เสียงใต้ถุน
สายฝนโปรยลงบนหลังคากระเบื้องเก่าสีหม่น เสียงหยดน้ำหล่นกระทบไม้ผุกร่อนเป็นจังหวะ บรรยากาศในหมู่บ้านบนเนินเขาเล็ก ๆ อึมครึมและชื้นเย็น ทราย หญิงสาววัยยี่สิบปลาย ๆ เหยียบย่างลงบนพื้นลานหน้าบ้านไม้สองชั้นด้วยรองเท้าผ้าใบคู่เก่าโดยไม่ทันสังเกตเศษใบไม้เปียกที่เกาะติดพื้นผิวบ้านมาตลอดฤดูฝน เธอหอบสัมภาระมาเพียงใบเดียว ตามคำขอร้องของแม่ที่โทรมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน ‘หลานแก้วหายไป’ ประโยคเดียวที่ทำให้ทรายต้องกลับบ้านในรอบสิบปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…” ทรายร้องเรียกขณะผลักประตูบานไม้ขึ้น เสียงบานพับเก่า ๆ ส่งเสียงครืดเบา ๆ ก่อนจะเงียบ เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เธอมองไปรอบบ้าน ม่านบางสีซีดปลิวไหว ไม่เห็นใครอยู่ในห้องโถง มีเพียงอากาศเย็นเฉียบและกลิ่นอับชื้นที่คุ้นเคย เหนือศีรษะ เงาดำของขื่อไม้ทอดผ่านผนังเป็นเส้นสาย ทรายกลืนน้ำลาย ฝืนใจเดินเข้าไปสำรวจทีละห้อง
ชั้นล่างของบ้านเป็นใต้ถุนเปิดโล่ง วางเครื่องมือการเกษตรและของใช้เก่าทับถมกัน ทั้งหมดดูนิ่งสงบอย่างผิดปกติ ยกเว้นเสียงเปาะแปะของหยดน้ำประกอบฉาก เหมือนอะไรบางอย่างรอคอยอยู่ข้างใต้ เสียงนั้นคล้ายเสียงคนกระซิบแผ่ว ๆ ราวกับดังมาจากใต้ถุน ทรายหยุดยืนฟัง หัวใจเต้นแรง เธอขยับเข้าไปใกล้ แต่เสียงนั้นหายลับในสายลม
แม่ของทรายเดินออกมาจากครัว สีหน้าซีดเซียว “มาถึงแล้วเหรอลูก” นางพูดเสียงแผ่ว ทรายสังเกตเห็นมือของแม่สั่นน้อย ๆ เหมือนคนเพิ่งผ่านเรื่องหนัก ๆ
“พ่ออยู่ไหน แม่?”
แม่ส่ายหน้า “ขึ้นไปนอนบนบ้านหลังเล็กตั้งแต่บ่าย ไม่อยากให้ใครรบกวน”
“แล้ว…แก้วล่ะ? ตำรวจล่ะ?”
แม่เม้มปากแน่น สายตาเลี่ยงไปทางหน้าต่าง “ไม่มีใครเจอแก้ว…เสียงนั้น…เสียงมันกลับมาอีกแล้ว”
“เสียงอะไร?” ทรายพยายามบังคับน้ำเสียงให้มั่นคง
แม่เงียบไปนาน “เสียงใต้ถุน…เหมือนมีคนอยู่ข้างล่าง ทั้งที่ไม่มีใครกล้าลงไปดู”
คืนนั้น ทรายนอนกระสับกระส่ายบนที่นอนในห้องเก่า สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกกลัวไม่ใช่เสียงพายุข้างนอก แต่เป็นเสียงขูดเบาๆ จากไม้ใต้พื้นห้อง ไม่แน่ใจว่าเธอคิดไปเองหรือไม่ เสียงเหมือนมีบางอย่างเดินวนอยู่ใต้ถุนบ้าน
เช้าวันถัดมา เธอเดินลงมาสำรวจใต้ถุน ท่ามกลางแสงอ่อนของรุ่งสาง ความมืดและกลิ่นอับยังไม่จางหาย ทรายก้มมองผ่านช่องกระดาน เห็นเงาดำตะคุ่มเคลื่อนไหววูบวาบ ราวกับมีบางอย่างกำลังหลบสายตา
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาทำให้ทรายสะดุ้ง หมอคำปัน เพื่อนบ้านสูงวัยในชุดขาวเดินเข้ามาช้า ๆ “ตื่นแต่เช้าเลยนะ หนูทราย…” เสียงเขานุ่มนวลแต่แฝงความหม่นหมอง “อย่าลงไปใต้ถุนนะ ใคร ๆ ก็รู้ว่ามัน…ไม่ดี”
“หนูรู้เรื่องแก้วไหมคะ?”
คำปันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เด็กคนนั้นเหมือน…โดนเรียกไป” เขาเว้นจังหวะราวลังเล “บางเสียงอย่าไปฟังให้มาก เดี๋ยวจะหาทางกลับบ้านไม่เจอ”
ทรายขยับตัวอย่างอึดอัด “ถ้าหลานหายไปจริง ต้องหากันบ้างสิคะ”
“แม่หนูไม่บอกหรือว่า…คนที่หายไปที่นี่ มักไม่มีใครตามพบ” เขากระซิบเบาราวกลัวว่าบ้านจะฟังอยู่ด้วย
ทรายเดินกลับไปในบ้านด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ แม่ยังนั่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เธอลองถามถึงอดีต แม่กลับหลบตา “อย่าพูดถึงมันเลย…บ้านนี้อยากอยู่เงียบ ๆ”
ยามค่ำวันนั้น ขณะที่ทรายกำลังจะหลับ เสียงขูดขีดจากใต้ถุนก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนมากกว่าเดิม เธอกลั้นหายใจฟัง เงียบ เงียบ…จู่ ๆ มีเสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นว่า “ช่วย…ช่วยด้วย…”
ทรายดีดตัวลุกขึ้น นั่งนิ่งอยู่นานในความมืด เธอแน่ใจแล้วว่าไม่ได้หูแว่ว เธอเดินไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่านออกช้า ๆ เงาตะคุ่มของแปลงผักและต้นไม้ริมบ้านนิ่งเป็นภาพเงาพลิ้วสายลม
รุ่งเช้า พ่อได้ลงมาจากบ้านหลังเล็ก ท่าทางเงียบขรึมกว่าเดิม เขาแทบไม่มองหน้าทรายเลย “อย่าถามเรื่องแก้ว อย่ารื้อฟื้นอดีต ปล่อยมันไป” น้ำเสียงเด็ดขาดจนทรายต้องเงียบ
วันเวลาผ่านไป ทรายสังเกตว่าแม้แต่เพื่อนบ้านก็เริ่มหลบเลี่ยงเธอ ทุกคนทำเหมือนไม่เคยมีเด็กชื่อแก้วอยู่ในหมู่บ้านนี้
คืนนั้น ขณะฝนพรำ ทรายได้ยินเสียงกระซิบจากใต้ถุนอีกครั้ง เสียงนี้แน่วแน่ขึ้น “ช่วยด้วย…พี่ทราย…” เสียงแก้วแน่ชัดจนทรายขนลุก เธอตัดสินใจคว้าไฟฉาย เดินตรงไปยังใต้ถุน
ใต้ถุนบ้านยามค่ำแคบและมืดกว่าที่คิด เงาของเสาบ้านทอดยาวราวกับกรงขัง เสียงหยดน้ำดังสะท้อนทุกฝีก้าว เธอใช้ไฟฉายส่องสำรวจไปตามมุมมืด พลันมีเสียงขยับเบา ๆ จากกองของเก่า ทรายกลืนน้ำลายขณะเข้าไปใกล้ สิ่งที่เห็นมีเพียงตุ๊กตาไม้แกะสลักเก่า ๆ วางเรียงกันเป็นวง
กลางวงมีรอยดินเปียกเป็นลวดลายประหลาด เหมือนรูปสัญลักษณ์โบราณ ทรายก้มลงสำรวจ พลันได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวแรงแทรกขึ้นมา เธอรีบถอยออก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เหมือนคนวิ่งมาจากบ้านหลังเล็กข้าง ๆ
พ่อวิ่งลงมา หน้าเคร่งเครียด “ใครบอกให้ลงไป!” เขาตะโกนเสียงสั่น ทรายยืนตะลึง “มันไม่ใช่ที่ ๆ อยากรู้หรอก กลับขึ้นไป!”
ขณะนั้นเอง เสียงกระซิบดังขึ้นรอบบ้าน “ช่วยด้วย…” ดังประสานจากทุกทิศทาง ก่อนจะเงียบกริบ
คืนนั้น พ่อไม่พูดไม่จา นั่งเฝ้าทรายจนฟ้าสาง แม่เอาแต่ร้องไห้เบา ๆ ในห้องนอนเช้า ทรายอดทนไม่ไหว กดดันจนต้องพูด “หนูขอโทษ แต่ถ้าเราไม่หาแก้ว ใครจะหา!”
แม่สะอื้น “มันเป็นกรรมของบ้าน…มีแต่เสียงกับเงา ไม่มีใครหนีพ้น”
วันต่อมา ทรายตัดสินใจไปถามคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ทุกคนต่างเงียบหรือพูดเหมือนกันว่า “อย่ายุ่งกับใต้ถุนบ้านนั้น” บางคนกล้ากระซิบว่า ตั้งแต่สมัยปู่ย่า บ้านหลังนี้ไม่เคยเงียบจากเสียงใต้ถุน
หมอคำปันมาพบทรายยามค่ำ เขานั่งลงเงียบ ๆ ข้างเธอที่ชานบ้าน “สมัยเด็ก ๆ ฉันเคยได้ยินเสียงเรียกจากใต้ถุน…ใครได้ยินก็จะโตมาไม่เหมือนเดิม ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร”
“แก้วโดนอะไรไป?” ทรายถามเสียงสั่น
“เสียงนั้นจะเอาคนที่กลัว มันเลือกคนที่มีรอยบาปในใจ…ฉันเคยเห็นแต่ไม่มีใครกล้าบอก”
คืนนั้น ทรายนอนไม่หลับ ได้แต่นั่งฟังเสียงเงียบงันกับเสียงฝน จู่ ๆ มีเสียงขูดขีดดังขึ้นพร้อมเสียงกระซิบ “ทราย…ลงมา…” เป็นเสียงเด็กผู้หญิง ทรายรู้ทันทีว่าเป็นเสียงหลาน เธอลุกขึ้นเดินตามเสียงลงบันได
ไฟฉายส่องไปทางกองของเก่า ข้าง ๆ วงตุ๊กตาไม้ เสียงหัวเราะแผ่วเบากับเสียงเรียกซ้อนกันเป็นชั้น ๆ “ทราย…ช่วยฉัน…” ภาพเงาเล็ก ๆ วูบผ่านปลายไฟ ทรายยื่นมือออกไปแต่คว้าได้เพียงอากาศเย็นชื้น
พรุ่งนี้เช้า เธอเอาเรื่องทั้งหมดไปถามแม่กับพ่ออีกครั้ง แม่ร้องไห้ พ่อเงียบอยู่นาน ก่อนจะพูดช้า ๆ “สิบปีก่อน…มีเด็กหายไปที่ใต้ถุนบ้านนี้ ไม่ใช่แค่แก้ว…แต่ไม่มีใครพูดถึง”
“ทำไมไม่บอกกัน?”
“มันเป็น…คำสาป…” พ่อเสียงแผ่ว “ถ้าใครพูดถึงชื่อเด็กที่หายไป เสียงจะตามไปที่บ้านนั้นอีก”
ทรายชะงัก หัวใจเต้นแรง ภาพความทรงจำวัยเด็กผุดขึ้นมา ในฝันร้ายที่เคยวนเวียน เธอจำได้ว่าตัวเองก็เคยได้ยินเสียงกระซิบจากใต้ถุน…แต่ไม่เคยบอกใคร
บรรยากาศในบ้านตึงเครียดขึ้นทุกวัน เงาของขื่อไม้ในบ้านดูเหมือนจะขยับไปมา เสียงขูดขีดและเสียงกระซิบเริ่มได้ยินแม้ในยามกลางวัน แต่ไม่มีใครในบ้านกล้าพูดถึงมันอีก
คืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนในบ้านต่างปิดประตูแน่น ทรายได้ยินเสียงเรียกอีกครั้ง คราวนี้ดังชัดเจนเหมือนอยู่ข้างหู “ช่วยฉันด้วย…” เสียงนั้นดังซ้ำ ๆ จนเธออดไม่ได้ ลุกขึ้นและเดินลงบันไดไป
ในความมืดของใต้ถุน รูปวงตุ๊กตายังอยู่ แต่มีรอยเลือดสดใหม่ (ไม่มีศพ) สัญลักษณ์กลางวงเปลี่ยนรูปไป เสียงกระซิบดังเป็นเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ทรายยืนตัวแข็ง น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
พ่อกับแม่ตามลงมา พ่อคว้าตัวทรายไว้แน่น “อย่าฟังเสียงนั้น! มันจะเอาเราไปด้วย!”
แต่เสียงนั้นกลับดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนอยู่ในหัวของทุกคน แม่เริ่มกรีดร้อง พ่อร้องไห้ ทรายตัดสินใจถอยห่างจากพ่อแม่ ก้าวเข้าไปในวงตุ๊กตาไม้ เสียงในหัวเงียบสงัดทันที เธอหันไปเห็นเงาเล็ก ๆ นั่งกอดเข่าอยู่กลางวง ร่างนั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาว่างเปล่าและเศร้าสร้อย
“แก้ว…” ทรายกระซิบ
เงานั้นพูดเสียงเบา “ทุกคนทิ้งฉันไว้ที่นี่ ไม่มีใครตอบเสียงเรียก…ตอนนี้ถึงตาพี่ฟังเสียงนั้นแทนฉัน”
ทันใดนั้น เงาเล็ก ๆ หายวับไป เหลือแต่เสียงสะท้อนในหัวทราย เธอร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวด ก่อนความมืดจะกลืนกินทุกอย่าง
เช้าวันใหม่ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเมื่อคืน ทุกคนในบ้านต่างเงียบงันใต้แสงแดดอ่อน ๆ บ้านไม้หลังเก่าดูเงียบจนน่ากลัว ไม่มีเสียงใด ๆ อีกต่อไป
แต่ในความเงียบ กลับมีเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังลอดขึ้นมาจากใต้ถุนอีกครั้ง “ช่วยด้วย…” เสียงนั้นเรียกหาใครสักคนใหม่ในบ้านนี้ เหมือนวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น