สิ้นเสียงเงียบในหอพักฟ้าเทา
เสียงรองเท้าย่ำกับพื้นปูนดิบของหอพักชั้นสามในเวลาเกือบเที่ยงคืนดังก้องในทางเดินที่เงียบวังเวง แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวติด ๆ ดับ ๆ เปรมเดินถือถุงอาหารเข้าห้อง เบา ๆ กวาดตามองซ้ายขวาก่อนจะไขกุญแจเข้าไปใกล้เตียงริมหน้าต่าง เตียงของแพรยังเรียบเหมือนไม่เคยมีใครนอน ไม่มีเสียงวี้ดว้ายหรือแสงจากโทรศัพท์ที่มักจะส่องลอดจากใต้ผ้าห่มทุกคืน เปรมขมวดคิ้ว หยิบมือถือมากดโทรหาแพร เสียงสายเรียกแต่ปลายทางไร้เสียงตอบรับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลับมาซะทีเหอะ…” เปรมพึมพำ กลืนก้อนแข็งในคอ วางมือถือบนโต๊ะทำการบ้านแล้วถอดเสื้อแจ็คเก็ตไว้ปลายเตียง บรรยากาศเย็นแต่จิตใจเขากลับร้อนรุ่ม เสียงวัตถุบางอย่างตกที่พื้นลากพาเปรมหันขวับ ตู้เสื้อผ้าของแพรแง้มอยู่เล็กน้อย เปรมเดินไปเปิดตู้อย่างลังเล ภายในมีแค่ชุดนักศึกษาที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบ ไม่มีร่องรอยของการหนีออกจากหอพัก
เขากวาดตามองโน้ตบนโต๊ะของแพร ที่เขียนถึงโปรเจกต์กลุ่มและสติ๊กเกอร์หัวใจแปะไว้ ฝาถ้วยชาเขียวที่แพรโปรดถูกวางทิ้งไว้เคียงคู่กับรูปถ่ายวันรับน้อง เปรมหยิบรูปนั้นขึ้นมา ลูบปลายนิ้วกับใบหน้าของแพรในรูปนั้น สายตาเหม่อลอยแต่หัวใจหนักอึ้ง รู้ดีว่าคืนนี้คงไม่มีทางข่มตาหลับ
เช้าวันถัดไป เสียงนกที่คุ้นเคยกับกลิ่นอาหารเช้าในหอพักปลุกเปรมให้ลืมตาขึ้นจากกึ่งหลับกึ่งตื่น โทรศัพท์สั่นระรัว เขาหยิบขึ้นมาพบข้อความในกลุ่มเพื่อนปีสอง “เมื่อคืนมีใครเห็นแพรบ้าง? เปรมรู้มั้ย แพรไม่เข้าแล็บวันนี้” เปรมพิมพ์ตอบสั้น ๆ “ยังไม่กลับเลย เดี๋ยวลองถามให้” ใจเขาเริ่มเต้นแรง มือสั่นเทาเล็กน้อย
เปรมเดินลงไปพบติณ เพื่อนห้องตรงข้ามซึ่งกำลังนั่งกินโจ๊กอยู่หน้าห้องอย่างเร่งรีบ “เมื่อคืนเห็นแพรเดินกลับมามั้ย” เปรมถามทันที ติณชะงักช้อนค้าง “เปล่า…เมื่อวานเย็นก็ไม่เจอ พวกก้อยบอกไปคาเฟ่แต่เหมือนกลับเร็ว” เปรมพยักหน้าส่งเสียงแผ่วเบา ตาคมเหลือบมองเพื่อนแบบลังเล “รีบแจ้งหอไหม เดี๋ยวตำรวจมากันวุ่น” เปรมไม่ตอบเพราะใจยังสับสน เขาขอตัวกลับห้อง มือกุมหน้าผากตัวเองเหมือนคิดไม่ตก
ในห้องเรียนวิชาเอก บรรยากาศเครียดจนแทบจับต้องได้ อาจารย์เพิ่งเช็คชื่อ แพรขาด เปรมรู้สึกว่าสายตาของทุกคนจับจ้อง ประหนึ่งว่าเขามีคำตอบในหัว “แกโอเคมั้ย?” ก้อยเพื่อนหญิงสนิทนั่งลงข้าง ๆ เสียงเบาราวกับกลัวคนอื่นได้ยิน เปรมพยักหน้าทั้งที่ความจริงในใจพลุ่งพล่านเกินบรรยาย
