เสียงกระดิ่งในห้องปิดตาย
สายลมยามเย็นพัดผ่านใบไม้ของต้นจามจุรีสูงใหญ่เหนือหอพักร้าง อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ริบป่า ไกลจากแสงไฟเมือง เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังครืดคราดราวกับจะเตือนผู้คนไม่ให้เข้าใกล้ ประตูเหล็กขึ้นสนิมส่งเสียงแหลมเมื่อมีมือหนึ่งผลักเข้าไป ชัชรีน นักศึกษาปีสี่ สาขาภาพยนตร์ ออกแรงผลักบานประตูให้เปิดกว้างมากพอที่ทั้งกลุ่มจะเดินเข้าไปได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โอ๊ย…เสียงนี่มันหลอนสุด ๆ” เด่นชาย รูปร่างสูงใหญ่ พูดพลางหยิบกล้องวิดีโอยกขึ้นถ่ายเพื่อน ๆ ทั้งสามคนที่เดินตามเข้ามา แววตาเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนระแวง
“อย่าเพิ่งคิดมาก เดี๋ยวก็รู้ว่ามันไม่มีอะไร” ปุณณ์ สาวผมสั้นผู้ไม่เคยกลัวผี ประกาศเสียงแข็ง แต่สายตาเธอกวาดมองไปทั่วอย่างระวัง
“ทำไมต้องเลือกที่นี่ก็ไม่รู้…” กิตติ นักศึกษาชายร่างผอมพูดเสียงแผ่วพลางยกมือปิดจมูก กลิ่นอับเก่าของที่นี่ชวนให้คลื่นเหียน
เสียงเท้าทั้งสี่คู่ก้าวย่ำไปบนพื้นไม้ที่ขึ้นรานุ่มยวบ ด้านในมืดสลัวจนต้องเปิดไฟฉายมือถือ บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว เงามืดคล้ายกำลังเคลื่อนไหวตามพวกเขา พวกเขาเดินสำรวจโถงกลางชั้นล่างที่มีโต๊ะเก่า ๆ และเก้าอี้ไม้หักหลายตัวล้มระเนระนาด
“เอ้า เด่น ถ่ายให้เยอะ ๆ นะ คลิปคืนนี้ต้องได้วิวแน่” ปุณณ์ยิ้ม แต่เสียงหัวเราะเธอสั่นประหลาด
ขณะที่ทุกคนกำลังหาแหล่งเสียบปลั๊กเพื่อเซ็ตอุปกรณ์ เด่นชายหยุดกลางโถง เขาเหลือบเห็นเงาบางอย่างผ่านกระจกแตกท้ายโถง เงานั้นเคลื่อนผ่านวาบเร็วมากจนเขาต้องกระพริบตาแล้วหันมองอีกครั้ง
“เมื่อกี้…มีใครเดินอยู่ตรงนั้นปะ?” เขาถามเบา ๆ
“อย่าเล่นมุกแบบนี้ได้ไหมเด่น เรามากันสี่คนนะ ไม่มีใครอยู่หลังนั้น” ชัชรีนหันมาตอบ สีหน้าไม่แน่ใจ
บรรยากาศเงียบงันกดดัน ทุกคนหยุดนิ่งราวกับกำลังเงี่ยหูฟังเสียงอะไรบางอย่างในความเงียบ พลัน…เสียงกระดิ่งแผ่วเบาลอดออกมาจากชั้นสอง ดังเพียงหนึ่งครั้งก่อนจะเงียบลง
“ได้ยินไหม?” กิตชี้มือสั่นไปยังบันได
ปุณณ์กลืนน้ำลาย “เสียง…เสียงอะไรอ่ะ? กระดิ่งเหรอ—”
“ใช่…เหมือนกระดิ่งจริง ๆ” เด่นชายตอบช้า ๆ พลางก้มดูหน้าจอกล้องที่สั่นเล็กน้อย
“ใครจะเอากระดิ่งไว้ในหอพักร้างวะ?” ชัชรีนพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ดวงตากลับตื่นตระหนก
พวกเขาเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ทีละก้าวอย่างระวัง ประตูห้องแต่ละบานถูกปิดสนิท มีเพียงบานหนึ่งที่ถูกปิดด้วยโซ่และแม่กุญแจขึ้นสนิม หน้าประตูนั้นมีรอยมือเก่า ๆ เป็นสนิมแลดูคล้ายรอยเลือดแห้ง
“ห้องนี้ใช่ไหมที่เขาว่าปิดตายตั้งแต่ปี 2538” ปุณณ์ถามเสียงแผ่ว
กิตกลืนน้ำลาย “ได้ยินว่าไม่มีใครเข้าไปได้เลย…ตั้งแต่เด็กผู้หญิงคนนั้นหายตัวไป”
เด่นชายถ่ายภาพห้องนั้น แต่ไฟในกล้องกระพริบแปลก ๆ ชัชรีนขมวดคิ้ว “เอาไงดี จะถ่ายสารคดีไหม? หรือจะออกไปก่อน?”
