จังหวะเงียบใต้เงาไฟนีออน
เสียงซินธ์แอมเบียนต์แผ่วเบาปะปนอยู่กับจังหวะหัวใจของ “ภีม” ขณะยืนติดกำแพงใกล้ทางเข้าร้านคาราโอเกะชื่อ “ราตรีบรรเลง” ไฟนีออนสีชมพูแดงสะท้อนในม่านตา ดวงตาข้างหนึ่งของเขาดูว่างเปล่า อีกข้างหนึ่งหลบหลีกสายตาคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเบาเหมือนลมหายใจ เหมือนลอยมาจากใต้สำนึก— “จนกว่าเธอจะยอมฟัง โลกจะไม่หยุดเล่นเพลง…” ภีมขมวดคิ้ว เหลียวซ้ายขวา ไม่มีใครใกล้พอให้กระซิบแต่เสียงนั้นกลับชัดเจนเจือเศร้าในอก
เขาครุ่นคิดถึงคำพูดนั้น ก่อนจะสะดุ้ง เมื่อร่างเพรียวสูงในชุดแจ็กเก็ตหนังดำเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวคนนั้น— “จันทร์”—หยุดอยู่ข้างเขา ไฟนีออนวาดเงาข้ามใบหน้าที่ตกกระฝ้า แต่แววตาคมชัดเจนและคาดเดาไม่ได้
“ยืนฟังเสียงอะไรอยู่ได้ทั้งคืน…” จันทร์เปรยเสียงเรียบ สายตาสำรวจเขาเหมือนเจอวัตถุลึกลับในพิพิธภัณฑ์
ภีมหลบตา กัดริมฝีปาก ยกมือขึ้นเหมือนจะปัดเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน “ไม่มีอะไร เดี๋ยวจะรีบเข้าไป”
“กลัวอะไร? กลัวได้ยินอะไรมากกว่าคนอื่น หรือกลัวคนอื่นจะรู้ว่าได้ยิน?” เธอยิ้มบาง ๆ ในความเงียบหน้าร้าน
สายลมเย็นพัดผ่าน ภีมอยากพูดแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน จึงเปลี่ยนเรื่อง “คืนนี้…นักร้องอินดี้คนนั้นยังไม่มาเหรอ? ที่ชื่อ ‘ไอซ์’ น่ะ”
จันทร์ขมวดคิ้ว “เธอหายไปสองวันแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน ฉันกำลังหาคนช่วย ตามฉันมา”
เธอเดินนำเข้าไปในร้าน เสียงแซกของไมโครโฟนและลูกค้าหัวเราะคละเคล้าไฟสีจัดจ้าน ภีมลังเลบนธรณีประตู ต้องก้าวเข้าไปไหม—หรือปล่อยให้เสียงในหัวดังขึ้นเรื่อย ๆ
สุดท้ายเขาเดินตามจันทร์เข้าไป หัวใจเต้นตีจังหวะกับเพลงที่ลอยอยู่วงในร้าน ทุกโต๊ะมีแต่รอยยิ้มแต่อะไรบางอย่างในห้องรับแขกนี่กลับหนาวเยือกผิดปกติ
จันทร์เอ่ยเบา ๆ ขณะเดินผ่านผ้าม่านลูกไม้กั้นเวที “เธอคงได้ยินอะไรมากกว่าคนทั่วไปสินะ… ฉันว่านายต่างจากคนอื่น ไม่ใช่เพราะความเงียบ แต่เพราะนายฟังโลกนี้ต่างไป”
ภีมกระซิบตอบ “มันไม่ใช่ของขวัญ มันคือ…เสียงพันธนาการ”
เธอยิ้มเศร้า ก่อนจะหยุดที่โต๊ะมุมที่สุด มีหญิงวัยกลางคนผิวหม่นนั่งเหม่อลอยอยู่เบื้องหน้า แหวนเงินบนนิ้วเธอสะท้อนแสงสลัวยายามเธอบีบมือแน่น
“แม่ของไอซ์” จันทร์แนะนำเบา ๆ “ขอโทษที่รบกวน… ภีมนี่พอจะช่วยอะไรได้”
ภีมพยักหน้าเบา ๆ นั่งลงข้างแม่ไอซ์ มองหญิงสาวที่ดูแบกรับอะไรไว้หนักหนา กระแสเย็นเกือบมือเธอ แตะเข้าที่หลังมือของเขาชั่วขณะ ทุกอย่างเงียบลง—จนได้ยินเสียงสะอื้นลึก ๆ ด้านใน
แม่ไอซ์ละสายตามองเขาช้า ๆ ดินสร้อยคอเล็ก ๆ รูปเครื่องดนตรีโบราณพลิกไปมาในมือ “หนูได้ยินเสียงอะไร…ใช่ไหมลูก หนูถึงมานั่งตรงนี้”