“แพรเพิ่งเล่าเรื่องทะเลาะกับแม่ให้ฟัง” ก้อยเอ่ย พลางหลบสายตาเปรมอย่างมีแววสงสัย “แกว่ามันหนีไปจริง ๆ หรือเปล่า” เปรมอ้ำอึ้ง เสียงหัวใจดังในอก “ไม่รู้…แต่เมื่อคืนโทรหา ไม่รับเลย” “เอาจริง ๆ นะ เปรม ฉันรู้ว่าแกกับแพรสนิทกัน แต่บางทีคนเราก็ไม่ได้บอกทุกอย่างหรอก” ก้อยพูด เสียงคล้ายบ่นเหนื่อยเปลือกตา
กลางคืนถัดมา เปรมผิดปกติขึ้นทุกที กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของแพรยังอวล หัวใจเขารู้สึกว่างเปล่าและหวาดกลัว ทั้งกลัวว่าแพรจะเป็นอะไร กลัวสิ่งที่ตัวเองอาจจะได้รู้ และกลัวภาพสะท้อนของตัวเองในเงามืดของห้อง
“เราไม่ควรปล่อยผ่านอะไรแบบนี้ใช่มั้ย” เปรมพูดกับตัวเองทั้งที่รู้ว่าไม่มีใครฟัง เขานั่งจ้องหน้าจอมือถือย้อนอ่านข้อความเก่า ๆ ของแพร หัวเราะ หยอกล้อ เฉียดคำว่าท้อแท้และแปลกแยก แม้แต่บางข้อความที่เขาเองก็เคยตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
สามทุ่ม เปรมไปเคาะห้องน้องหญิง ปีหนึ่งที่รู้จักกับแพร น้องหญิงเปิดประตูชะเง้อ “พี่เปรม…คะ?” “เมื่อคืนแพรคุยกับน้องมั้ย เห็นไลน์หรืออะไร” เปรมถาม เสียงที่ส่งออกมาสั่นน้อย ๆ น้องหญิงนิ่งคิด “จริง ๆ เมื่อคืนแพรมาถามเรื่องยืมติวชีวะแต่หนูจำได้ว่าดูเครียด ๆ …แล้วก็รีบออกไปเลย” “รีบไปไหน?” “ไม่รู้ค่ะ พี่ หนูไม่กล้าถาม”
เปรมขอบใจ กลับมาที่ห้องนั่งจ้องกระดาษโน้ต ไฟบนเพดานกระพริบจนตาล้า เขามองโน้ตแพรอีกครั้ง มีตัวหนังสือเขียนทิ้งไว้แบบไม่ค่อยเป็นระเบียบ เปรมเอามือลูบเบา ๆ เปลือกตาปริบ ๆ ด้วยความลังเล ก่อนจะลองแกะรหัสในโน้ต เจอคำหนึ่งที่คุ้นตา—“ศิลป์” ในหอพักมีห้องเก็บอุปกรณ์ศิลป์ที่ไม่ค่อยมีใครไปใช้ เปรมลุกขึ้นคว้ากุญแจไฟฉาย ดิ่งไปชั้นเก็บของด้านล่างสุดของอาคาร
เขาเปิดประตูห้องเก็บของ ฝุ่นลอยคว้างในแสงไฟฉาย โต๊ะวาดรูปเก่า รองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งถูกเตะกองไว้ข้างโต๊ะ ข้าง ๆ มีเศษกระดาษขยำทิ้ง เปรมเดินไปเก็บขึ้นมาคลี่ดู ที่เป็นข้อความสั้น ๆ ว่า “เหนื่อย” เขาค่อย ๆ ไปดูห้องน้ำท้ายทางเดิน ประตูแง้มเหมือนคืนนี้ที่ผ่านมา เขาเดินเข้าไปอย่างระวัง หมุนสายตามองทีละมุม เรียกชื่อแพรแผ่วเบา ไม่มีเสียงตอบ
คืนวันที่สอง ความเงียบในหอพักกลับกลายเป็นคลื่นแปลกประหลาด ผู้ดูแลหอประกาศแจ้งเสียงตามสาย “นิสิตพักรวมกันในโถงด้านล่าง มีเรื่องสำคัญจะสอบถาม” เปรมลงบันไดอย่างกังวล ใจเต้นรัว กระเป๋าในมือแน่นจนเจ็บนิ้ว ผู้ดูแลอ่านรายชื่อนักศึกษาทั้งหมด ทีละคนเสียงเรียกดังชื่อแพรแล้วเงียบ ทุกสายตาชำเลืองมองเปรมราวกับคาดหวังบางอย่าง เสียงกระซิบแทรกมาไม่ขาดสาย