ปุณณ์เงียบไปนาน เธอเหมือนจะลังเลแต่สุดท้ายก็พยักหน้า “เราต้องถ่ายให้เสร็จ…”
เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนดังมาจากหลังประตูนั้น ทุกคนแข็งค้าง หัวใจเต้นแรง
“ไม่มีใครอยู่ข้างในจริง ๆ ใช่ไหม?” กิตถามเสียงแผ่ว
“อย่าเสียงดัง!” เด่นชายกระซิบเสียงเครียด
เงียบงันชั่วขณะหนึ่ง มีเพียงเสียงหายใจถี่ ๆ ของทุกคนกับเสียงลมกระทบหน้าต่าง ทุกคนตัดสินใจหันหลังเดินกลับลงไปชั้นล่าง
กลางดึก หลังจากติดตั้งกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์บันทึกเสียงในโถงกลางและหน้าห้องปิดตาย พวกเขานั่งล้อมวงที่พื้น พยายามปลอบใจกันเองด้วยมุกตลกและเรื่องเล่า
“ทำไมถึงต้องปิดตายห้องนั้น?” เด่นชายถามขึ้นเบา ๆ เหมือนถามใครสักคนที่มองไม่เห็น
กิตถอนหายใจ “เขาว่ามีเด็กหายไปในห้องนั้น คืนเดียวกับที่ไฟไหม้ห้อง…”
ปุณณ์เคี้ยวขนมเสียงดัง บอก “ถ้าไม่มีอะไร เราคงไม่เจออะไรหรอก สารคดีเราก็แค่แฉความลับโรงเรียนเก่า เดี๋ยวก็กลับ”
แต่ชัชรีนสังเกตเห็นว่า ทุกคนเริ่มมีท่าทางแปลก ๆ ดวงตาใครบางคนดูเหมือนจะจับจ้องไปยังมุมที่ไร้แสง
กลางดึก พวกเขาแยกย้ายไปนอนในห้องโถง มีเพียงชัชรีนนอนไม่หลับ เธอลุกขึ้นหยิบสมุดบันทึกจดทุกอย่างที่เกิดขึ้น ขณะที่เธอเขียน สมุดพลิกเปิดเองไปยังหน้าว่าง ๆ มีลายมือสีซีดจางแต้มว่า “อย่าเปิด…”
ชัชรีนขยี้ตา คิดว่าเธอคงมองผิด เธอปิดสมุดแล้วเดินไปนั่งริมหน้าต่าง หลับตาฟังเสียงลม ทันใดนั้นเสียงกระดิ่งดังขึ้นใกล้มากเหมือนมาข้างหู เธอสะดุ้งหันขวับแต่ไม่พบอะไร
เช้าวันต่อมา เด่นชายรีบเปิดเช็กฟุตเทจ เขาซูมดูหน้าจอกล้อง พบเงาคนเดินผ่านห้องปิดตายเวลาสามนาฬิกา ทั้งที่ทุกคนอยู่ในห้องโถงพร้อมกัน เขาปลุกเพื่อน ๆ มาดู ทุกคนอึ้งเงียบ ปุณณ์เริ่มสั่น “ฉันไม่อยากอยู่แล้ว เดี๋ยวกลับเลยดีไหม?”
