เสียงเงียบบนเกาะน้ำนิ่ง
เรือเหล็กสีเขียวลายสนิมล่องลอยกลางผืนน้ำราบนิ่ง มันแทบไม่ไหวติงในขณะที่กลุ่มวัยรุ่นทั้งห้าคนนั่งอัดแน่นอยู่ในลำ ตัวเอกของเรื่อง พีท ชายหนุ่มผมฟู ผู้ฝันอยากเป็นนักทำหนังสารคดีมืออาชีพ เอามือถือขึ้นมาส่องกล้องไปรอบตัว ท่ามกลางกล้อง DSLR ของเก้ง—เพื่อนขี้อวดที่คล่องกว่าใคร เก้งกำลังปรับเลนส์อย่างมุ่งมั่น แอ้ม สาวผมสั้นที่โดนแว่นตาทรงกลมปิดหน้าแน่น กำลังเถียงเรื่องทฤษฎีการเล่าเรื่องกับฟ้า เพื่อนที่สุดขึงขังและจริงจังที่สุดในคณะ ขณะที่บุ๊ค เด็กเนิร์ดเจ้าเนื้อ กำลังแกะซองขนม พยายามล้อเล่นให้คลายเครียด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลัวป่ะวะ” บุ๊คถามเสียงเบา ขณะมองเกาะกลางทะเลสาบใกล้เข้ามา—เกาะน้ำนิ่งที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ในรอบสิบปี
แอ้มส่ายหน้าทั้งที่มือสั่น “มันก็แค่เล่าลือป่ะ เกาะร้างนี่จะมีอะไรน่ากลัว”
ฟ้าหันไปมองน้ำราบนิ่ง สีหน้ากังวล “แล้วไอ้ข่าวคนหายเมื่อก่อนล่ะ?”
เรือกระทบตลิ่งเบาๆ เก้งชี้ขึ้น “ถึงแล้วทุกคน เตรียมอุปกรณ์!”
กลุ่มเพื่อนหอบข้าวของขึ้นฝั่ง เดินลึกเข้าไปในเกาะที่เงียบจนได้ยินเสียงใบไม้ขยับ สายลมเย็นตีใบหน้านำกลิ่นจางๆ ของของเก่ากับความเปียกชื้น แอ้มถ่ายภาพนิ่งรอบตัวเพื่อเก็บ Footage ก่อนจะหยุดที่บ้านไม้เก่าเงียบๆ หลังหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เงาไม้ฟ้า
“เอาตรงนี้ละ สัมผัสได้ถึง vibe ลึกลับดีไหม” เก้งพูดน้ำเสียงติดตลก พร้อมก้มลงวางกล้อง
พีทยิ้มบาง ๆ พลางหันไปมองเพื่อน “เดี๋ยวจัดแสงให้นะ” แต่แววตาของเขาเหลือบไปเห็นหน้าต่างชั้นบนที่เหมือนมีคนจ้องอยู่ หัวใจพีทเต้นแรงขึ้นโดยไร้เหตุผล
การถ่ายทำเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย พีทตั้งคำถามสลับสัมภาษณ์เพื่อนๆ เรื่องสิ่งที่กลัวที่สุดในชีวิต
แอ้มลังเล หันหน้าหนี “กลัวอะไรจริงจังเลยเหรอ… กลัวพูดไม่ออก กลัวไม่มีใครเข้าใจ”
เก้งหัวเราะร่วน “ความจริงกลัวแม่รู้ว่ามีแฟน” เสียงหัวเราะกลบความเงียบรอบข้างพอควร แต่ในสายตา ฟ้ายังจ้องเงาป่ายามนั้น ซึ่งดูเคลื่อนไหวอยู่ลาง ๆ แม้จะไร้สายลม
บุ๊คยื่นขนมให้ฟ้า พยายามทำให้ทุกอย่างดูปกติ “แล้วฟ้าล่ะ?”
ฟ้าเงียบไปชั่วครู่ “กลัวอะไรที่มองไม่เห็น…กลัวเสียเพื่อน”
เสียงของเงียบสงัดจนเหมือนโลกหยุดนิ่ง ขณะที่ทุกคนฟังคำพูดของฟ้า ใบไม้ข้างหน้าเริ่มขยับ ทั้งหมดต่างหันมอง แต่ไม่มีอะไร—เพียงแต่เงาบางๆ เลื้อยหายเข้ามุมบ้านเก่า
คืนนั้น ทั้งห้าคนก่อกองไฟ โต้เถียงกันเรื่องแผนถ่ายทำ เก้งยืนยันจะปีนขึ้นชั้นสองของบ้านร้าง “จะได้ภาพ rare โคตร ๆ” พีทค้านเสียงเข้ม “ถ้ามีคนหายอีก แกจะรับผิดชอบเหรอ” สองคนเงียบลึก ๆ หัวเสียแต่ไม่พูดอะไร
แอ้มแอบกระซิบกับฟ้า “เมื่อกี้ได้ยินเสียงคล้ายเด็กผู้หญิงหัวเราะไหม” ฟ้าหน้าซีดแต่ไม่อยากให้อีกฝ่ายกลัวเพิ่ม “อาจจะลมหรือสัตว์อะไรสักอย่างน่ะ” บรรยากาศยิ่งเย็นยะเยือกขึ้นทันที
ดึกสงัด พีทนอนกระสับกระส่ายในเต็นท์ เสียงกระซิบค่อย ๆ ดังใกล้ขึ้น—แต่เมื่อเปิดเต็นท์ออก ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีเพียงเงาคนเลือนลางบนผนังบ้านเก่า หัวใจเต้นเหมือนจะระเบิด พีทหลับตาทำใจกล้า หันกลับเข้าเต็นท์
รุ่งเช้า เก้งตื่นก่อนใคร เดินสำรวจรอบบ้านหลังเก่าเพียงลำพัง เขาถ่ายรูปรอบตัว จนเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นข้างหลัง เก้งหันขวับ ไม่มีใคร มีแต่ไม้ผุพัง เขายิ้มเยาะตัวเอง ก่อนชะโงกดูหน้าต่างชั้นสอง—บางอย่างลากเงาลงขอบ ผนังมีรอยมือเด็กเต็มไปหมด
“เพื่อน ๆ มึงดูนี่!”
ทุกคนวิ่งเข้ามา ยืนเบียดดูหน้าต่าง พีทมองรอยมือดำนั้น ดวงตาเขาแข็งกร้าว ต่างจากความขี้กลัวปกติ บุ๊คถอนหายใจยาว “อย่าเอาสาระกับเรื่องผีที่ไม่มีหลักฐาน” แต่พีทกลับนิ่งเงียบและจ้องบ้านราวกับกำลังฟังเสียง
ขณะเก็บกล้อง กลุ่มได้ยินเสียงกรีดร้องเบา ๆ ลอยมากับลม ฟ้าที่ปกติเคยแข็งแกร่งน้ำตาคลอ “ใครมาล้อเล่นอะไรแบบนี้วะ” แอ้มเดินเข้าไปในบ้าน วิทยุโบราณเงียบสนิท มุมหนึ่งมีกล่องไม้จิ๋วเปิดอ้า เธอหยิบดู เจอจดหมายเขียนมือ…
“…เสียงกระซิบพวกเราได้ยินไหม… ประวัติศาสตร์ของเกาะนี้ยังไม่ถูกลืม…”
บรรยากาศทึบลงอีก เพื่อนๆ ต่างเงียบฟังเสียงจิ้งหรีดกับจังหวะลมหายใจตัวเอง ฟ้ากลืนน้ำลาย “กลับกันไหม?” แต่เก้งผิวปาก “ไหนบอกว่ากลัวเสียเพื่อน ก็ต้องอยู่ด้วยกันสิ”
สายวันใหม่ ทุกคนร่วมถ่าย Footage ที่บ้านและรอบเกาะ ทั้งหมดเริ่มหงุดหงิดกันเอง พีทจ้ำอ้าวหนีออกไปถ่ายริมทะเลสาบคนเดียว เก้งไล่ตาม “มีปัญหาอะไรกับตูนักวะ” พีทยืนเงียบ กำหมัดแน่น เสียงกระซิบนั้นมาอีก เขาพูดกับตัวเอง “ผมกลัว… กลัวซ้ำรอยปีนั้น” น้ำเสียงสั่นเทาตามความทรงจำที่ยังค้างใจ
ในขณะที่พีทยืนเผชิญหน้าความกลัวตัวเอง แอ้มฟังจดหมายซ้ำไปมา เริ่มสังเกตว่าประโยคท้ายสุดถูกฉีกออก “…ถ้าใครได้ยินเสียงพวกเรา จงช่วยปลดปล่อย…”