“เมื่อคืนห้องน้ำหญิงมีรองเท้าเปื้อนโคลนกับเศษกระดาษ แปลกมาก…” เสียงหนึ่งพูด เปรมงึมงำในคอ “มันไม่เคยทิ้งอะไรไว้มั่ว ๆ เลย…” ก้อยกระซิบกับเพื่อน เสียงมืดเครียดและมีหวาดระแวงแทรกตัวเข้ามา ไม่ทันถึงห้านาทีผู้ดูแลประกาศ “ถ้าใครมีข้อมูลเกี่ยวกับแพร โปรดแจ้งทันที” เปรมอยากยกมือแต่ไร้เสียงในคอ เขาเลือกอยู่เงียบ ทั้งที่ใจอยากตะโกนร้องถามอะไรออกไป
เวลาเที่ยงคืน เปรมซ่อนตัวอยู่ริมระเบียง สูบบุหรี่เพื่อระบายความเครียด ก้อยเดินเข้ามาแบบเงียบ ๆ ยืนข้างกัน “แกไม่ได้บอกเราทั้งหมด ใช่ไหมเปรม” หล่อนพูดเสียงกัดฟัน เปรมสูดยาว “หมายความว่าไง” “แพรถามเรื่องแกกับ…เอ่อ เรื่องนั้น…ก่อนจะหายไป” ก้อยเม้มปากแน่น เปรมก้มหน้า น้ำเสียงเจือเศร้า “เราไม่ได้เป็นแบบที่…เธอคิดหรอก”
เปรมเดินกลับห้องเมื่ออากาศเย็นจับใจ ใบหน้าเขาชื้นเหงื่อเย็น คว้าผ้าห่มมากอดแน่น เสียงเคาะประตูเบา ๆ ทำให้สะดุ้ง ติณเปิดเข้ามา “แกอย่าเครียดนักเลย เดี๋ยวป่วยเปล่า…” ติณอ้อมแอ้ม เลี่ยงไม่มองตา “เออ มีอะไรจะบอก…” ติณส่งโทรศัพท์ให้เปรมดู รูปกล้องวงจรปิดในลิฟต์คืนแพรหาย ตัวแพรยืนนิ่งเหมือนรออะไร มือถือแนบหู หน้าตาปั้นขรึม ก่อนจะเดินออกไปทางชั้นใต้ดิน “แก…แกเห็นอะไรแปลกมั้ย” เปรมถามเสียงขาดห้วง ติณส่ายหน้า “หน้าตามันดูเศร้ามากเลย…แต่ก็เหมือนคนจะไปหาใครซักคน”
เปรมพยายามสบตาติณ “แกเคยโกหกแพรมั้ย?” ติณนิ่ง เงียบอยู่นาน “ถ้าเราตอบว่ายัง…จะทำให้แกดีขึ้นหรือเปล่าวะ” ทั้งคู่หยุดพูด เสียงลมหายใจและความเงียบเข้าคลุมห้อง เปรมเข้าใจว่า ใครบ้างที่ไม่ได้เก็บบางอย่างไว้กับตัว
ค่ำคืนที่สาม เปรมตัดสินใจไปยังห้องใต้ดินของหอพักตามเบาะแสใหม่ เขาเดินผ่านโถงมืด สนามหญ้าหลังหอ เสียงกิ่งไม้ขูดหน้าต่างต่ำ ๆ เข้ากับจังหวะหัวใจ เขาใช้ไฟฉายสำรวจพื้นที่ พื้นเปียกชื้นและมีรอยเท้าเล็ก ๆ จุดตรงมุมหนึ่งพบกล่องไม้ขีด เขาเปิดดู พบซองจดหมายสีฟ้าจ่าหน้าถึง “เปรม” ตัวเองลมหายใจติดขัด มือสั่นตอนเปิดจดหมายเนื้อในมีข้อความสั้น ๆ “ขอโทษที่ทนไม่ไหว…ไม่ใช่ความผิดของแก” เปรมทรุดตัวกับผนัง หัวใจบีบรัด คำถามนับไม่ถ้วนผุดขึ้นเต็มสมอง
เช้าวันต่อมา ข่าวการหายตัวของแพรเริ่มแพร่ไปไกลกว่าเดิม อาจารย์ โทรศัพท์จากครอบครัว รวมไปถึงข่าวลือในโซเชียลที่พูดถึงประเด็นซ้ำเติม จู่ ๆ มีข้อความไลน์จากไอดีของแพรปรากฏเลขที่บัญชี พร้อมประโยค “อย่าเป็นห่วง ฉันขอใช้ชีวิตอีกแบบ” เพื่อนฝูงถกเถียง บ้างหาว่าแพรตั้งใจหนี บ้างหาว่าโดนหลอกใช้ เปรมอ่านซ้ำไปซ้ำมาในใจแต่ไม่เชื่อในคำใดเลย
