เสียงกระดิ่งในหอปิดตาย
แสงไฟถนนสาดเข้ามาผ่านหน้าต่างเก่าที่กระจกแตกเป็นเสี้ยว เสียงรองเท้ากระทบพื้นซีเมนต์ดังก้องในโถงทางเข้าหอพัก “ศิลป์” ก้าวขึ้นบันไดพร้อมกระเป๋าเป้ใบใหญ่ พยายามไม่สบตากับกระจกเงาสีเหลืองหม่นตรงผนัง เขาหยุดหายใจแผ่วเบาเมื่อแผ่นป้ายไม้ที่เขียนว่า ‘หอพักจันทรา’ สะท้อนเงาตัวเองที่บิดเบี้ยว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะว่าต้องอยู่ที่นี่?” “ไอซ์” เพื่อนสาวตัวเล็กกระซิบ น้ำเสียงเจือความไม่แน่ใจ
“หออื่นเต็มหมดแล้ว ไม่มีทางเลือก” ศิลป์ตอบ กลั้นลมหายใจชั่วคราวเมื่อได้ยินเสียงกรอบแกรบคล้ายหนูอยู่ใต้บันได
ประตูไม้บานเก่าร้องครวญเมื่อไอซ์ผลักเข้าไปข้างใน โถงกลางโล่งกว้าง มีเพียงแสงไฟนีออนกระพริบอยู่เหนือหัว “อ๋อง” เพื่อนร่างใหญ่ขยับกระเป๋ามาวางลง ไม่พูดอะไร แววตาเขาดูระแวดระวังตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา
เสียงหัวเราะเบาๆ ของ “ฝน” หญิงสาวผมยาวที่คอยผลักความรู้สึกกลัวออกไปด้วยการพูดติดตลก “ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย อย่างมากก็ฝุ่นกับแมลงเน่า”
ห้องพักอยู่ชั้นสี่ ทางเดินแคบยาวแทรกไปด้วยเงาดำจากประตูห้องปิดสนิท ศิลป์เดินตามเพื่อนๆ ไปเงียบๆ สายตาแลไปที่ลูกบิดทองเหลืองที่มีเศษด้ายแดงผูกไว้เหมือนทำพิธีอะไรสักอย่าง
ไอซ์หยิบกุญแจขึ้นมา มือสั่นเล็กน้อย ขณะไขเข้าห้องหมายเลข 407 เมื่อประตูเปิด กลิ่นอับเก่าก็พุ่งเข้าจมูก ศิลป์ชะงักเล็กน้อยก่อนเข้าตามเพื่อน
ฝนเปิดไฟ ห้องว่างเปล่า มีเพียงเตียงเหล็กสนิมกับตู้ไม้ที่มีรอยขีดเขียนแปลกๆ ศิลป์วางกระเป๋า พยายามเมินเสียงลมหายใจที่ดังผิดปกติจากทางห้องน้ำ
อ๋องเดินไปเปิดหน้าต่าง กระจกขุ่นจนมองอะไรไม่เห็น เขาหันมาตบบ่าไอซ์เบาๆ “อย่าคิดมาก มันก็แค่หอกับตึกเก่า”
แต่ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องเสียงกระดิ่งที่ลอยมาแผ่วเบาในความเงียบ ตีหนึ่ง ศิลป์สะดุ้งตื่น เสียงกระดิ่งแผ่วๆ ดังอยู่หน้าห้องน้ำในห้อง เขามองไป เห็นเงาคนผ่านแสงไฟรำไร เสียงน้ำหยดเป็นจังหวะ
“ใครเดินในห้องน้ำ?” เขากระซิบ ไม่มีใครตอบ นอกจากเสียงลมหายใจของไอซ์ที่ขดตัวอยู่บนฟูกข้างกัน
ฝนลุกขึ้นมาอย่างง่วงงุน เดินไปเปิดประตูห้องน้ำ เสียงเงียบลงทันที เพียงแต่บนขอบอ่างล้างหน้ามีเศษด้ายแดงตกอยู่
วันต่อมา ศิลป์เดินสำรวจบริเวณรอบหอพัก เขาหยุดยืนตรงระเบียงชั้นสาม ชายตาไปเห็นหน้าต่างห้องหนึ่งที่มีม่านผ้าขาวขาดยับไหวอยู่ แม้ไม่มีลม
เขาสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเยียบมองมา ศิลป์รีบเดินกลับขึ้นห้อง เจออ๋องนั่งจ้องโทรศัพท์สีหน้าหนักใจ
“เน็ตไม่มีสัญญาณเลยว่ะ โทรศัพท์ก็เหมือนโดนบล็อก” อ๋องสบตาเพื่อน “มึงว่า มีใครอยู่ที่นี่ก่อนเราไหม?”
