เสียงเงียบจากห้องปิดตาย
ผืนป่ารกร้างล้อมรอบบ้านไม้สองชั้นทรงโบราณ หน้าต่างขึ้นราขาวประปราย ประตูหน้าเก่าเปื่อย จางซ่อนอยู่ใต้เงาค่ำหนัก รุ้ง—นักศึกษาปีสี่ ซึ่งเอาแต่กอดกระเป๋าเป้ด้วยมือสั่น—สบตาเพื่อนแต่ละคนที่ยืนเรียงกันตรงบันไดหน้า แววตาทุกคนเหมือนพร้อมถอยหลัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราจะเข้าไปจริงๆ เหรอรุ้ง…” เสียงแว่วเบาจากเพียว เพื่อนร่างเล็กผู้ไม่เคยกล้าพูดอะไรตรงๆ ใจเธอกำลังเต้นแรง รุ้งกัดริมฝีปาก ลอบชำเลืองดูสมุดจดบันทึกลูกพี่ลูกน้องในกระเป๋า
“ถ้าไม่เข้าไป เราก็ไม่มีวันรู้ว่าน้ำหายไปไหน” วิน—หัวโจกของกลุ่ม หัวตัดเกรียน—พยายามปกปิดอาการกลัวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แต่สายตาว่อกแว่ก ทำลายความมั่นใจทันที
บ้านทั้งหลังนิ่งสนิท แม้แต่เสียงนกก็เงียบ ฟ้าเทาอึมครึมกำลังทาบทับ ลมกรรโชกเบาๆ พาเงาไม้แกว่งอยู่บนผนังบ้านร้างโดยไร้เสียง
“ขอเร็วๆ เถอะ ชั้นรู้สึกแปลก” เกศ—หญิงสาวท่าทางมั่นใจแต่ยึกยัก—เหลียวหลังกลับไปยังถนนดินด้านหลังเหมือนกำลังจะวิ่งออกไปอยู่ตลอด พยาบาท—สมาชิกเงียบขรึมซึ่งไม่ค่อยพูด—เดินนำขึ้นบันไดอย่างนิ่งๆ
เมื่อทั้งหมดเปิดประตูขึ้นบ้าน—เสียงบานประตูเสียดดังคล้ายเสียงสูดหายใจในความเงียบ—บรรยากาศหนาวเย็นกว่าข้างนอกทุกช่วงจังหวะเดิน
รุ้งจ้องภาพถ่ายเก่าในห้องโถง ผนังบวมโป่งจากความชื้น กลิ่นราขึ้นฉุนจมูก แสงซึมลอดหน้าต่างเข้ามาจางๆ ทุกคนเกร็งคอยเงี่ยหูฟังอะไรก็ไม่รู้ที่น่าจะดังขึ้นมาสักอย่าง
“อะไรอยู่ข้างบนหรือเปล่า…” เพียวงึมงำ เพื่อนๆไม่ตอบ ต่างได้ยินเสียงบางเบา เหมือนกระซิบหลอนอยู่เหนือศีรษะใต้วงกบชั้นสอง หรือใครสักคนกำลังลากมือผ่านฝ้าเพดาน
ระหว่างสำรวจ พยาบาทก้มเก็บกล่องไม้เล็กที่ตกอยู่ใต้โต๊ะรับแขก ในกล่องมีผ้าไหมขาดวิ่นพันเศษผม รอยเลือดเก่าแห้งผันสีน้ำตาล “นี่มันของน้ำหรือเปล่า?” เกศถามประสานแววตาสงสัยของเพื่อนทั้งกลุ่ม
รุ้งนิ่งงัน สมุดบันทึกในมือพลันหนักขึ้น ใจเธอนึกถึงคืนสุดท้ายก่อนน้ำหายตัว—เสียงโทรศัพท์แผ่วจากป่า การขอให้รุ้งมาหาราวกับขอความช่วยเหลือ
ทุกการขยับเขยื้อนในบ้านร้างเหมือนถูกกลืนลงไปในเงียบ จังหวะเท้าสะท้อนออกมาตามช่องไม้เก่า เสียงรองเท้าขูดพื้นดังขึ้นเองแม้ไม่มีใครเดิน ทุกซอกมุมระแวงว่ามีเงาหรือใครกำลังสังเกตอยู่
วินเดินนำไปหน้าห้องใต้บันได เขาเอื้อมจับลูกบิด มือเย็นวาบ หันไปมองเพื่อน “จะ…จะเปิดมั้ย?” เขานิ่งก่อนกลืนหายใจ เคาะเบาๆ—ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากเสียงเฉียดผ่านของลมหนาวที่เหมือนเป็นเสียงครวญ
พยาบาทหยิบไฟฉายฉายเข้าในห้องใต้บันได แสงสะท้อนกับเศษขวด หยากไย่ ขณะที่รอยเท้าเด็กเปรอะผงฝุ่นจางๆ วินคำรามในคอ “ใครเข้ามาก่อนเราวะ?”