แต่ชัชรีนปฏิเสธ “เราไม่ได้มาตั้งกล้องเล่น ๆ สารคดีนี้สำคัญ ถ้าเรากลับไปมือเปล่า…ฉันต้องเรียนซ้ำปี…”
กิตทำท่าเหมือนจะบอกบางอย่างแต่เก็บไว้ เงียบไปนานก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “เมื่อคืน…เห็นเหมือนเด็กผู้หญิงยืนอยู่หลังหน้าต่างห้องปิดตาย…”
ทุกคนเงียบงัน ความกลัวเริ่มบีบรัด หัวใจเต้นแรง
พวกเขาตัดสินใจออกไปสำรวจรอบ ๆ หอพัก ชัชรีนเดินนำไปทางหลังอาคาร เธอพบป้ายไม้เก่าทรุดโทรม เขียนว่า “ห้ามเข้า-อันตราย” สลักชื่อ “มาริสา” ใต้ป้าย
“มาริสา? ใครคือมาริสา?” ชัชรีนพึมพำ
ปุณณ์หน้าเสีย “อาจเป็นชื่อเด็กที่หายตัวไป…”
ระหว่างเดินกลับ พวกเขาพบเสื้อผ้าเด็กผู้หญิงเก่า ๆ วางซ้อนกันเป็นกอง เศษผ้าขาด ๆ ติดคราบฝุ่นกับสนิม ทุกคนหยุดมองด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด กิตขยับเข้าไปใกล้ จู่ ๆ เสียงกระดิ่งดังแว่วมาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่มีลม
เด่นชายหยิบกล้องขึ้นถ่าย “เสียงมันอยู่ตรงนี้…”
ทันใดนั้นเงาเข้มบางอย่างเคลื่อนผ่านแสงแดดที่ลอดหน้าต่าง เกิดเงาทาบยาวเข้ามาหาพวกเขา ทุกคนชะงักนิ่ง เงานั้นหายไปในพริบตา
“กลับเข้าไปข้างในกันเถอะ” ปุณณ์พูดเสียงสั่น
ในตอนเย็น ขณะทุกคนนั่งทบทวนข้อมูลที่พบในมือถือ ชัชรีนเปิดไฟล์ข่าวเก่าในห้องสมุดออนไลน์ พบข่าวเด็กหญิงชื่อมาริสาหายตัวไปในหอพักแห่งนี้ ไม่มีใครพบศพ เฉพาะห้องที่หายไปไฟไหม้เสียหาย แต่ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ
กิตครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนพูดขึ้น “แต่ในข่าวว่า…มีเด็กอีกคนในคืนเดียวกัน พยายามเข้าไปช่วยแต่หายไปเหมือนกัน”
เด่นชายขมวดคิ้ว “ทำไมถึงไม่มีชื่อเด็กคนนั้น?”
ปุณณ์พูดเบา ๆ “หรือเธอยังอยู่ที่นี่…”
ขณะทุกคนกำลังเถียงกัน เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ลากยาวและดังขึ้นจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นไม้ เด่นชายเดินไปหน้าห้องปิดตาย ยืนฟังเสียงนั้นอย่างลืมตัว
จู่ ๆ ไฟฉายดับ ทุกอย่างมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สลัวจากช่องหน้าต่าง เสียงกระดิ่งหยุดลงทันทีที่เด่นชายแตะลูกบิดประตู
“อย่าเปิด…” เสียงกระซิบเบาหวิวลอยมาตามลม เด่นชายผงะหันหลังกลับ
ปุณณ์สะอื้น “กลับเถอะ กลับไปกันเดี๋ยวนี้…”
แต่ชัชรีนยืนยัน “ฉันต้องรู้ว่ามีอะไรในนั้น…”
กลางดึกคืนนั้น ชัชรีนลุกขึ้นมาเดินวนในโถง เธอพบกิตนั่งซึมอยู่มุมห้อง กิตสารภาพว่าเคยเป็นเด็กนักเรียนที่เคยอยู่ในหอพักนี้มาก่อน และจำอะไรไม่ได้เลยในคืนที่มาริสาหายตัวไป