ผีมือที่มองไม่เห็นลูบหลังมือเขาอีกครั้ง—คราวนี้เหมือนเสียงกระซิบดังขึ้น “ขอให้ฟังทีเถอะ… เพลงของลูก”
ภีมรู้สึกเหมือนโลกทั้งร้านหยุดนิ่งอยู่ชั่ววินาที เขากัดฟัน ค่อย ๆ พูด “ผม…ฝันถึงเพลงที่เหมือนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ เพลงของคนที่ยังไม่ได้ร้องจนจบ”
แม่ไอซ์น้ำตาไหลเงียบ ๆ เธอไม่ตอบ แต่เสียงสะอื้นข้างในหนักแน่นขึ้น ภีมขยับตัวอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจันทร์จะพูดขัดขึ้นเบา ๆ
“ถ้าเธอได้ยินเพลงนั้น เธอช่วยเราไขปริศนาไม่ได้ไหม? อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องไอซ์… ฉันคิดว่าทั้งย่านนี้ซ่อนเสียงบางอย่างไว้ใต้ไฟนีออนนี้นานมากแล้ว”
ภีมนิ่งเงียบ คำว่าไฟนีออนและเพลงลึกลับปะทะกันในใจ เขาถึงกับต้องยกมือขยี้ขมับแล้วยกตาขึ้นสบตาจันทร์ ดวงตาคู่นั้นทั้งแข็งกร้าวและอ่อนโยนปะปนกัน
“ผมจะลองช่วยดู แต่… ผมกลัว กลัวว่าจะเจออะไรมากกว่าที่อยากเห็น กลัวว่าฟังแล้วจะไม่ได้เงียบอีกเลย”
เสียงเพลงแผ่วจากเวทีล่องลอยมาพร้อมกับเสียงหัวเราะลึก ๆ ในเงามืด ไม่มีใครในร้านสังเกต แต่ภีมได้ยินมันชัดขึ้นทุกที
คืนนั้น จันทร์พาภีมเดินลัดเลาะหลังร้าน ผ่านตรอกแคบที่ฝนหยดลงบนหลังคาเหล็กสังกะสี กระดาษโปสเตอร์เก่าของไอซ์หลุดลอกติดกำแพง เขาเอื้อมมือแตะโปสเตอร์ เหมือนถูกกระแสไฟดูดจนต้องผละมือออก
จันทร์รั้งแขนไว้ “เฮ้… สบายดีหรือเปล่า?”
ภีมส่ายหน้า “ทุกครั้งที่จับของไอซ์ ฉันเหมือนอยู่ในวงล้อมของเสียง คนในความมืดพวกนั้นเรียกหาใครสักคน”
เธอถอนหายใจ “มันมีอะไรอีกไหมที่นายยังไม่เล่า”
ภีมนิ่งไปนาน พูดช้า ๆ “ตอนเด็ก…เคยได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจากตึกนี้มาก่อน ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครฟัง แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็หายไป… เหมือนไอซ์เอง”
จันทร์มองตาเขาอยู่นาน ก่อนเอ่ยเบา “เธอแบกอดีตไว้หนักหนาเหมือนฉันเลยนะ”
เสียงกระซิบเก่า ๆ ดังในหัว “อย่ากลัวเลย… ถ้าจะฟังจริง ๆ”
ทั้งสองเดินตามเสียงในใจของภีม ไปตามลำดับภาพจำในอดีต ไฟนีออนแสงแดงไหลทาบเปื้อนผนัง เขานำจันทร์เข้าห้องน้ำเก่า ๆ ด้านหลังร้าน น้ำหยดแปะ ๆ และไอเย็นคละเคล้า
ขณะที่ยืนหน้ากระจก แต่มองไม่เห็นเงาตัวเอง ชั่วขณะแวบหนึ่ง เสียงเด็กหญิงขอความช่วยเหลือกับเสียงร้องของไอซ์ซ้อนกัน เหมือนบทเพลงสองบทที่ร้องผิดคีย์แต่ประสานกันในความมืด
“ในกระจก…เสียงมันอยู่ในกระจก” ภีมพึมพำเอง แต่จันทร์ได้ยิน เธอรีบมองลึกเข้าไปในกระจก ในนั้นเธอเห็นแสงเงาเบลอๆ คล้ายร่างคนร้องไห้อยู่มุมหนึ่ง ภีมกลัวจนต้องหลับตาแน่น
จันทร์เอื้อมมือมาจับแขนภีมแน่น “จับมือฉันสิ อย่าแบกมันคนเดียว”
ทันใดนั้นเสียงเพลงเศร้าแว่วมาจากกระจกเป็นภาษาที่ไม่ได้ยินจากปากมนุษย์ แต่ภีมเข้าใจ— “ฉันยังร้องเพลงไม่จบ เธอจะช่วยฉันไหม?”