ทุกคนชะงักแต่ละสายตา รุ้งหยิบสมุดบันทึกขึ้นอ่านบรรทัดหนึ่ง—ข้อความสั้นๆ ที่น้ำเคยเขียนไว้ “ถ้าหายไปอย่าตามหา อย่าเชื่อเสียงในบ้านนี้…”
“เราควรกลับมั้ย?” เพียวเสียงสั่น รุ้งกำสมุดบันทึกแน่น เกศเอามือกุมอกเบาๆ เงามืดจากนอกหน้าต่างคืบคลานขึ้นมากระทบผนังเย็นเยียบ
เกิดเสียงเคาะประหลาดจากชั้นบน—หนึ่ง สอง สามครั้ง—ห่างกันเท่าๆ กัน จังหวะนิ่งราวหยอกล้อ “ไม่มีใครอยู่ข้างบนนะ…” เกศกระซิบ วินผลักประตูปิดกลับทันที ท่ามกลางเสียงหายใจหนักและสายตาที่เว้นช่องเงียบระหว่างคำพูดทุกคน
ทั้งหมดมารวมตัวกันกลางห้องรับแขก เวลาผ่านช้าไป ทุกคนตั้งใจฟังเสียงรอบตัว หวังหาเหตุผลให้ความกลัวที่ทั้งหนักแน่นและพร่องแสงความหวัง
เงียบ เงียบจนเสียงหัวใจตัวเองดังก้อง
เพียวเริ่มร้องไห้ สะอื้นเงียบๆ เธอเหลียวมองรอบห้องเหมือนหาคนคุ้นเคย “ได้ยินมั้ย…เหมือนใครเรียกชื่อเรา”
ไม่มีใครตอบกลับ รุ้งนิ่งมองหน้ากระจกเก่า เห็นภาพสะท้อนในเงามัวข้างหลัง เหมือนมีเงาเล็กๆ ผ่านวูบไป
ภายนอก ฝนเริ่มตกเปาะแปะ ลมพัดให้หน้าต่างฝืดร้องขึ้นเอง เกศพูดขึ้น “รุ้ง เรื่องที่น้ำบอกก่อนหายตัวมีอะไรมากกว่านี้ใช่มั้ย”
รุ้งลังเล “น้ำ…เคยฝันถึงบ้านนี้ อยากมาตามหาอะไรบางอย่างที่หายไปสมัยเด็ก” เธอพูดตะกุกตะกัก แต่ส่งสายตาไปยังสมุดบันทึก“น้ำฝากไว้ว่า…ถ้าได้ยินเสียงเรียกในนี้อย่าเดินตามเสียง”
วินแค่นหัวเราะ “บ้านหลังนี้ไม่มีอะไร อยู่ๆ น้ำก็ปัญญาอ่อน…” วินหยุดพูดกลางคัน ร้อง “เฮ้ย!” เพราะเสียงกระซิบเรียกชื่อเขาชัดถ้อยชัดคำลอยออกจากมุมมืด ไม่มีใครกล้าหันตาม
เพียววิ่งเข้าไปกอดแขนพยาบาท เธอตัวสั่น น้ำตาอาบแก้ม “อย่าแยกกันนะ…” พยาบาทสบตาวินแล้วจับข้อมือเพียวแน่นอย่างไม่พูดอะไร
คืนโพล้เพล้เย็นหนัก เงาต้นไม้ด้านนอกพาดลงปกผนัง เสียงล้อเล่นของสายลมเริ่มดังต่างจากเดิม—เหมือนเสียงชายชราแตะแผ่วกลางห้องเพดาน
เกศนั่งอ่านสมุดบันทึกของน้ำ“‘ถ้าถูกเรียกครั้งที่สาม…อย่าเหลียวหลัง…’ หมายความว่ายังไง?” เธอกระซิบแผ่ว รุ้งส่ายหน้า มองเพื่อนแต่ละคน พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าบางอย่างกำลังเฝ้าดูจากในความเงียบ
เสียงร้องแผ่วลอยในอากาศ ทุกคนชะงัก ไม่มีใครกล้าพูดต่อ เหมือนเงาความกลัวครอบงำจนภาวะบนใบหน้าทุกคนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ความเงียบหนาหนักเหมือนจะบดขยี้ บางจังหวะเหมือนเสียงฝีเท้าแผ่วเบาฉายซ้อนลงมาตามพื้นเก่าฝุ่นฟุ้ง พยาบาทลุกขึ้น “เราต้องสำรวจข้างบน” เสียงเขาหนักแน่น แต่แววตาหวาดกลัวลึกๆ