“ฉันฝันซ้ำ ๆ ว่ามีเสียงกระดิ่งเรียกตลอด…แต่ไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟัง” กิตก้มหน้า น้ำตาคลอ
“นายจำอะไรได้บ้าง?” ชัชรีนถามเบา ๆ
“แค่เงา…กับเสียงกระดิ่ง…แล้วก็ความกลัวสุดขีดที่ไม่มีวันอธิบาย”
ชัชรีนวางมือลงบนไหล่กิต เธอเริ่มสงสัยว่าความลับของคำสาปหอพักนี้เกี่ยวข้องกับอดีตของกิต
คืนสุดท้าย พวกเขาตัดสินใจจะเปิดประตูห้องปิดตาย ทุกคนยืนล้อมหน้าประตู ปุณณ์ถือไฟฉายมือสั่น เด่นชายวางกล้องลงข้าง ๆ กิตหยิบกุญแจผีที่เพิ่งเจอในห้องเก็บของเก่า
“ถ้าพร้อมก็เปิดเลย…” ชัชรีนกระซิบ
กิตลังเล มือสั่นเทา เสียงกระดิ่งดังขึ้นถี่ขึ้นราวกับเร่งเร้า กิตตัดสินใจไขกุญแจ ช้า ๆ ประตูเปิดอ้าออก กลิ่นอับรุนแรงกับลมเย็นวูบพัดออกมา
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงจากไฟฉายที่ส่องไปเห็นเตียงไม้เตี้ย ๆ โต๊ะเรียนเก่า ๆ และกระดิ่งทองเหลืองแขวนอยู่บนผนัง
ทุกคนยืนอึ้ง ชั่วครู่ พวกเขาเห็นเงาเด็กผู้หญิงนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง เงานั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตากระจ่างว่างเปล่า ไม่มีเสียงเอื้อนเอ่ย
ปุณณ์ถอยหลัง เธอสะดุดล้มกับธรณีประตู เด่นชายรีบประคองไว้ กิตเดินเข้าไปใกล้เงานั้น สีหน้าหวาดกลัวแต่สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“มาริสา…ใช่ไหม?” กิตถามเสียงสั่น
เงาเด็กผู้หญิงพยักหน้าเบา ๆ มือหนึ่งยื่นกระดิ่งมาให้ กิตลังเลแต่สุดท้ายยื่นมือรับ
ทันใดนั้นเสียงในหัวกิตดังชัดเจน ความทรงจำพรั่งพรู เขาจำได้ว่าเคยทิ้งมาริสาไว้ในห้องตอนเกิดไฟไหม้ เพราะความกลัว เขาวิ่งหนีออกมาก่อน ปล่อยให้เธอร้องขอความช่วยเหลืออยู่ในนั้น
เสียงกระดิ่งดังขึ้นครั้งสุดท้าย กิตทรุดลงร้องไห้ ปุณณ์กับเด่นชายตกใจ ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ชัชรีนมองภาพนั้นด้วยน้ำตา เธอเข้าใจความกลัวและความผิดในใจเพื่อน
เงาเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับกล่องกระดิ่ง กิตเหลือเพียงเสียงสะอื้นในห้องว่างเปล่า
หลังเหตุการณ์ ทุกคนเงียบงัน ไม่มีใครพูดถึงคืนนั้นอีก ปุณณ์และเด่นชายเลือกจะลบคลิปทิ้งทั้งหมด ชัชรีนเขียนสารคดีด้วยความรู้สึกผิดและเศร้า ผีในหอพักไม่ได้ต้องการแก้แค้น เพียงอยากให้ความจริงถูกเปิดเผย ได้รับการขอโทษที่ไม่เคยมีใครกล้าพูดออกมา
หอพักร้างยังคงอยู่ที่เดิม ไม่มีเสียงกระดิ่งอีกต่อไป แต่ในความเงียบงันของคืนเดือนมืด ทุกคนในกลุ่มยังคงได้ยินเสียงกระดิ่งในใจ เตือนถึงความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกสุดภายในตัวเอง