เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน
ฟ้าค่ำแล้ว ท้องฟ้าคลึ้มไปด้วยเมฆดำ รถตู้เก่าสีขาวจอดนิ่งอยู่ข้างถนนลูกรังซึ่งตัดผ่านป่าทึบ ห่างไกลจากตัวเมืองอย่างน่ากังวล กลุ่มหนุ่มสาวห้าคน—ปุณณ์, ออม, วายุ, นิ้ง, และเต้—กำลังยืนล้อมรอบฝากระโปรงรถที่เปิดอ้าอยู่โดยมีไฟฉายสองกระบอกจากมือถือส่องสว่างพอให้มองเห็นใบหน้าซีด ๆ ของกันและกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกบเขียดและจั๊กจั่นดังแทรกใต้ความเงียบ “เครื่องมันดับไปเฉย ๆ อะ” วายุพูดเสียงเบา โยนประแจไว้ในกระโปรงรถ ออมกอดแขนตัวเองแน่น “เราไม่ควรออกมาไกลขนาดนี้เลย…”
นิ้งเงยหน้ามองป่ารอบข้าง “ที่พักใกล้สุดคงต้องเดินย้อนทางที่เราผ่านมา…” แต่เต้มองเห็นแสงสะท้อนสีขาวของป้ายผุ ๆ ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตร “นั่นมัน…ป้ายบ้านพักรึเปล่า?”
ทั้งห้าคนเดินตามกันไปอย่างลังเล บ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่งปรากฏตัวในความมืด เงาไม้ที่โยกไหวจากลมดูคล้ายมือยักษ์กำลังขู่ว่าจะคว้าจับพวกเขา ปุณณ์ยื่นมือผลักประตูที่มีตัวเลขเก่า ๆ 1979 แปะอยู่—มันเปิดออกเองพร้อมเสียงเอี๊ยดเบา ๆ
ข้างในกลิ่นอับและฝุ่นลอยปะปนในอากาศ แต่สภาพบ้านดูแข็งแรงกว่าที่คิด ออมเดินผ่านห้องโถง—รูปถ่ายครอบครัวที่แขวนไว้บนผนังดูเหมือนจะจ้องกลับมา “บ้านหลังนี้…มีคนอยู่จริง ๆ เหรอ?” เธอถามเสียงสั่น
เต้แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน “ก็น่าจะไม่มีใครนอนแล้วล่ะ ดูสภาพสิ” แต่ปุณณ์สังเกตเห็นรอยเท้าบนฝุ่นที่พื้นดูใหม่ผิดปกติ
เสียงกุกกักเบา ๆ ดังจากชั้นบน ทุกคนหยุดนิ่ง วายุมองหน้าปุณณ์ “มีหนูรึเปล่า?” ไม่มีใครตอบทันที ออมเริ่มหายใจติดขัด นิ้วมือของเธอสั่นขณะแอบจับแขนเพื่อน
สุดท้ายพวกเขาตัดสินใจแยกย้ายเดินสำรวจ เต้กับนิ้งเดินขึ้นบันได ปุณณ์กับวายุเดินไปยังห้องครัว ออมอยู่โถงรับแขกคนเดียว สายตาเธอหยุดที่ประตูหลังบ้าน—มันเปิดอ้าเล็กน้อย ลมเย็น ๆ พัดผ่านเข้ามา เธอรีบปิดประตู บานประตูส่งเสียงร้องคล้ายคลึงกับเสียงคนพูดเบา ๆ เธอขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้พูดอะไร
เต้กับนิ้งเดินสำรวจห้องนอนชั้นบน เจอผ้าม่านหนา ๆ ที่ปิดหน้าต่างไว้สนิท ปลายเท้าของทั้งสองหยุดลงที่หน้าประตูห้องหนึ่งซึ่งล็อกไว้ นิ้งเอาหูแนบ—ได้ยินเสียงกระซิบคล้ายคนพูดกันเบา ๆ เธอมองเต้ “ได้ยินมั้ย?” เต้ส่ายหน้าแต่สีหน้าดูไม่แน่ใจ
ที่ชั้นล่าง ปุณณ์ส่องไฟไปที่กำแพงครัวซึ่งมีรอยข่วนเป็นทางยาว วายุหยิบถ้วยชาเก่า ๆ จากตู้พลางพูดติดตลก “บ้านร้างแต่จานยังเรียงดีเนอะ” ปุณณ์ไม่ตอบ เขามองเห็นเศษกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่ใต้ขอบประตูหลังบ้าน ตัวหนังสือซีด “อย่าเชื่อเสียงที่มองไม่เห็น”
ทุกคนกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในห้องโถงกลางบ้าน สายตาแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความสงสัย
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวเช้าช่างมาซ่อมรถก็กลับได้” วายุพูดเสียงขุ่น
คืนนั้นพวกเขาเลือกนอนรวมกันที่พื้นห้องโถงเพื่อความอุ่นใจ เต้ปล่อยเสียงหัวเราะร่า “กลัวอะไรขนาดนั้นวะ ผีบ้าอะไรจะมากลางป่าแบบนี้” แต่เสียงหัวเราะนั้นเบาลงเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังมาจากชั้นบนอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนได้ยินชัดเจน
นิ้งหน้าเผือด “พวกเราขึ้นไปดูมั้ย?” ออมส่ายหน้า “อย่าเลย เดี๋ยวมันก็เงียบเอง” ปุณณ์ไม่พูดอะไร แต่แอบจ้องขึ้นไปที่บันได เงามืดที่ทอดลงบนผนังดูเหมือนจะเคลื่อนไหวเองช้า ๆ
กลางดึก ออมหายใจหอบฝันร้าย เธอลุกขึ้นนั่งมองไปรอบ ๆ เห็นเงาของใครบางคนผ่านหน้าห้องน้ำ เธอคิดว่าเป็นนิ้ง แต่เมื่อเรียกไม่มีเสียงตอบ
เช้าตรู่ พวกเขาตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย อากาศในบ้านกลับหนาวเย็นผิดปกติ ปุณณ์ออกไปดูรถ พบว่าประตูรถเปิดอ้าเหมือนมีคนไปค้นของข้างใน วายุโกรธ “เมื่อคืนใครออกไป?” ทุกคนปฏิเสธ
ในระหว่างหามื้อเช้าด้วยขนมปังแห้ง ๆ เต้ค้นเจอสมุดจดเล่มเก่าในลิ้นชักห้องครัว หน้าปกเขียนชื่อ “ดารา” เขาเปิดอ่านพบแต่ข้อความสั้น ๆ เต็มไปด้วยคำว่า “เสียง…เสียง…เสียง…” เต้เริ่มหัวเราะอย่างประหม่า “ใครมีญาติบ้าบ้างเนี่ย?”
นิ้งแย่งมาดู สมุดจดนั้นมีรอยขูดขีดเต็มไปหมด และมีหน้าหนึ่งเขียนว่า “เขาไม่ยอมไป เขายังอยู่ที่นี่” นิ้งเริ่มกลัว
วันนั้นทั้งวันทั้งห้าคนพยายามซ่อมรถแต่ไร้ผล ในระหว่างที่ออมเดินสำรวจรอบบ้าน เธอสังเกตเห็นรอยเท้าขนาดเด็กเต็มไปหมดตรงดินโคลนข้างบ้าน แต่ไม่มีร่องรอยเด็กอยู่รอบ ๆ เธอรีบกลับมาบอกเพื่อน ๆ
“เราว่าที่นี่มันแปลก ๆ” ออมพูดเสียงสั่น “เมื่อคืนได้ยินเสียงเหมือนเด็กหัวเราะด้วย”
เต้แกล้งสายหัว “จิตหลอนไปเองรึเปล่า” แต่นิ้งเห็นด้วยกับออม ปุณณ์เริ่มเงียบขรึมขึ้นทุกที
ค่ำวันนั้น ทุกคนรู้สึกกดดัน วายุพยายามหาสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณใด ๆ เลยที่บ้านหลังนี้ นิ้งเดินไปที่หน้าต่าง เห็นเงาคนผ่านหลังต้นไม้ ออมตามไปดู แต่ไม่มีใครอยู่
ขณะนั้นเอง ประตูห้องนอนชั้นบนที่เคยล็อกไว้เปิดออกเองช้า ๆ ทุกคนหันไปมองนิ่ง พวกเขาเดินขึ้นไปด้วยกัน ข้างในห้องนั้นมีเตียงเด็ก โต๊ะเขียนหนังสือ รอยมือเล็ก ๆ บนผนัง และภาพวาดเด็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยรูปคนไม่มีหน้า
ออมหยิบรูปใบนึงขึ้นดู “ทำไมทุกคนไม่มีหน้าเลย?”