บ่ายวันนั้น เปรมกับก้อยไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์หญิงวัยกลางคนหน้าเคร่งเครียด แววตาห่วงใยแต่เด็ดขาด “แพรมีภาวะเครียดมาก่อนหรือเปล่า?” เปรมเงียบไป ก้อยตอบแทน “ระยะหลังดูไม่ปกติค่ะ แต่ไม่เคยพูดอะไรตรง ๆ” อาจารย์ถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้น อย่ากดดันตัวเองนะ ทุกคนผิดพลาดได้…แต่ห้ามปล่อยให้เป็นบาดแผลกับตัวเอง” เปรมสบตาอาจารย์ น้ำตาคลอเบ้าแต่ยิ้มบางเบา
ตกดึก เปรมกลับมาที่ห้อง จ้องมองสิ่งของของแพร เงาของตัวเองบนผนังยิ่งขยายใหญ่ขึ้นในใจ เขานั่งลงกลางห้อง สะกดกลั้นน้ำตา แล้วหยิบจดหมายแพรมาอ่านอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยยิ้มของเพื่อนผุดขึ้นมาในความทรงจำ ดีใจ เศร้าใจ เจ็บปวดปะปนกันทั้งคืน
คืนหนึ่ง เปรมตัดสินใจแสดงความรู้สึกในกลุ่มเพื่อน “เราเองก็ผิด ที่ไม่กล้าถาม ไม่กล้าฟัง ไม่กล้ายื่นมือออกไปให้มากกว่านี้” เพื่อนแต่ละคนในห้องแชทส่งข้อความปลอบใจ มีความเงียบอึดอัดคั่นข้ามคำพูดทุกตัวอักษร ก้อยส่งอีโมจิยิ้มเศร้า “ทุกคนล้วนเก็บอะไรไว้เองทั้งนั้นแหละ…ขอโทษที่กดดันแก” เปรมลมหายใจหนัก เหม่อมองเพดานห้องครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อเวลาผ่านคืนฝนพรำ (ที่ไม่ได้เริ่มเรื่อง) ความเงียบซึมซาบมาในชีวิตเปรม เขาเริ่มออกกำลังกาย ปลูกต้นไม้เล็ก ๆ ที่ริมระเบียง ทำโปรเจกต์งานกลุ่ม เดินไปหัวเราะกับก้อยกับติณบ่อยขึ้น แม้ยังมีช่องว่างและความคิดถึงในใจแต่เปรมไม่หลบสายตาใครอีกแล้ว
เมื่อครบรอบเดือนที่แพรหายไป เปรมขออนุญาตหอพักเปิดห้องศิลป์ที่เคยค้นหา ชวนเพื่อน ๆ มาร่วมกิจกรรมระบายสีในสิ่งที่อยากพูดกับแพร บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ น้ำตา และรอยยิ้มประหลาด ๆ เปรมยิ้มให้เพื่อนแต่ละคน จดจำสายตาเข้าใจและให้อภัยระหว่างกันอย่างอบอุ่น
ค่ำวันนั้นที่ห้องพักในอาคารสูงเหนือสนาม เปรมยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองเห็นแสงสีฟ้าสะท้อนม่าน ฟังเสียงเพื่อนหัวเราะในห้องข้าง ๆ เขาไม่รู้ว่าคำตอบของการหายตัวของแพรจะนำไปสู่จุดจบที่แน่ชัดหรือไม่ แต่เขาไม่กลัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความผิดหวัง การให้อภัย หรือความเงียบของความคิดถึง
เปรมหายใจเข้าลึก ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา พลางหยิบรูปถ่ายกลุ่มแนบอกไว้แน่น เขานั่งลงกับพรม นิ่งฟังเสียงในหัว และในที่สุด เขาก็ยิ้มเบาบางให้กับตัวเอง ภาพจำสุดท้ายในคืนนั้น คือแสงฟ้าจาง ๆ ส่องประตูห้องศิลป์ที่เปิดไว้ พร้อมเสียงชีวิตค่อย ๆ กลับมาเติมเต็มหอพักที่เคยเงียบงัน