ทั้งหมดตัดสินใจเดินขึ้นบันไดทีละคน บันไดไม้ออดแอดดังเป็นจังหวะเงียบๆ ตามด้วยเสียงลมหายใจฝืดเฝือของแต่ละคน บนชั้นสอง ฝุ่นจับทั่วทุกจุด ผ้าม่านเก่าผุดขึ้นจากลมเอื่อยเหมือนใครสักคนคอยแตะกระจกราวบอกว่ากำลังมองอยู่
เดินเรียงกันสำรวจห้องนอนใหญ่ พบเพียงเตียงผ้าม่านฝุ่นเกาะและขวดน้ำเปล่าตกบนพื้น วินเดินนำ เอื้อมมือหยิบกุญแจเก่าใต้หมอน เมื่อเขาทำท่าจะพูด เสียงขูดขีดข้างฝาตอบกลับเบาๆ เหมือนมีสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่หลังแผ่นไม้
รุ้งกดแรงข้อมือ “ได้ยินไหม…” ทุกคนเงียบ เพียวกลืนน้ำลาย มองประตูห้องน้ำแง้ม ที่ปลายเตียง เสียงน้ำหยดแผ่วเบาเหมือนคนคอยเรียกร้องความสนใจ
พยาบาทเดินไปเปิดหน้าต่าง หันไปเห็นสมุดอีกเล่ม หยิบขึ้นมาอ่าน มีคำสั่ง “ให้เอาของของน้ำไปคืนในห้องใต้บันได” ใครคนหนึ่งกระซิบใกล้หูเขาอย่างเยียบเย็นจนเขาก้าวถอยฮวบ พวกเพื่อนเหลียวตาม
วินเริ่มโวยวาย “เราไม่ควรมายุ่งเรื่องนี้!” เขาเดินพรวดลงบันไดทันที ทุกคนรีบตามลงมาด้วยความกลัวเงียบงันที่ตื้อตัว
ฝนตกหนักขึ้น เสียงลมหอนคล้ายเสียงครางโหยหวน บ้านทั้งหลังเหมือนขยายใหญ่ขึ้น เงามืดหนาขึ้นทุกที รุ้งหยุดทุกคนหน้าโต๊ะรับแขก “เราต้องทำตามที่บันทึกบอก” เธอกำลังกลัว สั่นเทา แต่เลือกจะสู้มากกว่าถอย
เกศเปิดผ้าพันเศษผมออก ทั้งกลุ่มรู้กันเองว่านี่คือของสำคัญที่ถูกเก็บไว้เพื่อสะกดบางอย่าง “น้ำ… เธอเองเหรอ?” เพียวพึมพำ
ขณะจะก้าวไปที่ห้องใต้บันได—เสียงประตูข้างหลังบ้านเปิดเองดังเอี๊ยด วินเป็นคนเดียวที่เดินไปดู เห็นเพียงเงาคนหนึ่งยืนอยู่ปลายทางเดิน มือยาวกว่าปกติ เหมือนชี้ไปยังบ้านทางตะวันตกที่ถูกทำลายบางส่วน
“กลับเข้าไปรวมตัวกัน!” พยาบาทสั่งเสียงเฉียบ ทุกคนรวบของรีบเข้าไปหากัน ในบรรยากาศดันให้ไม่กล้าพูดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ลมหายใจแผ่วหนักถี่ยิบ
รุ้งกลืนน้ำลาย “พวกเราถูกเลือก…หรือแค่หลงเข้ามาเล่นตามเสียง?” วินเหลียวทันที “อย่าพูดเรื่องไร้สาระ!” เพียวสะอึก สบตารุ้งพลางปล่อยน้ำตาไหลช้าๆ ไม่มีใครพูดถึงเสียงเรียกนั้นอีก
ในบ้านที่ปิดตาย—เสียงนาฬิกาผนังดังขึ้นทั้งๆที่ไม่มีใครไขลาน เข็มวินาทีกระตุกถี่จนน่ารำคาญ ทั้งหมดมองหน้ากัน ทุกคนแอบขยับตัวถอยจากตำแหน่งเดิมอย่างหวาดระแวง
เกศกุมมือพยาบาท “ความลับนี่…เกี่ยวกับน้ำหรือเกี่ยวกับบ้าน?” เขาชะงัก “เกี่ยวกับทั้งสอง…” เกศเม้มริมฝีปาก น้ำตาคลอ แววตาเครียดหนักกว่าเดิม
“ฉันเคย…เคยมาที่นี่แล้วตอนเด็ก บ้านหลังนี้…มันไม่ใช่ที่แรกที่เคยพาใครบางคนจากไป” เกศเปิดเผยเสียงสั่นๆ เพียวร้องไห้หนักขึ้น คุณวินนิ่งงัน
เสียงกระจกแตกดังมาจากหลังบ้าน ทุกคนสะดุ้งเพราะไม่มีใครอยู่ตรงนั้น รุ้งจ้องมองความมืด—ในช่องแคบเงียบงันนั้น มีเสียงร้องเบาๆ ของน้ำแทรกผ่านผนังมาบอก “ช่วยด้วย…”
ความตึงเครียดพุ่งสูงสุด ทุกคนตัดสินใจทำพิธีตามข้อความสมุดบันทึก พยาบาทนำเศษผม น้ำตา เพียววางขวดน้ำเปล่าติดตามเข้าไปในห้องใต้บันได ทุ่มของลงบนพื้นแห้งไม้เก่า เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ไม่มีใครกล้าตอบ
รุ้งสบตาเพื่อน ขณะที่ลมหายใจขาดห้วง บ้านทั้งหลังเงียบผิดปกติ เครื่องเรือนเริ่มสั่นเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่างจากการรบกวนของพวกเขา
เงามืดตวัดผ่านผนัง รุ้งกลั้นน้ำตา “ฉัน…เราทำผิดหรือเปล่า” เสียงประตูชั้นบนปิดเองดังสนั่น ทุกคนร้องเอะอะ เครื่องเรือนโยกคล้ายจะถล่ม รุ้งยืนจับสมุดแน่น ตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นสองอีกครั้งตามเสียงกระซิบเรียก เธอหายใจถี่ช้า ทุกฝีเท้าอัดแน่นไปด้วยความหวาดกลัว
บรรยากาศหนักอึ้งกดดัน แม้ไร้ภาพผี แต่ทุกซอกซ้อนเต็มไปด้วยเสียงผิดธรรมชาติ ทุกเพื่อนหายใจฝืดเฝือร่วม แต่ไม่มีใครหยุดรุ้งได้ เธอหยุดตรงประตูห้องที่ถูกปิดตาย เสียงเคาะที่สามดังขึ้นหลังประตู รุ้งยื่นมือเปิดโดยไม่เหลียวหลัง
ในห้องนั้น ไม่มีใคร ไม่มีร่างน้ำ มีเพียงเงาของแต่ละคนสะท้อนบนฝาผนัง ราวกับวิญญาณที่ถูกขังไว้ต่างหาก ทุกคนตามเข้ามา รุ้งพูดเบาๆ “ที่หายไป…ไม่ใช่น้ำ แต่คือใจของแต่ละคนที่ค้างอยู่กับเสียงในอดีตต่างหาก” เกศร้องไห้สะอึกสะอื้น เพียวทรุดลงกับพื้น
มวลความเงียบกลืนกินทั้งกลุ่ม เสียงกระซิบครั้งสุดท้ายดังขึ้น “ออกไป…ก่อนพวกเธอจะหายไปเหมือนเรา”
ทุกคนรีบออกจากบ้าน วิ่งตะเกียกตะกายออกไปบนถนน สิ่งสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงประตูปิดตาย เงาในบ้านสะบัดตามหน้าต่าง ก่อนเสียงของน้ำจะเงียบหายไปกับสายฝน
ไม่มีใครพูดถึงบ้านหลังนั้นอีก ไม่มีใครกล้ามองกลับไป ทุกครั้งที่เงียบที่สุดในใจ—บางทีพวกเขายังคงได้ยินเสียงกระซิบจากห้องปิดตาย…