ขณะเงียบงันใต้ดวงดาว
เสียงขูดเบา ๆ จากปลายดินสอของเวลลาตราที่ลากบนผืนกระดาษในห้องนั่งเล่นของหอพักศิลปะ ไหลผสมไปกับเสียงขดลมในสายหมอกสีขาวที่ลอดหน้าต่างเข้ามา กลางคืนนิ่งสนิทจนได้ยินแม้เสียงนาฬิกาแขวนแกว่งเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เอิร์ธเอนหลังพิงโซฟาสีซีด มือคลำแก้วโกโก้อุ่น ๆ สายตาเหลือบดูเวลาประจำฝาผนัง “ใกล้เที่ยงคืนแล้ว พัณณิตาน่าจะกลับถึงนะ” เขาว่าเบา ๆ ดวงตาชุ่มน้ำค้างของเขาดูมีเงาไม่พูดถึง
เวลลาตราหยุดมือ ก้มมองลายดินสออย่างแคลงใจ “ตั้งแต่เย็นยังไม่กลับ เห็นว่าซ้อมละครกับโอมที่สตูดิโอ” เธอพึมพำ ดวงตาหม่นลงครู่หนึ่ง ก่อนจะย้อนตนเองว่า เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าสนิทกับพัณณิตามากแค่ไหนกันแน่
ลมปะทะกระจกดังปัง ทุกคนในห้องสะดุ้ง พลอยกับบีมี่ที่กำลังเล่นหมากรุกแอบสบตากัน พลอยเอ่ยแซวกลบเกลื่อน “ผีหลอก!” เสียงเธอแฝงความสั่นอยู่ ลมแรงประหลาดคืนนี้ทำให้ใจคอทุกคนแปลกไป
มือถือของเอิร์ธสั่น วางอยู่บนโต๊ะ ข้อความจากเบอร์ไม่รู้จักเพียงคำว่า “ช่วยด้วย” เสียงนาฬิกาก็หยุดลง กะทันหันราวกับโลกห้วงนี้หยุดหายใจ ทุกคนชะเง้อมองหน้ากัน
บีมี่รีบเดินไปล็อกประตู “นี่มันอะไรกัน เอิร์ธ อย่ามาแกล้งกันนะ” เธอพยายามกลบความหวาดหวั่นผ่านท่าทีท้าทายแต่เอื้อมมือสั่นชัดเจน
เอิร์ธเขวี้ยงโทรศัพท์บนโต๊ะให้ดู “พัณณิตา…นี่เบอร์ของพัณณิตานี่!” เสียงของเขาร้อนรนและขาดตอนสำหรับหัวใจที่เต้นแรงเกินปกติ ทุกคนในห้องเหมือนรู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยว่า คืนนี้จะไม่มีใครหลับตาได้
เสียงล้อเลื่อนของลิฟต์ดัง พระจันทร์สีเทาวาววับผ่านช่องหน้าต่าง หิมะตกหนักขึ้น เวลลาตราแอบหยิกแขนตัวเอง แน่ใจว่าตื่นอยู่จริง ๆ
ไฟโถงดับวูบ สองสามคนคว้าไฟฉายเล็ก ๆ ตามสัญชาตญาณ เอิร์ธกระชับแจ็กเก็ต เดินนำเพื่อนไปดูที่ชั้นล่าง ทั้งหลังหอพักมีเพียงเสียงลมหอนกับเงาคนยาวเหยียด ไม่มีร่องรอยพัณณิตา
ระหว่างค้นหาก็มีเสียงร้องแผ่วออกมาจากห้องเก็บของ เวลลาตรา ยืนลังเลอยู่นาน แต่ตัดสินใจหมุนลูกบิด เสียงดังเอี๊ยดกับกลิ่นน้ำมันเก่าทำให้ใจเต้นระรัว