ไอซ์นั่งกอดเข่า ไม่พูดอะไร ฝนพยายามเสริมบรรยากาศ “อาจเป็นพวกเจ้าหน้าที่มาดูแลตึกก็ได้”
กลางคืนต่อมา เสียงกระดิ่งกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ดังยาวและหนักขึ้น ศิลป์เปิดประตูห้อง พบเพียงทางเดินมืดมิดและเงาร่างคล้ายเด็กผู้หญิงวิ่งหายไปตรงบันได
เช้าวันถัดมา ไอซ์พบเศษด้ายแดงเพิ่มขึ้นทีละน้อยบนโต๊ะและตามพื้นห้อง ทุกคนเริ่มระแวงกันเอง ศิลป์อดสงสัยไม่ได้ว่าเศษด้ายแดงเกี่ยวข้องกับลวดลายบนตู้ไม้หรือไม่
เขาพยายามหาข้อมูลจากป้ายประกาศเก่าๆ ในโถง พบรูปถ่ายขาวดำเก่าๆ ของนักศึกษาหญิงคนหนึ่งใต้ป้าย “ห้ามเข้า – ปิดซ่อมชั่วคราว”
อ๋องเริ่มพูดน้อยลง กลายเป็นคนระแวง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกระดิ่ง เขาจะเอามือปิดหู ฝนเริ่มฝันร้ายแต่ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง
คืนหนึ่ง ฝนได้ยินเสียงกระซิบว่า “ช่วยฉันด้วย” ดังออกมาจากห้องน้ำ เธอลุกขึ้นมา เจอไอซ์นั่งร้องไห้อยู่ในมุมมืด ไอซ์เอาแต่พูดว่า “เราควรหนีออกไป”
ศิลป์พยายามปลอบใจเพื่อน แต่ในใจกลับถูกความกลัวรัดแน่น เขาเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าทุกคืนเสียงกระดิ่งจะดังตรงเวลาตีหนึ่ง และเศษด้ายแดงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อ๋องตัดสินใจเดินสำรวจชั้นล่างเพียงลำพัง ประตูบางห้องเปิดแง้ม เขาเห็นเงาคนเดินผ่านกระจก ทว่ากลับไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
อ๋องพบสมุดจดบันทึกเก่าในห้องครัวร้าง หน้าปกเปื้อนเลือดแห้งสีดำ เขาเปิดอ่าน เจอข้อความว่า “วันที่ 10: ฉันหนาว ฉันกลัว พวกเขาไม่ยอมฟังเสียงฉัน”
คืนถัดมา เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนตื่นขึ้นมา เจอประตูห้องถูกล็อกจากด้านนอก ศิลป์พยายามงัดประตู ไอซ์ร้องไห้ ฝนพยายามโทรออกแต่สัญญาณขาดหาย
อ๋องเริ่มอาละวาด โยนของใส่กำแพง “มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่”
ศิลป์ค้นตู้ไม้ในห้อง เจอลิ้นชักลับ ในนั้นมีรูปถ่ายขาดวิ่นของนักศึกษาหญิงคนเดียวกับในภาพขาวดำ พร้อมกับกระดิ่งใบเล็กผูกด้วยด้ายแดง
เมื่อสัมผัสกระดิ่ง ศิลป์ได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว “อย่าไว้ใจพวกเขา…”
ไอซ์ตัดสินใจสารภาพ “ฉันเคยเรียนอยู่ที่นี่เมื่อสิบปีก่อน…แล้วก็มีเด็กผู้หญิงหายตัวไปในหอนี้ ฉันไม่เคยลืมเสียงกระดิ่ง…”
ทุกคนจ้องหน้าไอซ์ ศิลป์ถาม “ทำไมไม่เคยบอกพวกเรา?”
ไอซ์ตัวสั่น “ฉัน…ฉันคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่า แต่ตอนนี้ ฉันกลัวว่ามันจะกลับมา”
เสียงกระดิ่งดังขึ้นดังที่สุดในคืนนั้น บานประตูห้องน้ำเปิดเองช้าๆ ไอซ์เดินเข้าไป ทั้งห้องเย็นยะเยือก ศิลป์ ฝน และอ๋องมองตามอย่างลังเล
ศิลป์ตัดสินใจเดินตามเข้าไป เห็นเงาผู้หญิงยืนหันหลังอยู่ข้างอ่างล้างหน้า เสียงกระดิ่งหยุดลงในทันที
“หันมา…” ฝนกระซิบเบาๆ
ศิลป์ก้าวเข้าไปใกล้ เงานั้นค่อยๆ หมุนตัวช้าๆ แววตาว่างเปล่า เสียงกระซิบ “ช่วยฉัน…” ก่อนร่างในเงาจะหายวับไป ทิ้งไว้แค่เศษด้ายแดงกระจายเต็มพื้น
ศิลป์เข้าใจทันทีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกับการหายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน ไอซ์ยืนน้ำตาไหล เธอสั่นศีรษะ “ฉันเห็นเธอคืนนั้น…แต่ฉันกลัว ไม่กล้าช่วย…”
ฝนถามเบาๆ “แล้วถ้าเราช่วยตอนนี้ล่ะ?”
เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงเศร้าและหวานปนเศษเสียงสะอื้น ศิลป์วางกระดิ่งลงที่อ่างล้างหน้า เงานั้นจึงปรากฏอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียง หากแต่เป็นความรู้สึกเศร้ากดดันที่ถาโถมเข้ามา
อ๋องพูดขึ้นเสียงสั่น “เราต้องออกจากที่นี่ก่อน ก่อนจะสายไป”
ประตูห้องค่อยๆ เปิดออกเอง ทิ้งความเงียบเยือกเย็น ทุกคนเดินออกมาช้าๆ ลมหายใจติดขัด เมื่อผ่านทางเดินยาวกลับไปที่โถง พวกเขาเห็นเงาเด็กผู้หญิงยืนอยู่กลางแสงไฟนีออนที่กระพริบ เธอชี้ไปยังประตูทางออกพร้อมเสียงกระดิ่งสุดท้าย…
ประตูหอพักเปิดออก ทุกคนต่างรีบหนีออกไป เมื่อหันกลับมา หอพักก็มืดสนิทและเงียบงันเหมือนไม่เคยมีใครอาศัยอยู่ เสียงกระดิ่งสุดท้ายดังแว่วจากที่ไกลๆ ราวกับบอกลา
ศิลป์ยืนมองกลับไป ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ไอซ์ทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลพราก ฝนจับมือเธอแน่น อ๋องหันหลังไม่พูดอะไร ทุกคนรู้ว่าความจริงในคืนนั้นจะติดตามพวกเขาไปตลอดชีวิต…