ภีมฝืนใจมองเข้าสู่เงากระจก—น้ำตาไหลริน “แล้วต้องทำยังไง?”
เสียงนั้นตอบ “ช่วยร้องให้จบแทนฉัน”
จันทร์จับมือเขาไว้แน่นขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นไม่ถามซ้ำ เธอเหมือนจะเข้าใจดีว่าบางอย่างในโลกนี้มีอยู่แค่ให้ฟัง ไม่ใช่ให้เข้าใจ
ภีมหายใจเข้าลึก ๆ เริ่มฮัมท่อนเพลงที่ติดค้างในใจ อากาศรอบตัวเย็นจัดจนแขนขนลุก เสียงนั้นค่อย ๆ ผสานกับเสียงเขา เหมือนที่เคยฝันเห็นเมื่อครั้งยังเด็ก
จังหวะเพลงสิ้นสุด น้ำตาหยาดสุดท้ายของแม่ไอซ์ในร้านหยดลงบนพื้น กระจกแตกละเอียดราวกับปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไป
ภีมทรุดลงกับพื้น สั่นสะท้านแต่เหมือนได้ดูดกลืนเสียงนั้นเข้ามาในร่างกาย เขาหันไปหาจันทร์ ริมฝีปากสั่นงัน น้ำตาอาบแก้ม
จันทร์นั่งลงข้าง ๆ วางมือบนไหล่ “เธอทำได้มากกว่าที่คิด เธอได้ฟังเธอเองสักที”
ทั้งคู่นั่งนิ่งอยู่นาน ไม่มีใครพูด ราวกับต่างคนต่างรอให้เสียงดนตรีในตัวแต่ละคนหมดลง คนในเงามืดยังดูนิ่งสงบขึ้น เหมือนกับเรื่องที่ถูกปิดไว้ได้ถูกบรรเลงจนจบ
เสียงนาฬิกาบอกเวลาตีสี่ ไฟนีออนเริ่มดับทีละดวง ทั้งเมืองเริ่มเงียบ ภีมลุกขึ้น”ขอบคุณนะ…ถ้าไม่ได้เธอ ฉันคงไม่กล้าฟังเสียงตัวเองเลย”
จันทร์ยิ้มบาง เหลือบตาไปทางร้านคาราโอเกะซึ่งตอนนี้เงียบสนิท “ใคร ๆ ก็มีอะไรในใจที่กลัวจะฟัง —แต่ถ้าไม่ฟังก็จะวิ่งตามหลอกเราเรื่อยไป”
ลมหายใจอุ่น ๆ ออกจากปากทั้งสอง ราวกับไอน้ำแห่งการปลดปล่อย ภีมหันหลังกลับบ้าน ปิดฉากคืนที่เปลี่ยนชีวิต
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณฉาบลงบนยอดตึก เสียงที่เคยไล่ล่าภีมค่อย ๆ เงียบไป เหลือแต่เสียงจักจั่นกับกีตาร์โปร่งของใครบางคน ในร้านที่เงียบสงัด
โลกภายนอกไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ทว่าในใจภีม ไม่มีดนตรีบรรเลงดังเดิมอีกต่อไป