ไฟแวบส่องไปเห็นรอยเลือดเล็ก ๆ บนพื้น เอิร์ธเบิกตาค้าง พลอยกลืนน้ำลายดังเงียบ เสียงประตูหน้าหอพักกึ่งเปิดกึ่งปิดอยู่นั้น…บีมี่ตัดสินใจวิ่งไปดู แต่พบเพียงรอยรองเท้าที่ถูกหิมะกลบครึ่งเดียวกับถุงมือของพัณณิตาสีแดงสดคราบน้ำตาแทบมองไม่เห็น
ในห้องรวมต่างตกใจปนสับสน เวลลาตราเดินวนไปมา สายตาตกอยู่กับปลายเท้า “ทุกคนคิดว่าพัณณิตาโดนจับตัวไป หรือว่า…” เธอหยุดคำเพราะใจไม่กล้าคิดต่อ บีมี่หลบตา น้ำตาซึม
บรรยากาศเงียบจนหนาวกว่าอุณหภูมิข้างนอก เอิร์ธกระซิบออกมาทั้งที่มือสั่น “หรือเธอซ่อนอะไรอยู่?” เสียงที่พูดไม่ได้ต้องการคำตอบ พลอยกลั้นหายใจ
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เวลาเดียวกันในทุกเครื่อง รอบนี้เป็นข้อความเดียวกัน “หยุด” สาว ๆ สะดุ้ง วงสนทนาแตกออกอย่างเงียบ ๆ แต่ทุกคนเหลือเชื่อว่ามีบางอย่างผิดปกติยิ่งกว่าการหายตัวไป
เอิร์ธกลืนก้อนสะอื้นในคอ แล้วออกปาก “พวกเราต้องค้นหาความจริง ไม่งั้นคืนนี้ไม่มีใครรอดหลับตา”
พลอยตีไหล่เอิร์ธเบา ๆ “แล้วถ้าความจริงมันน่ากลัวกว่า…นายจะทำยังไง”
เอิร์ธมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาดำเคลื่อนผ่านหิมะ — หัวใจเขาบีบคั้นจนต้องเม้มปาก สู้กับความกลัวในตนเองเป็นครั้งแรก
ช่วงเช้าในเมืองที่หิมะโปรยปรายหนักขึ้นกว่าคืนก่อน รถตำรวจกั้นหน้าอาคารหอศิลป์ กลุ่มวัยรุ่นถูกสอบถามแต่ไม่มีใครพูดตรง ๆ ว่ารู้สึกผิดอะไรนักตอนที่พัณณิตาหายไป
เวลลาตราถอยออกจากฝูงชน สบตากับครูศิลป์วัยกลางคนที่ดูสับสนไม่แพ้เด็ก ๆ “เด็กพวกนี้ซ่อนอะไรจากเรา” เขาพึมพำ แต่เพียงชั่ววินาทีนั้นเอง เวลลาตราตัดสินใจเดินตรงไปหา — ความกลัวกับความสงสัยผลักดันเธอให้กล้ายิ่งกว่าเคย
ขณะที่เวลลาตราสอบถามเพื่อน ๆ เป็นกลุ่ม เพื่อนแต่ละคนย้อนเล่าคืนสุดท้ายก่อนพัณณิตาหายไปด้วยท่าทีผิดปกติยิ่งขึ้น โอมที่ปกติเงียบหงุดหงิด บีมี่ขยับปากเหมือนจะพูดอะไรแต่กลับกลืนลงคอ พลอยพร่ำขอโทษซ้ำ ๆ ซาก ๆ เอิร์ธเดินออกไปเงียบ ๆ
เวลลาตรารู้ว่าทุกคนปิดบังบางอย่าง เธอตามไปหาคำตอบที่สตูดิโอในคืนที่สองของการหายตัว ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักกว่าเดิม
ภายใต้แสงไฟจางๆ โอมกำลังจัดของในห้องดูเหมือนไม่รู้ตัวว่าเธอแอบมอง เวลลาตราจึงตัดสินใจเคาะประตู โอมสะดุ้ง ชั่วอึดใจเงียบ เธอถาม “วันนั้นหลังซ้อมนายเจออะไร”
“เขาบอกให้ผมไม่พูด” โอมพูดเสียงต่ำ แววตาหลบตาเธอ ก่อนจะเหม่อมองสีหิมะข้างนอก เหงื่อผุดแม้จะหนาวเย็น
“ใคร” เวลลาตราเค้นถาม โอมขบฟันแน่นแต่ไม่ตอบ เธอได้แต่เดินกลับหอพักด้วยความอึดอัดในอก
คืนนั้น เวลลาตรานอนไม่หลับ ฝันถึงแสงไฟประหลาดนอกหน้าต่าง เงาปริศนาสะท้อนบนกระจก ใจเธอบอกกล่าวบ้างเรื่องเก่า ๆ ที่เธอเคยเลือกที่จะเชื่อใจผิดคน — เธอหวาดหวั่นว่ารอบนี้ก็เช่นกัน
คืนสืบเหตุการณ์วนเวียนเป็นวงจร เอิร์ธเดินวนอยู่นอกหอพัก ดวงตาแดงโรยพลางชั่งใจ “หรือพวกเราต้องบอกตำรวจความจริง”
บีมี่ซ่อนตัวร้องไห้ในห้องน้ำ ทนกับความรู้สึกผิดที่ก้อนใหญ่ในใจแต่ไม่กล้าเผยออกมาให้ใครรู้ พลอยนอนฟังเสียงหิมะเกล็ดไหล กระสับกระส่ายกับสิ่งที่ตนรู้แต่ไม่เคยกล้าเอ่ย
วันที่สามของการหายตัว เวลลาตรานั่งหน้าประตูหอพักมองหิมะร่วง เธอลังเลแต่ตัดสินใจพิมพ์ข้อความหาเบอร์ที่ส่งมาวันแรก — “แกเป็นใคร” เพียงอึดใจเดียว ข้อความโต้ตอบมา “คืนนี้ ชั้นล่างสุด”
เวลลาตราเรียกเอิร์ธกับพลอย ไว้ใจเพียงพวกเขา ทั้งสามคนตัดสินใจเดินลงไปยังชั้นใต้ดินของหอพักในคืนฟ้าสลัวนั้น
ใต้แสงไฟฉาย เงาผ่านแถว ๆ ประตูเหล็กเก่า ซีเมนต์ชื้นกลิ่นอับคละคลุ้ง พลอยเดินชิดเพื่อน มือกำมือแน่น
เสียงครืดแบบชวนขนลุกดัง เวลลาตราเปิดประตูห้องเก็บของ พบสมุดวาดของพัณณิตาตกอยู่ หน้าแรกเขียนว่า “ขอโทษ” ใจเธอเต้นแรง พลิกหน้าถัดไปเป็นรูปเพื่อนทั้งกลุ่มแบ่งกลุ่มยืนหันหลังให้กัน ดวงตาพัณณิตาวาดให้ตัวเองอยู่ตรงกลางมืดดำไร้ใบหน้า
เอิร์ธพูดเสียงเบา “เธอถูกทิ้งใช่ไหม…จากเรา…” น้ำเสียงสะท้อนความรู้สึกผิดและเสียใจที่อัดอั้นมานาน
สายลมเย็นวูบหนึ่งแทรกเข้าห้อง ประตูหลังปิดโครม สามคนหันขวับ เห็นเพียงเงาดำเคลื่อนผ่านประตูบานเล็กเท่านั้น
บีมี่โทรมาเสียงสั่น “ขึ้นมา! ตอนนี้เลย!” พวกเขารีบวิ่งขึ้นหอ พบบรรยากาศแตกตื่น ตำรวจมาอีก พ่อแม่พัณณิตาร้องไห้ สายตาเพื่อน ๆ ล้วนหนีหลีกไม่กล้าสบ
กลางความปั่นป่วน เวลลาตรานั่งเงียบมองสมุดวาดในมือ รู้สึกเหมือนเธอเพิ่งเห็นเพื่อนใกล้ชิดที่สุดของตนชัดขึ้นในห้วงว่างแห่งความคิดถึง
คืนนั้นทุกคนนอนไม่หลับ ต่างนั่งในความเงียบเว้นวรรคกันและกัน เวลลาตราเอ่ย “ฉันกลัวนะ กลัวความจริงที่พวกเราซ่อนไว้” น้ำเสียงเธอสั่น เอิร์ธปลอบ “กลัว…แต่ต้องเผชิญไปด้วยกัน” กลุ่มเพื่อนต่างเงียบ ต่างกลัว ต่างโหยหาโอกาสแก้ไขความผิด
สองวันต่อมา หิมะยังคงตก ครูศิลป์จัดประชุมด่วนในห้องประชุม “ใครปิดบังอะไรบอกมาเถอะ ตอนนี้ไม่เกี่ยวโทษผิด แต่อยากให้ความจริงปรากฏ” เสียงอ่อนล้าจนใจกลืนไม่ลง
พลอยยกมือขึ้น น้ำตาริน “หนูเห็นพัณณิตาร้องไห้วันนั้น แต่…หนูไม่กล้าถาม หนูกลัวจะโดนเหมือนเธอ” โอมชักหน้ากลับ “ผมเห็นพัณณิตาเดินออกมาตามลำพัง ผมคิดว่าเพื่อน ๆ จะช่วย แต่ผมเองก็กลัวเหมือนกันครับ”
บีมี่เดินออกกลางวง น้ำเสียงลอดน้ำตา “ฉันน่าจะขอโทษเธอก่อน…แต่เลือกจะมองข้าม ไม่ถาม ไม่ฟัง ทั้งที่เราเคยสนิทที่สุด”
เอิร์ธพูดเบา ๆ “ไม่มีใครอยากให้เพื่อนหายไป…พวกเราต้องช่วยกันเอง” เขาเดินมากอดทุกคน รอยร้าวค่อย ๆ ละลายใต้ความเจ็บปวดร่วมกัน
วันหนึ่งหลังเหตุการณ์ เวลลาตรานั่งเฝ้าหน้าต่างหอพักอีกครั้ง หิมะโปรยปรายไม่หยุด เงาสะท้อนหญิงสาวผ่านกระจก คำพูดของพัณณิตาดังก้อง “ขอโทษแล้วช่วยแก้ไขไหม” เสียงเบา ๆ ดังไร้ที่มา ทำให้เวลลาตราน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
ในที่สุด พวกเขาก็ตัดสินใจเปิดใจในเมืองหิมะอันเงียบงันชั่วนิรันดร์ ร่วมกันเฝ้ารอข่าวเรื่องพัณณิตาและกลับไปเยี่ยมครอบครัวเธอทุกเดือน แม้ยังไม่พบตัวแต่ความผิดและความคิดถึงฝังแน่นจนไม่มีวันจาง
คืนหนึ่ง เวลลาตราเดินลงไปยังชั้นใต้ดินด้วยลมหายใจสั่น ๆ เหมือนตนเองเดินไปขอขมาเพื่อนที่ไม่มีโอกาสตอบรับ เธอวางสมุดวาดกลุ่มลงบนโต๊ะ ปิดไฟ ทิ้งท้ายให้ความรักและการให้อภัยละลายลงในหิมะแห่งความทรงจำใหม่
แสงจันทร์สาดลอดหน้าต่าง เงาของกลุ่มเพื่อนสะท้อนเคียงข้างกันในความเงียบสงัดใต้ดวงดาว เมืองหิมะยังคงร้างไร้เสียงของพัณณิตา แต่มิตรภาพและการเติบโตจากบาดแผลนั้นเปลี่ยนแปลงทุกคนไปตลอดกาล