เสียงคล้ายคนพึมพำดังจากมุมห้อง ทุกคนผงะถอยหลัง เต้พยายามกลบเกลื่อน “คงลมพัด” แต่นิ้งสังเกตเห็นว่าทุกเสียงผิดปกติในบ้านนี้เกิดขึ้นตรงกับช่วงที่แต่ละคน “เงียบ” พร้อมกัน
คืนนั้นพวกเขานอนรวมกันอีกครั้ง วายุเริ่มพูดถึงอดีต “เราเคยมาแถวนี้ตอนเด็ก ๆ…” แต่จะเล่าต่อก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ออมจ้องหน้าเขา “มีอะไรไม่บอกเหรอ?” วายุเม้มปากเงียบ
กลางดึก เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นชัดเจน “ออกไป…ออกไป…ได้โปรด…” ปุณณ์ลุกขึ้นยืนทันที เขาเดินไปที่ประตูห้องนอน พบรอยมือเปื้อนฝุ่นลากยาวออกไปทางระเบียง เขาตามไปถึงหน้าต่าง เห็นเงาคนตัวเล็ก ๆ วิ่งผ่านลานหน้าบ้าน
ปุณณ์กลับมานั่งเครียด วายุถาม “เห็นอะไร?” ปุณณ์ตอบเพียง “ไม่แน่ใจ” แต่สีหน้าบอกว่าไม่ใช่แค่เงา
เช้าวันใหม่เต้หายตัวไป ทุกคนแตกตื่น ตามหาเขาทั่วบ้านแต่ไม่พบ ไม่มีใครกล้าออกไปตามหาในป่า นิ้งร้องไห้ ออมโทษตัวเอง ปุณณ์โกรธ “นายหายไปได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่เราอยู่ข้าง ๆ กัน?”
ปุณณ์เดินออกไปที่ระเบียง เห็นรองเท้าของเต้ตกอยู่ตรงบันได แต่รอยเท้าที่เดินหายไปในป่าคือรอยเท้าเด็ก ปุณณ์เริ่มสงสัยว่าความจริงในบ้านหลังนี้เกี่ยวกับเด็กที่ไม่เคยโต
คืนนั้นเสียงหัวเราะเด็กดังแว่วมาอีกครั้ง ทุกคนตัดสินใจสำรวจชั้นล่าง เจอประตูห้องใต้บันไดที่ก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นแค่ตู้เก็บของ ข้างในพบกล่องของเล่นเก่า ๆ และสมุดจดอีกเล่มของ “ดารา” เขียนว่า “พวกเขาลืมฉัน ฉันเลยอยู่ที่นี่…อยู่กับเสียง…”
ออมอ่านออกเสียง นิ้งร้องไห้ เธอเริ่มจำได้ว่าเมื่อสิบปีก่อนเคยมาเที่ยวบ้านนี้กับครอบครัว—และมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งหายตัวไปในคืนที่ทุกคนหลับ เธอลืมเหตุการณ์นั้นไปอย่างน่าประหลาด
วายุเริ่มสารภาพ “เราจำได้…แต่ไม่กล้าบอก ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องนั้น” ปุณณ์โกรธ “แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก?” ออมมองทุกคน “เราก็จำได้…แต่กลัวมาก…”
เงียบงันยาวนาน เสียงฝีเท้าของเด็กวิ่งวนรอบบ้านดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะและร้องไห้ปนกัน
กลางคืน ทุกคนรวบรวมความกล้าเดินไปรอบบ้าน พวกเขาตามเสียงไปจนถึงใต้ถุนบ้าน พบประตูไม้ที่พังครึ่งหนึ่ง ข้างในมืดสนิท เมื่อเปิดไฟฉายส่อง มีรอยมือเล็ก ๆ เต็มผนังและ “เสียง” ที่ค่อย ๆ ดังขึ้นรอบด้าน
นิ้งเริ่มพูดกับ “เสียง” เหมือนรู้จักกัน เธอร้องขอให้ปล่อยพวกเขาไป เสียงนั้นตอบกลับ “ถ้าเธอจำได้จริง เธอต้องอยู่ที่นี่…”
วายุพยายามลากนิ้งออกมา แต่ออมพูดว่า “เราเคยทิ้งเธอไว้ที่นี่…” ทุกคนเริ่มร้องไห้ เสียงหัวเราะกลายเป็นเสียงกรีดร้อง
ปุณณ์รวบรวมสติ ยอมรับความจริงว่าตัวเองก็ลืมและเคยอยู่ในคืนนั้น—เป็นคนล็อกประตูไว้เพราะกลัวจะมีคนแปลกหน้ามา แต่กลับขังเด็กหญิงเอาไว้ข้างใน
เงามืดในห้องใต้ถุนขยายตัวเป็นรูปร่างของเด็กหญิงไม่มีใบหน้า เธอเดินออกมาช้า ๆ ไม่พูดอะไร เสียงรอบข้างค่อย ๆ เงียบลง
ทุกคนยืนเผชิญกับความเงียบอันหนักอึ้ง ปุณณ์พูดเสียงสั่น “ขอโทษ…”
รูปร่างนั้นค่อย ๆ ละลายกลายเป็นเงา เสียงที่ไม่มีใครได้ยินเงียบไปในที่สุด แต่ประตูบ้านปิดลงอย่างแน่นหนา พวกเขาออกไปไม่ได้อีก
เช้าวันต่อมา ไม่มีใครพบกลุ่มเพื่อนอีกเลย บ้านพักร้างกลางป่าถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงกระซิบบางเบาแว่วมาในยามค่ำคืน