เสียงเงียบใต้เรือนไม้
เสียงฝีเท้าเดินแผ่วเบาเคลื่อนเข้ามาใกล้ริมแจของเรือนไม้กลางสวน มันดังแทรกเสียงแมลงในค่ำคืนของฤดูฝน เสียงงึมงำจากอากาศยามดึกนั้นแทบจะกลืนหายไปอยู่แล้ว นิรันดร์ยืนอยู่ใต้ต้นกระทกรก ใต้เงาครึ้มที่คอยบังเรือนแรมเงียบสงัด ร่างของเขาแข็งเกร็ง ดวงตาจับจ้องไปที่ระแนงไม้เก่า หัวใจเต้นประสานจังหวะกับหยดฝน เหงื่อเย็น ๆ ซึมออกมาตามไรผมทั่วศีรษะ ทั้งที่พิษฝนยังกรุ่นอวล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ควรมาเหยียบที่นี่อีกหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่มรดกของแม่ รายชื่อในโฉนด กับงานสำรวจเรือนไทยเก่าด้วยความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตย์บีบบังคับให้เขากลับมาพบอดีตของตนใจกลางหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่ความกลัวไร้เหตุผลที่ข่มขู่หัวใจเด็กในวัยสิบสองปี หากแต่ยังมีกลิ่นกรุ่นของความผิดบาป ซากความทรงจำเถื่อน ๆ ที่ตนพยายามกดทับไว้เสมอ
เสียงลมเคล้ากับสายฝนยังคงกระพือเป็นระยะ ราวกับแอบนำพาเสียงกระซิบและเสียงฝีเท้าหนักเบาสลับกันเข้าใกล้และถอยห่างออกไป นิรันดร์เดินเบา ๆ ขึ้นสู่ชานบ้าน เอื้อมมือบิดลูกบิดประตูไม้ที่เย็นเฉียบ เสียงประตูดังออดแอดในความเงียบ เมื่อก้าวเข้าไปในเรือน ทุกอย่างยังคงเหมือนตอนที่แม่ยังมีชีวิต ทุกชิ้นส่วนบนชั้นวาง ทุกเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตรงบันไดไม้ มีเพียงกลิ่นฉุนของน้ำมันยางผสมกับกลิ่นฝน…กับอะไรสักอย่างที่จับต้องไม่ได้
“กลับมาแล้วหรือ” เสียงของมนตรี ผู้เป็นลุงชายแท้ ๆ ดังมาจากในห้องรับแขก เขานั่งตรงนั้น ท่ามกลางแสงไฟที่สลัว ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อกล้ามขาว กางเกงผ้าขาวม้า ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูฝืน ๆ นิรันดร์เพียงพยักหน้าแต่ไม่สบตา
“แม่ฝากเรือนไว้กับเอ็งนะ” มนตรีพูดต่อ ท่าทีเหน็ดเหนื่อย แววตาว่างเปล่า นิรันดร์มองลุงของตัวเอง พลันนึกถึงเหตุการณ์หลายสิบปีก่อนตอนแม่ยังอยู่ มีเพียงเขา มนตรี และเด็กผู้หญิงอีกคน…แต่ชื่อของเธอกลับลอยไปไกลในความทรงจำ
“คืนนี้พักที่นี่นะ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มสำรวจ” มนตรีว่า เสียงทุ้มต่ำจบลงในความเงียบงัน นิรันดร์ไม่ได้ตอบอะไร นอกจากเพียงมองประตูห้องนอนที่แง้มไว้ราวกับเชื้อเชิญ ความรู้สึกบางอย่างบีบคั้นในอก เขานั่งสงบนิ่งอยู่กลางห้องรับแขก รอให้ทุกอย่างเงียบลงราวกับสิ่งที่อยู่ในบ้านนี้กำลังฟังและจับตามองอยู่
นิรันดร์เดินเข้าไปในห้องนอนของตน เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดใต้ฝ่าเท้าที่ก้าวเบา ๆ งุ่นง่าน เหงื่อซึมไหลจากหลังคอ ยามกลิ่นอับของบ้านกับอะไรบางอย่างจาง ๆ ตีขึ้นจมูก หน้าต่างยังคงปิดสนิท ม่านผ้าเก่าเลยห้อยลงตรึงฟ้า นาฬิกาปลุกบนหัวเตียงเดินช้า ๆ ราวกับกำลังทบทวนเวลาในอดีต รอยขูดขีดสีดำบนฝาผนังยังอยู่ที่เดิม
เขานอนลงบนฟูกเก่า หูยังได้ยินเสียงฝีเท้าจาง ๆ ที่ลามไปมาใต้เรือนในยามค่ำ ดวงตาของเขาค่อย ๆ ปิดลงท่ามกลางเสียงหายใจของตัวเองกับเสียงลมหายใจของใครสักคนที่รู้สึกว่าคุ้นเคยอย่างน่ากลัวอยู่ตรงปลายฝา
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกให้นิรันดร์ลุกขึ้นมาเจอกับแสงแดดริบหรี่ มนตรีนั่งก้มหน้าจิบกาแฟอยู่ที่ขอบชานบ้าน เขาทำถามล่องลอยในหัวว่าเมื่อคืนเห็นเงาบาง ๆ เลื่อนไปมา หรือเป็นเพียงสายตาเล่นกลกับเงามืด ความรู้สึกไม่ไว้ใจเองกัดกินวันใหม่แต่ต้น
“หลับสบายมั้ย” มนตรีไม่มองหน้า ถามด้วยเสียงแหบต่ำ นิรันดร์หัวเราะแห้ง ๆ “มีเสียงแปลก ๆ ใต้ถุน”
ลุงนิ่งไปนาน “เอ็งคงเหนื่อยไปเอง เมื่อก่อนกูก็เคยเป็น” น้ำเสียงแฝงความลังเล ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์สมัยเด็ก ไม่มีใครพูดถึงเด็กผู้หญิงคนนั้น แต่ภาพใบหน้าจืดจางของเธอกลับแทรกขึ้นมาตอนเขาเห็นรอยขูดสีดำบนฝาผนังเมื่อคืน
วันถัดมา นิรันดร์ใช้เวลาสำรวจตามคานไม้ พื้นใต้ถุน สำรวจร่องรอยเวลาที่บ้านนี้แบกรับ ทุกซอกทุกมุมมีร่องรอยของคนเคยอยู่ รวมถึงรอยเปื้อนซึ่งไม่รู้มีมาตั้งแต่เมื่อไร บางทีคล้ายรอยนิ้วมือคล้ำ ๆ บนข้างประตู พอสัมผัสกลับเป็นเพียงฝุ่นเหนียว
ระหว่างเดินสำรวจ เขาเจอศศิ สาวบ้านนอกรุ่นราวคราวเดียวกันที่แม่จ้างให้ช่วยดูแลบ้านช่วงแม่ป่วย ศศิขอตัวออกไปเก็บผักข้างบ้านด้วยรอยยิ้มเหมือนมีความลับ สีหน้าของเธอให้ความรู้สึกคล้ายกำลังพูดอะไรสักอย่างแต่เลือกจะเงียบมากกว่า
เมื่อยามค่ำมาเยือน สายฝนอีกคืนหนึ่งโปรยกระหน่ำ นิรันดร์นั่งฟังเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดในบ้าน เหม่อมองออกไปที่หน้าต่าง
เสียงฝีเท้า…ดังจากใต้ถุนเรือนไม้อีกครั้ง คราวนี้จังหวะสั้น ๆ แหลมคมมากขึ้น กระทบกันราวกับลากของหนัก แต่เมื่อเขาส่องไฟฉายออกผ่านหน้าต่างก็เห็นแต่เพียงเงาวูบผ่านคล้ายเงาเด็ก สายฝนพรำพรางร่องรอยอย่างสมบูรณ์…
นิรันดร์เล่าคืนนี้ให้ศศิฟังในตอนเช้า ด้วยท่าทีลังเล “เมื่อคืนผมได้ยินเสียงลากของ หรืออาจเป็นหนู…”
“ใต้ถุนเรือนนี้…อย่าไปลงตอนกลางคืน” ศศิตัดบท ดวงตาเว้าวอนแปลก ๆ เหมือนไม่อยากให้ถลำไปมากกว่านี้
“เคยมีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า” เขาถาม
ศศินิ่ง เงียบอยู่นาน “บางเรื่องถ้ารู้แล้ว มันไม่ค่อยดีหรอกค่ะ…พี่นิรันดร์ระวังนะ” แล้วเธอก็ขอตัวลุกเดินออกไป ปล่อยให้นิรันดร์เหงาอยู่กับแสงสลัวในห้องรับแขกและความว่างเปล่าในบ้าน
ในคืนถัดมา เสียงกุกกักกลับมาอีกครั้ง นิรันดร์ตัดสินใจลงไปใต้ถุนห้องด้วยใจเต้นรัว ในความมืด เขาส่องไฟฉายไปตามซอกเสา พบกล่องไม้เก่า ๆ ฝุ่นจับหนาแน่น วางอยู่ใต้คาน เขาเปิดฝากล่อง พบสมุดบันทึกเด็กหญิงเล่มหนึ่ง เขาแน่ใจว่านั่นคือสมุดของ”ลินดา” เพื่อนสมัยเด็กที่อยู่บ้านนี้กับเขาและแม่
อ่านบันทึก หน้ากระดาษเต็มไปด้วยวาดรูปเงาคนตัวเล็ก ๆ เล่นอยู่ใต้ต้นกระทกรก มีข้อความสั้น ๆ ว่า “คืนนี้เขามาอีกแล้ว แม่บอกว่าอย่าตอบ เขาจะพาไปซ่อนในที่มืด” นิรันดร์ขนลุกซู่ สมองประสานความกลัวกับความงุนงง
ในบันทึกหน้าสุดท้ายมีเพียงลายมือเบี้ยว ๆ เขียนว่า “ขอโทษ หนูไม่กล้าบอกใคร ถ้าเขายังเรียกอีก หนูจะต้องหายไปจริง ๆ”
ทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากใต้ถุน “กลับมาเล่นกับเรา…” นิรันดร์หันขวับไป เงามืดที่ปลายเสาเลื้อยเคลื่อนเหมือนวัตถุบางอย่างยืดยาวอยู่ในสายตา แต่พอมองตรง ๆ ทุกอย่างก็กลับไปเงียบงันตามเดิม
คืนนั้นนิรันดร์ฝันถึงเสียงหัวเราะเด็ก เขาตื่นขึ้นกลางดึก เหงื่อท่วมตัว เสียงฝีเท้าและเสียงลากของแว่วมาอีกครั้ง คราวนี้ดังหนักและเร็วขึ้น เหมือนไม่ต้องการให้เขาอยู่นิ่งเฉยอีก
นิรันดร์พยายามถามลุงมนตรีในเช้าวันต่อมา “ลุง…ลินดาไปไหน?”
ลุงชะงัก สีหน้าขรึมจัด “อย่าไปขุดคุ้ยของเก่า บ้านนี้มันจมเรื่องเก่าเยอะ เอ็งต้องอยู่กับปัจจุบัน”
“ลุง รู้ไหม ทุกคืนผมได้ยินเสียงเหมือนมันจะมารับใคร…”
มนตรีเงียบ หันไปทางหน้าต่าง “เราเลือกได้แค่ว่า จะเชื่อในเสียงที่ได้ยิน หรืออยู่กับสิ่งที่มันเหลือ”
นิรันดร์เดินกลับขึ้นเรือนด้วยความหมองหม่น เขาเปิดสมุดลินดาอีกรอบ พลันเหลือบเห็นเงาดำหน้าห้อง มันจาง ๆ เฉย ๆ จนเขาต้องปิดตาแน่น ขาแข็งทื่อ ทุกอย่างจมหายอยู่ในความเงียบและเสียงลมหายใจของเขาเอง
สองวันต่อมา ศศิบอกกับนิรันดร์ด้วยน้ำเสียงเก็บกด “พี่…คืนนี้อย่าออกมาจากห้องนอนนะ ได้โปรด…”
คืนนั้น เสียงกระซิบใต้ถุนเข้ามาใกล้กว่าเดิม “เราอยู่ตรงนี้…อยากเล่นด้วยกันมั้ย…” ประตูห้องนอนนิรันดร์ค่อย ๆ ขยับเหมือนถูกดันจากด้านนอก
นิรันดร์ตัวสั่นแต่ขาสู้ยืน เขาเลือกเปิดประตูกว้าง ทันทีที่เปิดออก เงาเล็ก ๆ รูปร่างคล้ายเด็กสาวในชุดกระโปรงเก่า ๆ ยืนอยู่ในเงามืด มือเล็กเรียวชี้ไปยังใต้ถุนเรือน เธอยิ้มจาง ๆ ก่อนเลือนหายไปพร้อมเสียงลากบางอย่างใต้พื้น
รุ่งเช้า เขารีบเล่าทุกอย่างที่พบให้ศศิฟัง ศศินิ่ง น้ำตาคลอ เธอขอโทษที่ไม่เคยเล่าเรื่องบางอย่างให้รู้ “วันนั้น…แม่พี่สั่งให้ลินดาอยู่ในห้อง ลินดาแอบออกมาข้างนอก แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีก พวกเราหาเจอแต่สมุดเล่มนั้น”
นิรันดร์รู้สึกผิดจนพูดไม่ออก
เศษเสี้ยวของอดีตยังวนเวียนไม่จบ เสียงฝีเท้าและเสียงลากของในคืนต่อมายังคงดังจนอึดอัด กลิ่นอับชื้นและความเย็นของเรือนโบราณบดขยี้ขั้วหัวใจ ความรู้สึกผิด ความกลัว และเงาของลินดาเริ่มแนบเนียนเข้ามาในชีวิต
ในคืนหนึ่ง เขาเดินลงไปใต้ถุนด้วยใจกล้า พบเงาเด็กยืนนิ่งหันหลังให้ นิรันดร์เอ่ยขอโทษเสียงสั่นเครือ พร้อมวางสมุดลินดาไว้กับผืนดิน เงาเด็กค่อย ๆ หันมา ดวงตาว่างเปล่าของเธอหยดน้ำตาช้า ๆ ก่อนจางหายพร้อมเสียงกระซิบอีกครั้ง “ขอโทษด้วยที่ต้องอยู่ตรงนี้…”
หลังคืนนั้น เสียงในบ้านสงบเงียบลง นิรันดร์ละอายใจต่อลินดา ต่อครอบครัว ต่ออดีตที่ฝังเขาและความผิดของทุกคนไว้ในบ้านนี้
แต่ในยามค่ำคืนทุกคืน เมื่อฝนพรำ เขายังคงได้ยินเสียงฝีเท้าจาง ๆ เคลื่อนไปมาใต้ถุน…เสียงเงียบที่คอยเตือนให้เขาจำไว้ว่า บางครั้ง ความผิดในอดีตไม่มีทางจางหาย มันจะเดินวนอยู่ใต้เรือนไม้นี้ตราบนานเท่านาน