สัญญามิตรร้านซ่อมเพี้ยน
เสียงบีบแตรตุ๊ดตู่ของรถสามล้อเครื่องดังขรม หน้าร้านซ่อมทุกอย่างของต้นกับอิฐ เจ้าของร้านสองคนกำลังยืนจ้องดูป้ายผ้าซีดซีดที่แขวนเอียงอยู่หน้าร้าน พลางถกเถียงกันด้วยความกังวล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ย ต้น ดูดิ ป้ายร้านจะหลุดแล้วไหมอะ” อิฐลูบหัวตนเองด้วยความเครียด ต้นซึ่งมั่นใจเกินเหตุ ตีไหล่เพื่อนพูดเสียงดังว่า “เรื่องนี้ข้าเตรียมไว้แล้ว พรุ่งนี้เปลี่ยนป้ายใหม่ (‘ร้านรับซ่อมทันใจ’ ดูเท่มั้ย?)”
“ทันใจมันจะดูเร่งรึเปล่า คนแก่แถวนี้ซ่อมทีต้องพึ่งเวลาเถอะ…” อิฐแย้งแต่อีกคนไม่ฟัง ต้นเชื่อมั่นในแผนใหญ่ของตัวเอง พร้อมโปรยฝุ่นและความคิดอันล้ำลึก (ในสายตาตัวเอง)
“ไว้มะรืน ผมจะเอาป้ายใหม่ไปให้ช่างเนรมิตให้นะต้น” อิฐบอก ต้นถาม “แน่ใจนะมึง คราวก่อนขอน้ำปลา แม่แกยังให้ซอสถั่วเหลืองเลย”
ในวันถัดมา ร้านซ่อมเงียบเหงา มีแต่นกพิราบเดินวนสองตัว ต้นขลุกอยู่กับงานซ่อมนาฬิกาเก่า อิฐถือป้ายผ้าที่พ่นสีใหม่อย่างตั้งใจเดินเข้ามา ยิ้มแป้น “เสร็จแล้ว!”
แต่เมื่อคลี่ออก ปรากฏข้อความเขียนว่า ‘ร้านรับซ่อมทันใจให้ฟรี’ ด้วยลายมือบิดเบี้ยว ตัวใหญ่แปะหน้าร้าน ต้นเบิกตากว้าง “เฮ้ย! มึงเขียน ‘ให้ฟรี’ ทำไม?”
อิฐคิดนาน “ก็มันดูใจดี คนจะได้เข้าร้านเยอะไง”
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ชาวบ้านทยอยแห่กันมาพร้อมข้าวของสารพัด ทั้งกาน้ำรั่ว ร่มหัก ซาวด์เบาท์พัง พระเครื่อง ผ้าขี้ริ้ว แมวขี้เกียจ ทั้งหมดนี้พากันเดินเข้าร้านแบบไม่เกรงใจ
ป้าไหมยิ้มหวาน “ซ่อมเตารีดให้ด้วยนะลูก ฟรีเลยเนอะ” ต้นกลืนน้ำลาย มองอิฐที่ยิ้มสดใส
เสียงเครื่องมือกระแทกกระทั้นคลอเคล้าเสียงบ่นเบาๆ ของต้น “ทีหลังฟังเราบ้างนะ…”
วันต่อมา ต้นนั่งนับต้นทุนหน้าตาเครียด อิฐคร่ำเคร่งซ่อมจักรยาน ป้าอรตะโกน “พ่อหนุ่ม ซ่อมหม้อหุงข้าวให้ฟรีด้วย” ต้นหมดความอดทน “ป้ายฟรีต้องถอดแล้ว!” แต่ขณะพยายามปีนบันไดถอดป้าย เกิดสะดุดส่งอิฐกลิ้งวุ่นวาย ป้ายตกหล่นลงหัวตัวเองอีก
ร้านเต็มไปด้วยฝุ่นกับของซ่อมค้าง อิฐแอบโวยเบาหู “สายตาผิดนิดเดียว แล้วชีวิตผมจะเปลี่ยนเลย…”
ชาวบ้านเดินเข้าออกทั้งวัน มารับของโดยไม่คิดจ่าย ต้นกับอิฐถกกัน/เจรจาตัดสินใจคล้ายๆ นักการเมืองฝึกหัด
“เอาไงดีวะ หน้าร้านพังหมด เงินไม่เข้า ของเต็มร้าน ป้ายก็เขียนผิด…” ต้นฟุบหน้ากับโต๊ะ
อิฐเสนอ “ถ้าจะให้ดี เปลี่ยนป้ายอีกรอบมั้ย เขียนว่า คิดค่าบริการตามจริง?” ต้นกระโดดขึ้น “คราวนี้ขอเขียนเอง!”
