต เขาไม่ได้หนีอีกต่อไป
ในวันประชุมสาธารณะ อดิศยืนขึ้นก่อนคนอื่น แล้วพูดโดยไม่มีคำเตรียมมากมาย “ผมผิดที่ไม่บอกความจริงตั้งแต่แรก ผมคิดว่าการช่วยคนด้วยผลลัพธ์จะชดเชยการโกหก แต่มันผิด”
เสียงซุบซิบในห้องเงียบลง น้ำอ้อยก้มหน้า ร้อยยืนขึ้นและพูดสั้นๆ “ผมผิดที่สงสัยเธอโดยไม่ฟังเต็มๆ” ซึ่งเป็นการยอมรับความผิดพลาดของบุคคลที่ทรงอิทธิพลกว่า
ความคลิมแคมไม่ได้มาจากการเปิดเผย แต่มาจากตัวเลือกที่เขาทำหลังจากนั้น อดิศเสนอแผนโปร่งใสที่เปิดให้ทุกคนตรวจสอบการใช้เงิน ทุกโครงการมีคณะกรรมการตรวจสอบและการรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ เขายังเสนอให้มีการเปิดรับข้อเสนอจากนักศึกษาทุกคนโดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกที่ลำเอียง
“ผมจะไม่รับเงินถ้าทุกอย่างจะถูกซ่อน” อดิศพูดหนักแน่น “ผมยินดีทำงานร่วมกับทุกคน และถ้าผมคิดผิด ผมจะรับผิดชอบ”
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเป็นการลุ้นระทึกแต่ไม่โหดร้าย คนในที่ประชุมมีการเถียงกันบ้าง แต่คำพูดของเขาที่มาจากความจริงทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง เช่นเดียวกับช่วงเวลาที่มักเกิดในหนังตลกชั้นดี มีการแซวกันเบาๆ โดยที่ไม่ทำร้ายใคร
“เราจะตรวจสอบคลิปนั้นให้ชัดเจน และเราจะไม่ลงโทษคนที่กล้าพูดต่าง” คณบดีประกาศในที่สุด ทั้งคำสั่งนี้มาเพราะภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยและเพราะแรงกดดันของนักศึกษาเอง
สิ่งที่น่ารักคือการที่ชมรมเล็กๆ ที่เคยได้ประโยชน์จากคำพูดของอดิศลุกขึ้นชี้ตัวอย่างโครงการที่เริ่มทำจริง พวกเขานำเสนอสิ่งที่ได้ทำด้วยเงินน้อยนิดแต่มีผลมาก และนั่นทำให้หลายคนร้องไห้ด้วยความยินดี
ในฉากปิดเรื่อง อดิศยืนอยู่หน้าหอพักอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่คนที่หวาดระแวง แต่เป็นคนที่ยิ้มได้ แม้จะมีแผลเป็นจากความผิดพลาดอดีต เขามองไปที่กร น้ำอ้อย และร้อยที่นั่งคุยกันอยู่ที่ม้านั่ง
“ฉันคิดว่านายเหมาะจะเป็น ‘พี่เลี้ยง’ สำหรับโครงการอาสา” น้ำอ้อยบอกอย่างจริงจัง แต่มีแววตาอ่อนโยน
“ผมไม่อยากเป็นหน้ากากอีกแล้ว” อดิศพูด “แต่ผมอยากทำงานจริงๆ”
และคำนั้นคือการเติบโตที่สำคัญที่สุด เขาไม่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอีกต่อไป เขาใช้ความผิดพลาดเป็นพลังให้กับการกระทำที่เป็นประโยชน์
เรื่องจบลงด้วยการฉลองเล็กๆ ในสนามหญ้า บูธขนมปังกลับมามีกลิ่นหอม คนหัวเราะและแซวกันโดยไม่มีการเหยียดหยาม อดิศลงมือเป็นหนึ่งในทีมจัดโครงการ สอนเด็กๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยของเขาไม่เหมือนเดิม เขาผิดพลาด แต่เรียนรู้ที่จะยอมรับและแก้ไข
ในฉากสุดท้าย น้ำอ้อยแอบซ่อนกระดาษใบเล็กไว้ในกระเป๋าเขา ตอนที่เขาเปิดออกพบเป็นข้อความสั้นๆ ว่า “การยอมรับความจริงต้องกล้าหาญกว่าการโกหกเพื่อความดีเสมอ” เขายิ้ม สวมหมวกใหม่ที่ไม่ใช่คัพเค้กหรือมาสคอต แต่มันคือหมวกที่สวมใส่ด้วยความเป็นตัวเอง
เสียงหัวเราะยังคงมีอยู่ แต่ครั้งนี้มันมาจากความอบอุ่น ความเข้าใจ และการให้อภัย ไม่ใช่จากการขุดคุ้ยคนผิด และนั่นคือภาพสุดท้ายที่ติดตา — นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งเดินกลับหอพักในยามเย็น แสงอาทิตย์ตกกระทบหัวเขาอย่างนุ่มนวล และแม้โลกยังไม่สมบูรณ์ แต่การเลือกเดินไปข้างหน้าด้วยความจริงทำให้ทุกย่างก้าวเบากว่าเดิม
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ตลก, มหาวิทยาลัย, เข้าใจผิด, ผู้ใหญ่ใจดี, Coming of Age, ฟีลกู๊ด