บุ๊คเดินมาแย่งดูจดหมาย “พี่เราเขาเคยพูดนะ เรื่องนี้ คนบนเกาะเคยหายตัวเกือบยกครอบครัว รอดแค่เด็กสาวคนนึง” แววตาบุ๊คเปลี่ยนไปทั้งหวาดหวั่นทั้งเศร้า
ตกค่ำ การถกเถียงเริ่มบานปลาย ต่างคนต่างเผยความจริงใจ แอ้มตัดพ้อ “พวกแกเห็นฉันจริง ๆ บ้างไหม…” ฟ้าลังเลเข้ามากอดไว้ เก้งพูดเสียงราบเรียบ “พวกเราไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ใครบางคนหายไป…”
พีทเดินกลับมาเล่าให้เพื่อนฟังว่า ตนเองเคยหนีเพื่อนชายคนสนิทเพราะคิดว่าพวกเขาเล่นอะไรเกินเลย ผลคือเพื่อนชายคนนั้นหายไปบนเกาะใกล้เคียง ไม่มีใครเจอร่าง พีทโทษตัวเองจนทุกวันนี้
ทุกคนเงียบชั่วขณะ ก่อนที่ฟ้าจะเข้ามากุมมือพีท พร้อมพูด “แกไม่ต้องแบกไว้คนเดียว พวกเราอยู่ตรงนี้”
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบเต็นท์ ครั้งนี้ทุกคนได้ยิน พวกเขาตัดสินใจเดินตามเงานั้นไปจนถึงชายขอบบ้าน เวลานี้ แม้ใจกลัวยังไงก็อยากรู้ความจริง
ไฟฉายส่องไปเห็นเด็กผู้หญิงผมเปียเดินคนเดียวกลางเงาไม้ ทุกคนอึ้ง พีทเรียก “น้อง เป็นใคร อยู่ที่นี่ได้ไง” เด็กหญิงหายวูบไป ทิ้งแต่เสียงสะอื้น ลมพัดหน้าต่างบ้านเก่าเปิดออกเหมือนเชิญพวกเขาเข้าไป
ทั้งห้าเข้าไปในบ้านพร้อมกัน พีทเดินนำขึ้นบันได เสียงฝีเท้าทุกคนสะท้อนตาม ทันใดนั้น ประตูห้องบนสุดปิดล็อกเองทันที ความเย็นราวกับอยู่ใต้สระน้ำทะลุมาถึงกระดูก เสียงกระซิบกลับกลายเป็นเสียงพูดดังชัดขึ้น “พวกเขาทิ้งฉันไว้ที่นี่…” ทุกคนต่างยืนนิ่งไม่กล้าขยับ
แอ้มกลั้นน้ำตา พึมพำ “จะให้เราทำอะไร…”
รอยมือดำบนผนังเริ่มเคลื่อนไหว เบาบางแต่จริงจัง เด็กหญิงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเป็นร่างโปร่งแสง “ช่วย…บอกความจริงไปที…พวกเขาไม่เคยฟังเสียงฉันเลย…”
ฟ้ารวบรวมความกล้า เดินไปจับมือเด็กหญิง ร่างนั้นเย็นเฉียบแต่มีหยาดน้ำตา “พวกเราจะไม่หนี จะฟังเสียงเธอ” น้ำตาเอ่อเต็มสองข้างแก้มเงาของเด็กสาว มุมปากยิ้มเศร้า แล้วรอยมือที่ผนังก็ค่อย ๆ จางหายไป
พวกเขาออกจากบ้านร้างเมื่อเสียงกระซิบเงียบลง ฟ้าเอากล้องใหม่มาถ่ายใบหน้าของพีทที่แววตานุ่มนวลขึ้น เขารับฟังและให้อภัยตัวเองท่ามกลางสายลมเช้า
วันกลับ เก้งถอนหายใจ ส่ายหัวขำกลบเก้อ “สารคดีคราวนี้ไม่มีใครเชื่อแน่” บุ๊คยิ้มแห้ง ๆ แอ้มมองรอยน้ำค้างแล้วกระซิบ “แต่เราเชื่อ…ว่าเสียงกระซิบพาความจริงกลับมาสักที”
กล้องแพนไปจับภาพสมาชิกทั้งห้าเดินขึ้นเรือ เหลียวหลังมองเกาะครั้งสุดท้าย ก่อนแสงแดดสะท้อนน้ำนิ่ง ทิ้งเงาของเด็กหญิงที่ยังคงยิ้มเศร้า เฝ้ามองพวกเขาไปตลอดกาล