ทั้งคู่เร่งทำป้าย แต่เกิดเถียงเรื่องฟอนต์ อิฐอยากได้ฟอนต์หวานๆ อบอุ่น ส่วนต้นอยากได้บิซิเนสเหมือนบริษัทใหญ่ สุดท้ายจบด้วยการเอากระดาษกาวติดชื่อร้านจนลายมือใครไม่รู้ โผล่ตัวเบ้อเริ่มว่า ‘ร้านขอซ่อมหน่อย’
วันใหม่ ลูกค้าชะงักงัน ไม่แน่ใจร้านนี้หมายถึงอะไร มีป้าไหมเดินเข้ามาถาม “ขอซ่อมหน่อย… หน่อยอะไร?”
อิฐอ้ำอึ้ง ป้ายใหม่กลับสร้างความสับสนกว่าเดิม
เด็กประถมหัวใสแอบแซว “ร้านนี้ขอซ่อมหน่อย หน่อยอะไร! จริงป่ะ”
ต้นน้ำตารื้น “ยิ่งแก้ยิ่งแย่มั้ย?”
คืนนั้นสองเพื่อนนั่งเงียบๆ ในร้าน อิฐพูดเสียงเศร้า “จะว่าไป งานซ่อมน้อยกว่าเดิมอีก”
ต้นถอนหายใจ “หรือมึงอยากเลิกทำร้านดี…”
เกิดเสียงเคาะประตู ป้าสุมาลีมาพร้อมกล่องเครื่องประดับ “ลูก ช่วยซ่อมกล่องให้ที ได้เงินนะ!” ทั้งคู่รีบตาโต
อิฐรับงาน สวมบทมืออาชีพซ่อมกล่องพร้อมต้น พลางวัยรุ่นข้างร้านชักชวนกันขึ้นมุก
“ที่นี่ซ่อมหน่อย หน่อยใจ หน่อยไหม หน่อยล่ะ!” ทั้งร้านระเบิดเสียงหัวเราะแบบเอ็นดู
เย็นอีกวัน คนเริ่มเข้าใจ บางรายจงใจมาซ่อมพร้อมหยอดคำว่า ‘หน่อย’ เพื่อสร้างเรื่องขำๆ
ต้นจับมืออิฐ เอ่ยขอโทษ “ขอโทษนะที่บังคับเกินไป แต่ขอบใจที่อยู่ด้วยกันถึงจะป่วนขนาดนี้” อิฐหัวเราะ “ถ้าชีวิตไม่พังก็ไม่มีเรื่องเล่าให้ฟังเนอะ”
ในที่สุด ร้านซ่อมที่เริ่มจากป้ายมั่ว กลายเป็นที่รวมเสียงหัวเราะ มิตรภาพของเพื่อนซี้ และความวุ่นวายที่อบอุ่นใจเมื่อเหตุการณ์วุ่นวายผ่านไป
เย็นย่ำวันนั้น ทั้งสองนั่งมองป้าย ข้างร้านมีลูกค้าร้องขอ “ร้านซ่อมหน่อย ซ่อมหัวใจได้มั้ย” ต้นกับอิฐหันไปสบตาแล้วหัวเราะ “ไว้ใจเราเลย ถ้าหัวใจซ่อมฟรี ไม่คิดตังค์!” ร้านซ่อมวุ่นวายยังคงอยู่ในซอยเล็กๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะ และกลิ่นฟืนอุ่นๆของมิตรภาพที่ไม่เคยจาง